
นายกระทง โชควิบูลย์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่า ในวันที่ 7 กันยายน 2559 นี้เป็นวันที่ศาลปกครองกลางนัดฟังคำพิพากษาคดีเผาบ้านกะเหรี่ยงแก่งกระจาน ลูกหลานชาวกะเหรี่ยงบางส่วนจะเดินทางไปให้กำลังใจปู่คออี้ มีมิ และพรรคพวกที่ได้ยื่นฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เพราะที่ผ่านมาปู่คออี้เป็นเหมือนที่พึ่งทางใจและเป็นที่เคารพรักของชาวกะเหรี่ยงหลายพื้นที่ แต่ปัจจุบันด้วยอายุที่มากขึ้นอีกทั้งสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรงพอทำให้ระยะหลังปู่ต้องตัดขาดการเดินทางออกนอกพื้นที่ แม้ในใจอยากจะออกเดินทางไปหลายแห่งก็ตาม แต่ทำได้แค่เดินทางไปมาระหว่างท่าน้ำกับบ้าน ซึ่งลูกหลานต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิด
นายกระทงกล่าวว่า ขณะนี้มีเครือข่ายกะเหรี่ยงที่อยู่นอกหมู่บ้านโป่งลึก-บางกลอย รู้สึกเป็นห่วงปู่คออี้มาก หลายคนจะพยายามเข้าไปเยี่ยมเยียนปู่ในหมู่บ้าน แต่ทำไม่ได้เพราะการเข้าออกลำบาก เนื่องจากทางอุทยานแก่งกระจานเปลี่ยนหัวหน้าอุทยานคนใหม่ มีกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น อย่างไรก็ตามตนได้ประสานงานให้ตัวแทนกะเหรี่ยงในพื้นที่บางกลอยดูแลปู่ ให้ดีและจัดแจงเรื่องยา เพราะสุขภาพของปู่ทรุดโทรมมาก เกรงว่าจะเดินทางมาฟังคำพิพากษาไม่ไหว แต่ปู่ยืนยันว่าจะเดินทางมาร่วมรับฟังคำพิพากษาให้ได้
“ปู่ไอหนักมาก แต่ไม่ชอบทานยา แถมทุกวันไม่ว่าฝนจะตกยังไง ก็ขอให้หลานพาไปอาบน้ำที่ท่าน้ำทุกวัน บางช่วงก็ลงไปไหว้ผี ทำตามกำลัง แต่ลูกหลานก็ยังกังวล อยากพาปู่ไปหาหมอแต่ทำไม่ได้ เพราะการสัญจรลำบาก ปู่เองก็ไม่อยากรบกวนลูกหลาน ล่าสุด คือ ปู่ป่วยหายใจติดขัด และมีอาการเหนื่อยง่าย และกล้ามเนื้ออ่อนแรง ” นายกระทง กล่าว
นายพันธ์ทิพย์ เจริญวัย อดีตเจ้าหน้าที่ศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาจังหวัดกาญจนบุรี-เพชรบุรี ในฐานะตัวแทนพยานฝ่ายผู้ฟ้อง กล่าวว่า หลังจากได้ขึ้นเป็นพยานให้ปู่คออี้และพรรคพวกแล้ว ส่วนตัวหวังลึกๆ ว่า ข้อมูลที่มีจะช่วยให้ศาลรับฟังและเข้าใจวิถีชีวิตของกะเหรี่ยงมากขึ้น และยืนยันว่าสมัยกะเหรี่ยงอยู่บางกลอยบน หรือที่เรียกว่าใจแผ่นดินนั้น สภาพป่าสมบูรณ์มาก ตนและทีมงานที่สำรวจป่าได้ขึ้นไปยังหมู่บ้านนั้นถึง2 ครั้ง โดยเดินเท้านาน8วันจากบ้านพุระกำ อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี เพื่อไปสำรวจสภาพป่าและชุมชนที่ใจแผ่นดิน ช่วงนั้นมีมีโอกาสได้เจอปู่คออี้ ก็คุยกับรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แต่มีล่ามคอยช่วยสื่อสารให้ สมัยนั้นปู่คออี้ยังแข็งแรงมากมีการต้อนรับคณะผู้สำรวจอย่างดี และปู่ดูเป็นคนขยันขันแข็ง ท่านบอกเล่าถึงความสมบูรณ์ของแม่น้ำ ท่องชื่อภูเขาให้ฟัง
