
หลังจากที่สัญญาณ GPS หายไปจากหน้าจอเรือเร็ว ระหว่างการเดินทางผ่านทะเลอันดามัน หมู่เกาะมะริด ประเทศพม่า ทำพวกเราทีมสื่อสารชายขอบขวัญผวาไปเล็กน้อยด้วยเกรงว่าเรือจะพาทีมงานไปไม่ถึงที่หมาย แต่แล้วทีมลูกเรือก็พาเราฝ่ามรสุมได้สำเร็จ แม้จะใช้เวลานานกว่า 5 ชั่วโมงก็ตาม
เป้าหมายการเดินทางครั้งนี้ของทีมงาน คือ ชุมชนยาวหม่าย (Nyne mine :ชื่อเรียกในภาษาพม่า) ที่นักวิชาการผู้นำทางให้ข้อมูลว่า เป็นชุมชนที่มีประชากรหลากหลายกลุ่มอาศัยอยู่ ประกอบด้วย ชาวเลมอแกน ชาวกะเหรี่ยงและชาวพม่า อยู่ร่วมกันทั้งที่มีวัฒนธรรม ศาสนา และภาษาต่างกัน
ชุมชนยาวหม่าย ตั้งอยู่ในเกาะดาว (พม่าเรียกว่า ดาวจ่อ ) หรือ เกาะโดม (Daung Kyun , Domel Island) หมู่เกาะมะริด ซึ่งรัฐบาลพม่าเพิ่งเปิดให้มีการท่องเที่ยวได้ไม่นานนัก แต่มีนักเดินทางจำนวนไม่น้อยเลือกมาเยือนชุมชนแห่งนี้เพราะเสน่ห์แห่งชาติพันธุ์มอแกน
“ทู เร หรือ แบงค์” ลูกเรือที่นำคณะเดินทางมายังชุมชน ให้ข้อมูลว่า เมื่อถึงฤดูร้อนแต่ละปีมีนักข่าว นักเดินทาง และนักท่องเที่ยวเข้ามาเช้ามายังชุมชนยาวหม่ายจำนวนมากเพื่อเยี่ยมชม ชาวเลมอแกนหรือพม่าเรียกว่า ซาโลง โจ (Salon Kyun) เพราะมีคนมอแกนมีวิถีชีวิตที่แตกต่างจากชาวพม่าทั่วไป มีเรือบ้าน และเรือพายขนาดเล็กที่สวยงาม แม้จะยังไม่มีบ้านพักรองรับนักท่องเที่ยวสำหรับค้างคืนก็ตาม ทว่าหลายคนยินดีจะเดินทางไปเช้า เย็นกลับเพื่อสัมผัสวิถีชีวิตชาวมอแกน
ภาพแรกที่เห็นบนเกาะโดม คือ ชาวมอแกนพายเรือไม้ขนาดเล็กด้วย 2 มือ เพื่อสัญจรไปมาระหว่างชายหาดกับทะเลลึกที่มีเรือบ้านหรือเรือก่าบางใหญ่ลอยลำอยู่ดูแล้วเป็นภาพที่สวยงามและมีชีวิตชีวาแบบฉบับภูมิปัญญาชาวเลไม่น้อย แต่เสน่ห์ของชุมชนแห่งนี้มีมากกว่านั้น เมื่อคณะเราได้พบกับคุณยาย “โดว เวเซ” ชาติพันธุ์กะเหรี่ยงวัย 76 ปี ปรากฏตัวพร้อมกับตะกร้าขายหมากอันเป็นอาชีพเสริมที่คุณยายยึดถือมาตั้งแต่วัยสาว
ยายโดว ไม่สามารถอธิบายที่มาที่ไปของเกาะโดมได้ละเอียดนัก แต่พอจะย้อนอดีตพอสังเขปได้ว่า เดิมทีชุมชนแห่งนี้มีชาวกะเหรี่ยงอาศัยอยู่จำนวนมาก มีหลายหมู่บ้าน โดยหมู่บ้านที่คุณยายอยู่ชื่อว่าหมู่บ้านกะมาชาว มีคนอยู่ประมาณ 300 คน แต่ละวันตนจะเดินเท้านานกว่า1 ชั่วโมงเพื่อมาขายหมากให้กับคนกะเหรี่ยง คนพม่า ที่หมู่ชุมชนยาวหม่าย แต่ญาติของตนส่วนมากอยู่ที่ชุมชนดาฮอล
คุณยายไม่อาจยืนยันได้ว่า ใครคือผู้บุกเบิกเกาะ ทว่าคุณยายเองเกิดและเติบโตมาบนเกาะโดมพร้อมกับนาข้าว และสวนหมากที่บรรพบุรุษมอบให้รวมกันประมาณ 8 เอเคอร์ ซึ่งสมัยยังสาวจำได้ว่าบนภูเขาชาวมีกะเหรี่ยงอาศัยอยู่เต็มไปหมด ชุมชนยาวหม่ายเองเคยมีชาวกะเหรี่ยงอยู่มากถึง 3 หมู่บ้าน ส่วนชาวเลมอแกนนั้นอาศัยอยู่ในทะเล อยู่กินบนเรือ ระยะหลังเมื่อมีคนพม่าย้ายเข้ามา ชาวกะเหรี่ยงก็ค่อยๆย้ายออกไปจากชุมชนยาวหม่าย ส่วนชาวมอแกนเริ่มปลูกบ้านอยู่บนบกแทนการล่องเรือ ซึ่งตนไม่อาจทราบเหตุผลที่แท้จริงวาเหตุใดมอแกนจึงเริ่มมาปลูกบ้านบนบก
