swing-02

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2559 ที่สำนักงานมูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ หรือสวิง (Service Workers In Group : SWING) ตัวแทนมูลนิธิสวิง ได้จัดแถลงข่าวและอ่านแถลงการณ์ต่อกรณีการบุกจับสถานบริการแห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต 2 แห่ง ซึ่งเปิดบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต ,เปิดบริการ และจำหน่ายสุราเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด

นางสาวสุรางค์ จันทร์แย้ม ผู้อำนวยการมูลนิธิสวิงกล่าวในแถลงการณ์ว่า ตามกฎหมายหลักของประเทศไทยในการจัดการการค้าบริการทางเพศ ได้แก่ พระราชบัญญัติ (พรบ.) ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 เน้นการคุ้มครองผู้ค้าบริการทางเพศและเพิ่มพูนโอกาสในการพัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิต มากกว่าการลงโทษ โดยอธิบายว่าสภาพเศรษฐกิจและสังคมของคนทำให้เกิดการเข้าสู่ธุรกิจทางเพศ แต่ดูเหมือนว่าแนวทางปฏิบัติของภาครัฐไม่สอดคล้องกับกฎหมายฉบับนี้ เพราะเน้นการจับกุม ลงโทษ และประณามผู้ค้าบริการมากกว่าการช่วยเหลือดังที่กฎหมายกำหนด

นางสาวสุรางค์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ภายหลังการจับกุม ยังมีสื่อมวลชนบางสำนักรายงานข่าวโดยพาดหัวข่าวว่า “รวบจับ ‘จีสตริง’ จนท.ภูเก็ต บุกจับสถานบริการ อนาจาร-เปิดเกินเวลา” พร้อมลงภาพที่ไม่เหมาะสมเพื่อเป็นการประณามพนักงานด้านเดียว ซึ่งเป็นอีกประเด็นสะท้อนแนวทางการจับกุมลงโทษผู้ค้าบริการที่เป็นองค์ประกอบที่ไร้อำนาจต่อรองในธุรกิจการค้าบริการทางเพศ โดยตัวแสดงอีกมากมายไม่ได้ถูกจัดการแตะต้อง รวมไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องในการซื้อขายมนุษย์ น้อยครั้งเท่านั้นที่จะเห็นภาพข่าวการจับกุมบุคคลซึ่งเป็นผู้มีอำนาจสั่งการกำหนดเวลาเปิด-ปิดสถานบริการ และกำหนดให้ผู้ค้าบริการ/พนักงานบริการแต่งกายหรือทำการแสดงที่ถูกเรียกว่า “อนาจาร” รัฐไทยเลือกจะจัดการกับคนเล็กคนน้อยที่ไร้พลังต่อรองกับผู้กำกับควบคุมสถานบริการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

“มาตรการจับกุมลงโทษเช่นนี้ถูกใช้ซ้ำ ๆ มาเป็นทศวรรษโดยไม่มีประสิทธิผลนัก เพราะไม่สามารถทำให้การค้าบริการทางเพศในสังคมไทยลดน้อยลงไป และไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของพรบ.ที่จะให้เกิดการคุ้มครอง และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ค้าบริการแต่อย่างใด แต่ในทางกลับกันการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการเช่นนี้เป็นการรังแกและซ้ำเติมให้ชีวิตและการทำงานของผู้ค้าบริการมากมาย ที่ไร้พลังต่อรองและกำลังถอยหลังติดกำแพง ไม่รู้ว่าจะหาทางออกในการหารายได้มาเพื่อเลี้ยงชีพของตนเองและครอบครัวของพวกเขาเพื่อไม่ให้เป็นภาระของรัฐและสังคมอย่างไรต่อไป ดังนั้นถึงเวลาแล้วหรือยังที่รัฐและสังคมไทยจะทบทวนท่าทีและมาตรการที่ขัดแย้งกันเองระหว่างกฎหมายที่มีอยู่กับมาตรการที่รัฐไทยจัดการกับการค้าบริการทางเพศที่ไม่แก้ปัญหา รังแกคนเล็กคนน้อยแต่ไม่แตะต้องคนที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจสังคม และไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเพื่อนร่วมชาติมากมายที่ลำบากยากไร้อยู่แล้ว แต่กลับตีตราประณามมากกว่าจะเสริมสร้างโอกาสดังที่กฎหมายของรัฐกำหนด” นางสาวสุรางค์ กล่าวแถลงการณ์

