
เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2559 ที่สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ได้มีเวทีสัมมนาสาธารณะเรื่อง “ฝ่า…วิกฤติน้ำ” โดยมีผู้เข้าร่วมจากหลายภาคส่วน ทั้งนี้นายฉันท์ชัย ชานนท์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 10 บ้านเนินเขวา อำเภอแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า จังหวัดขอนแก่นเป็นจังหวัดหนึ่งที่ประสบภัยแล้งรุนแรงในประเทศไทย อีกทั้งเป็นจังหวัดต้นๆ ของภาคอีสานที่มีชลประทานน้อย โดยในหมู่บ้านของตนนั้นเป็นหมู่บ้านที่ไม่มีระบบชลประทนใดๆ เข้าไปช่วยเหลือด้านการเกษตร ดังนั้นชาวบ้านจึงต้องเตรียมรับมือทั้งภัยแล้ง น้ำท่วมด้วยตนเอง จึงได้ร่วมกับองค์การพัฒนาเอกชนและหน่วยงานอื่นๆ พัฒนาเป็นแก้มลิงและหนองน้ำเล็กๆ ไว้ใช้ ซึ่งปีนี้แม้จะไม่มีน้ำใช้อุปโภคที่ใสสะอาดเหมือนคนเมือง แต่มีน้ำสำหรับเพาะปลูกสำหรับพืชผักบางชนิดเพื่อการบริโภคในครัวเรือน โดยทางหมู่บ้านได้เตรียมการสร้างแหล่งน้ำชุมชนมาตั้งแต่ช่วงฤดูฝนและกักเก็บน้ำไว้ใช้เอง ไม่มีภาคอุตสาหกรรมเข้ามาใช้น้ำร่วม จึงเพียงพอและไม่เดือดร้อนแม้จะแล้งมากก็ตาม
“ความแล้งของภาคอีสาน เราจะไม่พูดกันโดยเอามาตรฐานภาคกลางมาคุย หรือไม่เอาชนบทเทียบกับเมือง เราอาบน้ำขุ่น เอาน้ำขุ่นรดผักได้ จะสีโอวัลติน สีกาแฟก็เอามาใช้ได้ เราตั้งกฎมาใช้น้ำเองตามความเหมาะสม แล้วเราเตรียมรับมือมาตั้งนาน วางแผนนับปีก่อนแล้ง พอแล้งมาเราก็รับไหว อย่างปีที่แล้วเราก็ไม่ได้ทำนาปรังกัน ทำแค่นาปี ตุนน้ำไว้พอใช้ในชุมชนให้ยั่งยืนทั้งขุดบาดาลเองบ้าง ให้พออยู่ได้แต่ไม่ได้ขุดเยอะแบ่งๆ กันใช้ไปตามความเหมาะสม เพราะเราไม่มีเขื่อน ไม่มีแม่น้ำสายใหญ่ เราอาศัยน้ำชีเท่านั้นเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติ” นายฉันท์ชัย กล่าว
ด้านนายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า สถานการณ์น้ำในเขื่อนสำคัญอย่างเช่น เขื่อนอุบลรัตน์ อาจมีศักยภาพในการผลิตกระแสไฟฟ้าลดลงเพราะต้องแบ่งน้ำมาใช้ในหน้าแล้ง โดยปัจจุบันใช้น้ำที่ระดับต่ำสุด คือ 8 ล้านลูกบาศก์เมตร ที่มีผลต่อความมั่นคงในการผลิตกระแสไฟฟ้าไปบ้างแล้ว ดังนั้นถ้าเข้าพฤษภาคมก็ค่อนข้างน่ากังวลพอสมควร โดยการใช้น้ำสำรองเพื่อผลิตไฟฟ้านั้น หากระดับน้ำต่ำลงเรื่อยๆ และไม่มีน้ำไหลเข้าเขื่อนเพิ่ม จะทำให้กำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าต่ำลงเรื่อยๆ อาจเกิดวิกฤติตามมาเหมือนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2536-2537 ส่วนเขื่อนภูมิพล ใช้น้ำสำรองบ้างแต่ยังไม่มีผลกระทบต่อการผลิตกระแสไฟฟ้า อย่างไรก็ตามพื้นที่ที่น่าเป็นห่วง คือ พื้นที่นอกเขตชลประทาน เพราะมีพื้นที่ที่เข้าใกล้วิกฤตเกินครึ่งของประเทศ รวมแล้วมากถึง 152 อำเภอ ใน 42 จังหวัด