“ พอมีคนติดต่อผมมาบอกว่ากะเหรี่ยงถูกย้ายลงมา ผมยังงง ว่ามาได้ไง แล้วยิ่งคนเล่าให้ผมฟังว่า ปู่คออี้ยังมีชีวิตอยู่เชื่อไหม ครั้งแรกผมยังตกใจ ผมไปบ้านปู่ตั้งแต่ปี2528 นะ ตอนนั้นปู่คง60 ปลายๆ ได้ แล้วยังมีชีวิตอยู่แถมโดนย้าย ผมยังแปลกใจย้ายด้วยเหตุผลอะไร พอบอกว่าเหตุผลรักษาป่า รักษาต้นน้ำ ผมว่ามันฟังไม่ขึ้น ช่วงแรกที่ไปรู้จักปู่ ผมเองก็ไม่ได้คุยเยอะนัก เพราะเป็นกะเหรี่ยงคนละตระกูล เราคุยกันยากมาก ก็ใช้คนอื่นช่วยสื่อสาร เลยเกรงใจเขา ผมอยากมีโอกาสไปเยี่ยมท่านบ้างแต่หลายคนบอกว่าช่วงนี้เข้าแก่งกระจานลำบาก จะยังไงก็เถอะผมเองเรียนรู้น้ำใจกะเหรี่ยงมามากมาย ปู่คออี้เคยบอกผมเมื่อช่วง 30กว่าปีที่แล้ว ว่า บางช่วงมีข้าราชการที่เดินเท้าเข้าไปหาหลายชุด ขากลับส่วนมากข้าราชการเหล่านั้นไม่ได้เดินนะ ปู่และชาวบ้านช่วยกันเข้าป่าไปตัดไม้ไผ่มาต่อแพ ให้พวกเขาล่องเรือกลับบ้าน ผ่านแม่น้ำ สบายจะตาย ผมว่ายังไงซะ กะเหรี่ยงบางกลอยไม่ใช่ผู้ร้ายหรอก ผมก็ภาวนาให้ท่านได้รับสิ่งดีๆตอบแทน” นายพันธ์ทิพย์ กล่าว
นายพันธ์ทิพย์ กล่าว ต่อว่า การอนุรักษ์ป่าสมัยก่อนไม่ยากเพราะไม่มีทุน ไม่มีนักการเมืองที่เข้าถึงทรัพยากร แต่สมัยนี้ไม้มีราคา ข้าราชการ นักการเมืองบางคนก็อยากจะได้ อยากจะมีก็เข้าไปยึดป่า พวกที่เข้าไปเอาป่าคือคนนอก คนในเขาไม่ทำเพราะเขารู้ว่าป่ามีประโยชน์ กะเหรี่ยงบางกลอยบน จะกินปลา จะล่าสัตว์ จะตัดไม้ แยกแยะชนิดตลอดเขาไม่ทำสุ่มสี่สุ่มห้า จะรับรู้ตลอดว่า อะไรคือจุดบ่งชี้ความสมบูรณ์ ตนไม่เข้าใจเช่นกันว่าทำไมข้าราชการที่ดูแลป่าและพยายามจัดระบบป่าในปัจจุบันเขาถึงมองกะเหรี่ยงเป็นศัตรูต่อป่า ทั้งที่พวกเขาคือผู้พิทักษ์ ส่วนตัวจึงอยากให้กำลังใจชาวบ้านแก่งกระจานและหากมีโอกาสจะไปเยี่ยมปู่คออี้ เพราะน้ำใจของท่านมีให้กับนอกเสมอ
อนึ่งเหตุการณ์เผาบ้านกะเหรี่ยงบางกลอย เกิดขึ้นในปี 2554 ซึ่งเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ ได้ทำลายบ้านที่อยู่อาศัย ยุ้งข้าว และทรัพย์สินของพี่น้องชาวกะเหรี่ยง เป็นเหตุให้ทางเครือข่ายที่ทำงานด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ได้แจ้งความกล่าวโทษกับพนักงานสอบสวนไปแล้ว ในข้อหาวางเพลิง บุกรุก ลักทรัพย์ และข้อหาหมิ่นประมาท ซึ่งทางเครือข่ายฯ ได้ติดตามคดีและให้ปากคำต่อศาลอย่างต่อเนื่อง โดยใช้เวลาราว5ปี ศาลปกครองกลางได้นัดแถลงคดีเมื่อวันที่ 31สิงหาคม ที่ผ่านมา เพื่อรับฟังข้อมูลครั้งสุดท้ายและนัดฟังคำพิพากษาในวันที่7 กันยายน 2559
////////////////////////////////////////////