
เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2559 ที่ สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย (คชท.) และภาคีเครือข่าย ร่วมกันจัดงานวันชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย โดยมีกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ จากทั่วประเทศกว่า 200 คน จาก 30 ชนเผ่า อาทิ เมี่ยน ลาหู่ ปกาเกอะญอ เมี่ยน ไทไหญ่ ขมุ ฯลฯ เข้าร่วม

ทั้งนี้ บรรยากาศทั่วไปภายในงานมีนิทรรศการภาพถ่ายสะท้อนวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ ประกอบกับการละเล่นพื้นบ้านจากตัวแทนแต่ละเครือข่าย และปิดท้ายด้วยเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนสถานการณ์ชนเผ่า อาทิ “บทเรียนการแก้ปัญหาด้านที่ดิน พื้นที่ทางจิตวิญญาณ การศึกษาชนเผ่าพื้นเมือง และความมั่นคงทางอาหารของชุมชนเผ่าพื้นเมือง” ต่อด้วยเวทีเสวนาเรื่อง “บทเรียนจากพื้นที่สู่การแก้ปัญหาเชิงนโยบาย” ฯลฯ

นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะประธานเปิดงาน กล่าวว่า เป็นที่ทราบดีว่าพลเมืองในประเทศไทยนั้นมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ วัฒนธรรม ภาษา แต่ในเมื่อทุกคนอยู่ในแผ่นดินไทยก็ต้องมีการสร้างความเป็นปึกแผ่นให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่จำเป็นต้องเผยแพร่องค์ความรู้สู่กันเสมอเพื่อความเข้าใจซึ่งกันและกัน โดยงานวันชนเผ่าพื้นเมืองในปีนี้นับเป็นโอกาสดีที่เครือข่ายชนเผ่าแต่ละแห่งได้มาพบปะกันอย่างเป็นทางการ ดังนั้นต้องใช้โอกาสนี้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้เพื่อประมวลสถานการณ์เกี่ยวกับชนเผ่าแต่ละแห่ง ก่อนการเผยแพร่สู่สาธารณะต่อไป ซึ่งส่วนตัวหวังว่า การจัดงานครั้งนี้จะช่วยให้สังคมไทยเข้าใจและยอมรับการมีอยู่ของชนเผ่าทุกกลุ่ม

นางสุนี ไชยรส ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมความเสมอภาคและความเป็นธรรม วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวว่า หลังจากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผ่านประชามติจากประชาชนแล้ว ประเด็นแรก ๆ ที่เครือข่ายชนเผ่าฯ ต้องติดตามตรวจสอบ คือ กรณีสิทธิชุมชนโดยเฉพาะสิทธิที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย เพราะในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีการเขียนถึงสิทธิชาติพันธุ์ต่าง ๆ ไว้ในสาระเรื่องแนวนโยบายแห่งรัฐ แต่ไม่ใช่ข้อกฎหมาย โดยประเด็นแนวนโยบายดังกล่าวนี้ระบุเพียงว่า รัฐจะผลักดันให้มีการส่งเสริม คุ้มครองชาติพันธุ์พื้นเมือง ก็จริง แต่ในแนวทางปฏิบัติจะเป็นไปได้หรือไม่ ไม่มีการออกกฎหมายมารองรับ ชนเผ่าต้องเตรียมรับมือและคอยตรวจสอบต่อไป เพื่อให้ชนเผ่าทุกคนทุกกลุ่มเข้าถึงสิทธิในรัฐธรรมนูญให้ได้ อย่างแรกเลยเรื่องสิทธิในที่ดิน และความมั่นคงทางอาหารที่พี่น้องเพาะปลูกพืชปลอดภัยไว้กินไว้ขายซึ่งต้องแข่งขันกับพวกทุนอุตสาหกรรมอาหาร ที่มีการยึดพื้นที่เกษตรแล้วหลายแห่ง รวมทั้งต้องเร่งรัดผลักดันเรื่อง พื้นที่จิตวิญญาณ เช่น การปกป้องสุสานชาวเล ปกป้องป่าแห่งจิตวิญญาณของกะเหรี่ยงฯ เพื่อดำรงอัตลักษณ์ที่ดีต่อไปและไม่เกิดความขัดแย้งในอนาคต