นายวีระ รุ่งเรือง นายกสมาคมเครือข่ายชาวนาไทย และเลขานุการคณะกรรมการกลาง ศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศไทยกล่าวว่า ชาวนาในเขตชลประทานเป็นกลุ่มที่เผชิญกับปัญหาภัยแล้งมากที่สุด เพราะไม่สามารถปรับตัวได้เข้ากับสถานการณ์ได้ทันท่วงที เมื่อเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำ เป็นกลุ่มที่ไม่มีอาชีพเสริม ในขณะที่ชาวนานอกเขตชลประทานทำนาเพียงรอบเดียว เมื่อสิ้นสุดฤดูกาลทำนาไปทำอาชีพอื่น มีทางออกสามารถแก้ปัญหาได้ ทั้งนี้เชื่อว่าปัญหาภัยแล้ง ส่วนหนึ่งเกิดจากข้าราชการในพื้นที่กับประชาชนเข้าใจนโยบายการดูแลเกษตรกรของรัฐบาลไม่ตรงกัน นั่นคือ ข้าราชการในพื้นที่ไม่ได้ทำแผนประจำปี เพื่อรองรับวิกฤตแล้ง เมื่อเกิดภัยแล้งขึ้น จึงต้องเสียเวลาสำรวจใหม่ ส่งผลให้เกิดการแก้ปัญหาที่ไม่มีระบบ ไม่ทันเหตุการณ์
“ทางที่ดีต้องร่วมมือกันทั้งรัฐ ทั้งชาวบ้าน เพื่อทำข้อมูลที่สะท้อนปัญหาของแต่ละพื้นที่แบบวางแผนระยะยาว อาจมีแผนสำรองหลายแผน แต่ละแผนต้องเปิดโอกาสให้ชาวนาและชาวบ้านร่วมออกแบบ”นายวีระ กล่าว
รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศ์กร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า จากภัยแล้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้พืชที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งมากที่สุด 3 อันดับ คือ ข้าวโพด อ้อย และข้าว โดยจากการประเมินผลกระทบเบื้องต้นปัญหาการแล้งที่ส่งผลต่อการเพาะปลูกคือในภาคอีสานและภาคเหนือน่ากลัวที่สุด ในช่วง ปี2558-2559 ภาคเหนือมีการลดพื้นที่เพาะปลูกข้าวถึง 45 ล้านไร่ ซึ่งเกษตรกรจะไม่มีองค์ความรู้ในการเตรียมรับมือ เกษตรกรส่วนมากรู้แค่ว่ารัฐประกาศให้หยุดปลูกข้าวก็หยุด ทำตามนโยบายรัฐ
รศ.ดร.นิพนธ์กล่าวว่า ในปีเดียวกันนี้ภาคกลางในพื้นที่ชลประทานนั้นมีความกังวลเรื่องภัยแล้งแต่ยังพบปลูกข้าวนาปรังตลอด แม้จะลดพื้นที่เพาะปลูกบ้างแต่ก็ลดไม่มาก ลดลงแค่ 1-1.9 ล้านไร่ โดยคนภาคกลางที่อยู่ในเขตชลประทานนั้น ส่วนมากเมื่อทราบสถานการณ์น้ำจากกรมชล ชาวนาจะเร่งทำนาปรังให้เร็วกว่าเดิมตั้งแต่ปีที่แล้ว พอมาถึงปีนี้ก็เร่งเวลาเข้าไปอีกเพราะกลัวล่าช้าน้ำในเขื่อนจะแห้ง ดังนั้นเมื่อเข้าเดือนพฤษภาคมปีนี้ ทุกที่ๆทำนาปีต้องทำนาพร้อมกัน ซึ่งถ้าฝนไม่ตกตามที่หลายหน่วยงานประเมินไว้ ถ้าน้ำไม่พอย่อมเกิดปัญหาแย่งน้ำ
รศ.ดร.นิพนธ์ กล่าวด้วยว่า เชื่อว่าตอนนี้คนกรุงเทพใช้น้ำเยอะที่สุดมีแหล่งน้ำทั้งบางปะกงและเจ้าพระยา โดยจ่ายค่าน้ำถูก ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลใช้น้ำฟรีส่วนมาก และภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทยจะนิยมใช้น้ำใหม่ ไม่เหมือนอุตสาหกรรมในประเทศอื่น เช่น ญี่ปุ่นจะใช้น้ำเก่าที่ผ่านการบำบัด (Reuse) ซึ่งเมื่อมีการใช้แบบประเทศไทย ต่างฝ่ายต่างกลัวน้ำจะหมดก็รีบแย่งชิง ก่อจะเกิดการใช้น้ำเปลือง หากอุตสาหกรรมไม่ปรับตัว ภาคเกษตรก็อยู่ยากและอาจวิกฤตกว่าเก่า
“จุดอ่อนของประเทศไทย คือ ไม่มีการบริหารจัดการตามอุปสงค์ของคนใช้น้ำ เช่นภาคเกษตรจำเป็นต้องใช้อย่างไร อุตสาหกรรมต้องใช้อย่างไรก็ไม่แยกแยะ จุดอ่อนต่อมา คือ การตั้งหน่วยงานที่ไร้วอรูมและไม่มีความต่อเนื่องของการทำงาน คณะกรรมการนโยบายเปลี่ยนไปตามระบบราชการ การเมือง ซึ่งบริหารแบบนี้จะไม่ส่งผลสำเร็จ จริงๆต้องแบ่งการจัดการให้ถูกต้องภาคพื้นที่ในชลประทานต้องดูแลอย่างไร นอกเขตชลประทานต้องดูแลอย่างไร ต้องวางแผนระยะยาว ไม่เช่นนั้นแล้งที ห้ามเกษตรกรที แบบนี้อนาคตไม่ได้ขาดแค่น้ำ แต่ขาดผลผลิตเกษตรด้วย” รศ.ดร.นิพนธ์ กล่าว
——————



