“ปู่คออี้”เตือนสติลูกหลานไม่เบียดเบียนคนอื่น ยันบ้านบางกลอยที่ถูกเผาคือบ้านเกิด แม้ศาลปกครองตัดสินยกฟ้อง เตรียมยื่นอุทธรณ์สู้ต่อ

received_1189455677764382

เมื่อวันที่ 7 กันยายน2559 ที่ศาลปกครอง ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ศาลปกครองกลางได้อ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ ที่ ส. 58/ 2555หมายเลขแดงที่ ส.660/2559 ระหว่างนายคออี้ มีมิ นายแจ พุกาด นายหมี หรือกิตา ต้นน้ำเพชร นายบุญชู พุกาด นายกื้อ พุกาด และนายดูอู้ จีโบ้ง ผู้ฟ้องคดี กับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ใน ประเด็นเรื่องที่อุทยานเข้ารื้อทำลายเผาบ้านเรือนและทรัพย์สินของชาวบ้าน


received_10209602303830343

​โดยศาลได้พิจารณาคดีสรุปความได้ว่า การปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ นั้นเป็นไปตามกฎหมายอุทยานแห่งชาติ ซึ่งสามารถกระทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่สร้างในเขตป่าดงดิบและอุทยานฯ ได้ และถือได้ว่าผู้ฟ้องเป็นผู้กระทำผิดกฎหมายอุทยานแห่งชาติ กรณีนี้ไม่ถือว่าละเมิดสิทธิของผู้ฟ้อง สำหรับกรณีการอ้างการอยู่อาศัยตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.)ปี 2553เรื่องฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงที่ผู้ฟ้องอ้างว่าอยู่ในชุมชนดั้งเดิมนั้น ไม่อาจเรียกร้องได้ เพราะชุมชนที่ผู้ฟ้องอาศัยอยู่ (บางกลอยบน) เป็นการบุกรุกแผ้วถางป่าดงดิบ และผู้ฟ้องไม่ยอมอาศัยอยู่และทำกินในพื้นที่ซึ่งรัฐกำหนดให้ การปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่หรือผู้ถูกฟ้องจึงไม่ถือเป็นการทำเกินกฎหมายกำหนด

received_10209602336791167ทั้งนี้ศาลเห็นว่าการเผาและทำลายทรัพย์สิน ของใช้ประจำวัน (เช่น หม้อข้าวและอุปกรณ์หากินอื่น) รวมทั้งเผาของใช้ส่วนตัว ถือว่าทำเกินกว่ากฎหมายกำหนดและกรมอุทยานฯ ผิดข้อหาวางเพลิงเผาทรัพย์ เนื่องจากการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างนั้น สามารถเก็บทรัพย์สินของใช้ส่วนตัวไว้ก่อนแล้วค่อยประกาศคืนแต่เจ้าหน้าที่ไม่ทำ ศาลจึงได้ประเมินทรัพย์สินแล้วให้ผู้ถูกฟ้องจ่ายค่าชดเชยแค่ผู้เสียหายเป็นรายละ 10,000 บาท แบ่งเป็นค่าชดเชยทรัพย์สินส่วนตัวและค่าชดเชยทรัพย์สิน อุปกรณ์ทำกินและจำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวันอย่างละ 5,000 บาท ทั้งนี้สำหรับผู้ถูกฟ้องที่ 2 คือกระทรวงทรัพยากรฯ นั้นไม่ถือเป็นความผิดใดที่ต้องรับผิดชอบ เนื่องจากการกระทำดังกล่าวเป็นการดำเนินการของกรมอุทยานฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งในสังกัดเท่านั้น จึงให้กรมรับผิดชอบค่าชดเชยแก่ผู้ฟ้องภายใน 30 วัน