ผู้อำนวยการมูลนิธิสวิง กล่าวด้วยว่า จากกรณีดังกล่าวเครือข่ายพนักงานบริการขอเรียกร้องให้สื่อมวลชนยุติการนำเสนอภาพข่าวที่เหยียบย่ำศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ของผู้ค้าบริการดังเช่นภาพข่าวที่ปรากฏในครั้งนี้และในอดีตที่ผ่านมา การนำเสนอภาพข่าวด้วยวิธีการเช่นนี้ไม่ได้ช่วยทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นหมดไป แต่กลับทำให้คนกลุ่มหนึ่ง(ผู้ค้าบริการ/พนักงานบริการ) ต้องมีสถานภาพเหมือนไม่ใช่ “คน” ดังเช่นบุคคลอื่น และอยากเสนอให้ภาครัฐควรทบทวนกฎหมายการค้าประเวณีที่มีอยู่ เพราะเป็นการกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า และไม่ได้แก้ปัญหาได้จริง รวมทั้งทบทวน พรบ. ปราบปรามการค้าประเวณี เนื่องด้วยมีคนจำนวนมากเลือกใช้อาชีพนี้เลี้ยงตนเอง และครอบครัว ต้องการมีรายได้ รวมถึงปัญหาทางเศรษฐกิจ ท้ายที่สุดการจับปรับไม่ได้ทำให้ผู้ค้าบริการทางเพศออกจากอาชีพนี้ แต่ทำให้เขาอยู่ในอาชีพนี้มากขึ้น เนื่องจากเมื่อถูกจับ-ถูกปรับแล้วก็จะขาดรายได้ทำให้จำเป็นต้องอยู่ในอาชีพนี้ต่อ คิดว่ามาตรการแบบนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดการแก้ปัญหา เนื่องจากอาชีพขายบริการนั้นเกือบเป็นอาชีพสุดท้ายของทางเลือก แต่กลับถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่ของภาครัฐ

ด้านนายจำรอง แพงหนองยาง รองผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการอธิบายว่า การที่พนักงานบริการทางเพศจะเข้าสู่อาชีพนี้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย พวกเขาเลือกจะประกอบอาชีพนี้ แต่ไม่ได้ขายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ในส่วนของนโยบายของภาครัฐนั้น นายจำรองให้ความเห็นว่าเป็นการกวาดล้าง โดยลืมมองว่าอาชีพนี้สร้างรายได้ให้เศรษฐกิจของประเทศหรือไม่ ปี ๆ หนึ่งมีรายได้จากการธุรกิจท่องเที่ยวเท่าไร และได้แบ่งมาเป็นสวัสดิการให้พนักงานเหล่านี้เท่าไร ได้แยกแยะไหมว่ามาจากภาคธุรกิจส่วนนี้เท่าไร แต่การที่มองว่าเป็นปัญหาแล้วมากวาดจับ ยิ่งไปกว่านั้นการกวาดล้างอาชีพพนักงานบริการจะเป็นการผลักให้พวกเขาเหล่านี้ลงสู่ใต้ดิน และแน่นอนว่าไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเมื่อลงสู่ใต้ดินย่อมมีคนจำนวนหนึ่งที่ได้ประโยชน์

ขณะที่นายสุรศักดิ์ เนียมถนอม ผู้จัดการฝ่ายงานป้องกันมูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ อธิบายเพิ่มเติมว่า ผู้ค้าบริการทางเพศถูกทำให้ผิดกฎหมาย ในขณะที่สถานประกอบการนั้นอยู่ภายใต้กฎหมาย ในฐานะแรงงาน พวกเขาไม่ได้รับสวัสดิการการรักษาพยาบาลใด ๆ จากทางภาครัฐ ตลอดจนการกระทำความรุนแรงต่าง ๆ จากทั้งเจ้าหน้าที่และผู้ใช้บริการ

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.