“จริง ๆ แล้วก่อนประชามตินั้น ร่างเดิมที่ร่างแบบดิบๆ ไม่มีการกล่าวถึงศักดิ์ศรี สิทธิความเป็นมนุษย์ ไม่มีการกล่าวถึง การห้ามการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมต่อคนที่แตกต่างโดยถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา แต่เครือข่ายชนเผ่าบางส่วนต่อสู้เพื่อให้มีการปรับแก้ให้รัฐธรรมนูญบรรจุสาระดังกล่าวสำเร็จ ทำให้มีการปรับแก้และบรรจุไว้ แต่เรื่องสิทธิชาติพันธุ์ซึ่งมันจะเชื่อมเรื่องความเป็นธรรมในการบริหารทรัพยากรทุกประเภท ทั้งดิน น้ำ ป่า เหล่านี้ยังคลุมเครืออยู่ ดังนั้นเราต้องพูดเรื่องนี้ ขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้หนัก อย่างเรื่องแผนแม่บททวงคืนผืนป่า เรื่องทุนใหญ่ที่เข้ารุกรานพื้นที่เกษตรของประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ นี้ มันเป็นการลิดรอนสิทธิ์อย่างมาก หากมีโอกาสต้องเรียกร้องนโยบายอันเป็นธรรมเพื่อหยุดภาวะเหล่านี้ให้ได้ เพราะไม่เช่นนั้นชนเผ่าจะเสียเปรียบ” นางสุนี กล่าว
ด้านนางปรีดา คงแป้น ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไท กล่าวว่า สถานการณ์ของชนเผ่าขณะนี้เกิดวิกฤติเรื่องการแย่งทรัพยากรที่มีคู่ขัดแย้งระหว่างรัฐกับชนเผ่า และทุนกับชนเผ่า เช่น การประกาศเขตอุทยานแห่งชาติทับที่ชุมชนซึ่งเกิดขึ้นทั่วประเทศ ในส่วนของชนเผ่าที่มูลนิธิชุมชนไทติดตามมาโดยตลอด คือ กลุ่มชาวเลใน 5 จังหวัดของประเทศไทย ได้แก่ ระนอง พังงา ภูเก็ต สตูล กระบี่ โดยกลุ่มชาวเลนับเป็นชนเผ่าที่มีการปะทะกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมากที่สุด และเสี่ยงจะกลายเป็นคนไร้บ้าน ไร้ที่ดิน ที่อยู่อาศัยและทำกิน คือคนเป็นไม่มีที่อยู่ที่ทำกิน ส่วนคนตายก็ไม่มีที่ฝัง เพราะสุสานของชาวเลก็ถูกทุนใหญ่บางรายยึดที่สร้างโรงแรมรองรับการท่องเที่ยว เกิดเป็นความรุนแรงต่อเนื่อง และมีการต่อสู้เพื่อสิทธิที่ยาวนานมาก แต่ยังไม่สำเร็จ ทำให้ชนเผ่าชาวเลไม่มีความมั่นคงในชีวิต แต่ปัจจุบันชาวเลเร่งสร้างเครือข่ายเพื่อเรียกร้องสิทธิต่อไป และต้องต่อสู้อีกนาน ล่าสุดทางเครือข่ายกำลังเร่งร่างประกาศเขตคุ้มครองวัฒนธรรมพิเศษ ซึ่งหากกรณีชาวเลสำเร็จ ชนเผ่าอื่น ๆ ก็น่าจะใช้แนวทางเดียวกันได้
“มติครม.ที่ผ่านมามีระบุไว้ ทั้งของกะเหรี่ยง ของชาวเลฯ แต่ปรากฏว่าไม่มีผลในทางปฏิบัติ คือกระทรวงวัฒนธรรมการผลักดันเรื่องการแสดงออกทางวัฒนธรรม การละเล่นมาโดยตลอดก็จริง แต่ถ้าไม่มีที่อยู่ ไม่มีที่ดิน ปลูกบ้านในอุทยานฯ ไม่ได้ และยังคงมีความขัดแย้งกับเอกชนที่ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งอาจได้มาไม่โปร่งใส ไม่ถูกกฎหมายอยู่อย่างนี้ ชนเผ่าก็เสียเปรียบอยู่ดี” นางปรีดา กล่าว
ด้านนายอนุชา บุปผาเจริญ ตัวแทนชนเผ่าขมุ จากอำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงรายกล่าวว่า ผลกระทบของการเติบโตของการเกษตรแบบอุตสาหกรรมและการพืชเศรษฐกิจ ทำให้ชาวขมุขาดแคลนที่ดินทำกิน และต้องจากบ้านไปขายแรงงานมากขึ้น เพราะบางคนกลัวอำนาจรัฐ อำนาจทุนไม่กล้าจะปลูกข้าว ปลูกพืชไร่ กลัวว่าจะทับซ้อนกับที่ของรัฐและกลุ่มทุน ชาวขมุจึงเกิดปัญหาด้านเศรษฐกิจครัวเรือน
ขณะที่พะตีตาแย๊ะ ยอดฉัตรมิ่งบุญ ตัวแทนชาวบ้านปกาเกอะญอ จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า สิทธิของชาวปกาเกอะญอถูกคุกคามภายหลังการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติและส่วนปัจจุบันปกาเกอะญอ กำลังจะได้รับผลกระทบที่เกิดจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของรัฐ เช่น เรื่องเขื่อน ปกาเกอะญอบางส่วนอาจจะถูกไล่ออกจากป่าชุมชนเดิมที่เกิดและอาศัยอยู่มายาวนาน ส่วนตัวจึงไม่แน่ใจว่า หากประเทศไทยยังคงยืนยันจะจัดการทรัพยากรโดยรัฐต่อไป ชนเผ่าปกาเกอะญอจะต้องย้ายถิ่นฐานไปที่ใด แต่สิ่งที่จะหายไปอย่างถาวร คือ รากเหง้าของวัฒนธรรม องความรู้ที่บรรพบุรุษสร้างมา หากชุมชนปกาเกอะญอดั้งเดิมต้องถูกย้าย
อนึ่ง ข้อมูลจากมูลนิธิเพื่อการประสานความร่วมมือของชนเผ่าพื้นเมืองเอเชีย (AIPP) ระบุว่า ทั่วโลกมีจำนวนประชากรชนเผ่าพื้นเมืองอยู่ราว 370 ล้านคน โดย 2 ใน 3 อยู่ในทวีปเอเชีย สำหรับประเทศไทยนั้นมีชนเผ่าอยู่ 42 กลุ่ม จำนวนประมาณ 4 ล้านกว่าคน กระจายอยู่ทุกภูมิภาคของประเทศไทย ซึ่งขณะนี้ชนเผ่าทุกกลุ่มเผชิญกับปัญหาหลายด้าน อาทิ ปัญหาด้านสัญชาติไทย สถานะทางทะเบียนอันเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงสิทธิด้านการศึกษา บริการสาธารณะสุข และสิทธิอื่นที่รัฐบริการ
///////////////