​นายสุรพงษ์ กองจันทึก หัวหน้าคณะทำงานช่วยเหลือคดีความกะเหรี่ยงบางกลอย กล่าวว่า การตัดสินของศาลชั้นต้นในวันนี้ชี้ชัดว่า ศาลไม่ได้มองว่า ชาวกะเหรี่ยงบางกลอยอาศัยอยู่ที่บางกลอยบนมาก่อน แต่เป็นการบุกรุกป่าดงดิบทีหลัง ซึ่งหลังจากนี้หากฝ่ายใด ฝายหนึ่งจะมีการยื่นอุทธรณ์ก็ต้องดำเนินการต่อไปในศาลปกครองสูงสุด อย่างไรก็ตามแม้วันนี้ชาวบางกลอยย้ายไปอยู่ชุมชนเดิมไม่ได้ ยังถือว่าโชคดีที่ศาลพิจารณาข้อหาวางเพลิงเผาทรัพย์ ซึ่งจะต้องคุยกับชาวบ้านถึงกระบวนการและขั้นตอนการยื่นอุทธรณ์ต่อไป

received_10209602336551161
ปู่คออี้ กล่าวว่า ในเมื่อศาลตัดสินมาแล้วต้องยอมรับคำพิพากษา เมื่อไม่ให้กลับไปอยู่บ้านเดิม ตนยอมรับคำสั่ง เพราะเคารพศาล แต่สาบานว่า บางกลอยบน เป็นบ้านเดิม ไม่ได้บุกรุกใหม่ จะให้ไปสาบานที่ไหนยินดีจะไปทำ แต่ไม่คิดละเมิดคำสั่งศาล ทั้งนี้ยืนยันว่าบ้านที่ถูกเผาคือบ้านเกิด ไม่ใช่แค่ที่พัก เพราะตอนเกิดมา จำความได้ก็อยู่กับแม่กับพ่อ ที่นั่นคือที่ๆเดิมที่แรกที่ดื่มนมแม่

​ด้านนายดูอู้ จิโบ้ง อายุ 65 ปี หนึ่งในผู้ฟ้องคดีความ กล่าวว่า ตนไม่รู้หรอกว่า ศาลประเมินทรัพย์สินที่เสียไป ให้คนถูกฟ้องเป็นเงินหมื่นแล้วตนจะได้อะไรกลับคืนมา เพราะชีวิตทั้งหมดที่มีถูกตัดขาดแล้วตั้งแต่ถูกโยกย้าย ในเมื่อคำพิพากษาไม่มีการให้โอกาสกะเหรี่ยงกลับบางกลอยบน ตนก็ต้องหันมาต่อสู้ด้วยวิธีอื่น

“ตอนบ้านลุงโดนเผา เจ้าหน้าที่เข้ามาบอกว่า ลุงลงมาข้างล่องหน่อย ลงมาพ้นบันไดปุ๊บ เขาเผาเลย เรายืนดู ร้องไห้แต่เขาไม่หยุด เขาไม่ได้ให้เวลาเก็บของเลย ตอนนี้เรารู้แล้วหละว่าความยุติธรรมมีจริงหรือไม่ ลุงปลูกต้นไม้ ผลไม้ไว้มีต้นทุเรียนอายุราว30ปี ต้นหมากเป็นของพ่อแม่ อายุราว 60กว่าปี พ่อบอกว่าปลูกไว้กิน แต่เราบอกเขาเขาก็ไม่ฟัง คิดว่าเราถางป่าใหม่ พยายามบุกรุก แต่มันไม่จริง เราแพ้แล้วก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวค่อยหาวิธีต่อสู้ใหม่” นายดูอู้ กล่าว

ทั้งนี้ในช่วงเช้าก่อนเข้าห้องพิจารณาคดีปู่คออี้ได้เคารพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงและพระราชินี และไหว้พระเพื่อขอพรให้ดลบันดาลให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองลูกหลานให้อยู่อย่างมีความสุข จากนั้นครือข่ายกะเหรี่ยงจากจังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง ราชบุรี และเพชรบุรี ได้ร่วมกันทำพิธีกรรมเรียกขวัญและกำลังใจให้ โดยมีพาตีตาแย๊ะ ยอดฉัตรมิ่งบุญ ปราชญ์ปกาเกอะญอ จังหวัดเชียงใหม่เป็นครูในพิธี

ก่อนหน้าฟังคำพิพากษาปู่คออี้ กล่าวกับลูกหลานที่ร่วมให้กำลังใจว่า จากนี้ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นขอให้ชีวิตอย่างมีสติและให้ลูกหลานบางกลอยจดจำด้วยว่า ความสุขที่แท้จริง คือ ความสุขที่ไม่เบียดเบียนคนอื่น และการอยู่ร่วมกันกับคนจำนวนมาก ความสามัคคีเป็นเรื่องจำเป็น หากพวกพ้องในสังคมหรือในชุมชนไม่รักและสามัคคีกัน ชุมชนจะแตกแยกและอยู่แบบไม่มีความสุข ทั้งนี้การที่ทางการย้ายกะเหรี่ยงบางกลอยบนมาอยู่กับชาวบ้านโป่งลึกด้านล่าง ได้สร้างความทุกข์อย่างหนึ่ง เพราะตอนนี้ตนและลูกหลานบางกลอยถูกย้ายมาเหมือนมาเป็นปัญหาของชาวโป่งลึก และชาวบางกลอยบนก็ต้องมาเบียดเบียนที่ดินของคนอยู่ก่อน ซึ่งที่ผ่านมาแม้จะใช้ชีวิตอยู่ในโป่งลึก บางกลอยล่าง แต่ก็ไม่เคยมีความสุขอย่างเต็มที่ เพราะนั่นเท่ากับการเบียดเบียนคนอื่นแล้ว

“ปู่อยากกลับบ้านนะ ไม่ว่าจะเดินไป หรือคลานไปก็จะไป ที่ไหนก็ตามที่เหมาะกับเรา มันมีความสุขเสมอ” ปู่คออี้กล่าว

ด้านพะตีตาแย๊ะ ผู้อาวุโสชาวปกาเกอะญอจากเชียงใหม่ กล่าวว่า เมื่อคืนออกจากจังหวัดเชียงใหม่หัวค่ำ และเครือข่ายกะเหรี่ยงภาคเหนือเดินทางมาถึงศาลปกครองตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อเตรียมทำพิธีรับขวัญ37 ประการให้ปู่ พร้อมผูกแขนเพื่ออวยพรให้ปู่สุขภาพแข็งแรง และขอบคุณที่อยู่ต่อสู้เพื่อปกาเกอะญอมานาน ทั้งนี้ก่อนเดินทางได้แวะตลาดจังหวัดเชียงใหม่ซื้อผลไม้ ข้าวและอุปกรณ์ทำพิธีเรียกขวัญ แล้วนำขึ้นรถประจำทางมา ส่วนตัวรู้สึกยินดีที่มีปู่เป็นต้นแบบการตู่สู้ และวันนี้ไม่รู้จะตอบแทนปู่อย่างไรก็หอบข้าวของมาแบ่งให้ปู่ และทำพิธีเรียกขวัญตามความเชื่อของปกาเกอะญอ คือ เรียกขวัญทั้ง5ที่อยู่บนหัว แขน ขา และหน้าอก เพื่อให้ปู่ได้มีจิตใจอยู่กับเนื้อกับตัว ส่วนขวัญอีก32นั้น เป็นขวัญที่อยู่โดยรอบตัวปู่คออี้อยู่แล้ว

“พะตีถามปู่ว่า ป่วยไหม ปู่บอกตาก็มองไม่เห็นแล้ว ไข้ก็ไข้ ฟังแล้วก็ไม่รู้จะช่วยยังไง อยากดูแลปู่ใกล้ๆ แต่ก็ทำไม่ได้ เรื่องชีวิตข้างหน้าของปู่ พะตีได้แต่ภาวนาว่า ให้การเบียดเบียนจากรัฐครั้งนี้เป็นการเบียกเบียนครั้งสุดท้าย” พะตีตาแย๊ะ กล่าว

////////////

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.