“ตายาย พ่อแม่ฉันก็บอกว่าเขามีที่ เขาก็แบ่งให้พวกเรา ฉันก็หาปลาได้บ้าง แต่ไม่เก่ง ว่ายน้ำเป็นแต่ดำน้ำลึกไม่ได้ มอแกนเขาจะดำน้ำเก่งมากๆ เขาหาปลา หาหมึก หาหอยมาขายให้พวกเรา เขาก็ซื้อข้าวเรากินบางครั้งล่องเรือไปก็แวะซื้อตามหมู่บ้าน ส่วนฉันเองแวะมาที่นี่บ่อยๆ มาขายหมากถ้าได้เงินมากพอก็ซื้ออาหารจากชาวมอแกนกลับบ้านบ้าง พูดภาษามอแกนได้นิดหน่อยก็พอคุยรู้เรื่อง” คุณยายโดว พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างกะเหรี่ยงกับมอแกนที่มีมาช้านาน
10 กว่าปีที่แล้วผู้เฒ่ารายนี้เคยแอบเข้าเมืองไปยังประเทศไทย ที่จังหวัดระนองเพื่อเยี่ยมลูกสาวที่ทำงานรับจ้างฝั่งไทย แต่ระยะหลังการตรวจคนเข้าเมืองมีความเข้มงวดมากขึ้นผู้เฒ่าจึงต้องเฝ้ารอการกลับมาเยือนของลูกสาวตามโอกาสที่เหมาะสม
“ฉันมีลูก 12 คนตายไป 3คน เหลืออยู่ 9 คน มีลูกชายคนหนึ่งหนีการสู้รบระช่วงทหารกะเหรี่ยงกับพม่าไปอยู่ที่อเมริกา ฉันไม่เคยเห็นหน้าเขาเลยนานหลายปีแล้ว ตอนนี้เขาน่าจะอายุได้ราว 46ปี ลูกๆ ส่วนมากยังอยู่ที่หมู่บ้านทำสวนมากกับฉัน แต่มีลูกสาว2 คนทำพาสปอร์ตไปรับจ้างทำงานที่ประเทศไทย ทำอาหารทะเล แต่ไม่ใช่ดำน้ำเหมือนมอแกนนะ เขาทำไม่ได้หรอกมันยากมาก สามีฉันเองก็ดำน้ำไม่ได้ดีแบบเขา ลูกสาวก็บอกเสมอว่าเก็บเงินได้สักพักจะกลับมาอยู่บ้านเพราะอยู่เมืองมันไม่สบาย ” ผู้เฒ่าเล่าถึงครอบครัวด้วยอารมณ์ขัน
เมื่อถูกตั้งคำถามถึงข้อกังวลการเปลี่ยนแปลงบนเกาะโดมในอนาคต ผู้เฒ่ากะเหรี่ยงนิ่งเงียบไปสักพัก ก่อนจะกลับมาตอบว่าทุกอย่างเป็นไปตามคำสั่งของทางการ ตนหรือใครคงไม่สามารถกำหนดได้ แต่ส่วนตัวอยากให้ชุมชนเป็นแบบนี้ไปตลอด มีพม่า มีมอแกน มีกะเหรี่ยง อยู่อย่างนี้เป็นเรื่องที่ดีและไม่อยากให้มีความเจริญเข้ามาเพราะตนผูกพับวิถีชีวิตแบบนี้อย่างมากและคิดว่าหากไม่มีมอแกนอยู่บนเกาะ คงไม่มีนักล่าปลา ล่าหมึกให้กิน
กานัง ผู้เฒ่าชาวมอแกนวัยใกล้เคียงกับคุณยายโดว เปิดใจเล่าถึงที่มาของการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตจากการล่องเรือก่าบางของครอบครัวตนว่า หลังจากสามีเสียชีวิตไปแล้วนั้น เรือก่าบางที่เคยอาศัยอยู่ด้วยกันค่อยๆผุพังไปตามเวลา ตนจึงเลือกมาสร้างบ้านอยู่คล้ายกับมอแกนครอบครัวอื่น
เป็นเวลา 7ปีแล้วที่คุณยายกานัง วางมือจากอาชีพงมหอยมาเลี้ยงหลาน ให้ลูกๆ ที่ออกเรือไปหาปลาหมึก คุณยายบอกว่า ชีวิตบนบกไม่ได้สบายนักแต่จำใจต้องอยู่เพราะไม่มีเรือแล้ว ความจริงแล้วจุดเริ่มต้นของการสร้างบ้านนั้นมาจากผู้ชายคนหนึ่งที่เป็นดั่งนายทุน ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “หัวหน้า” เข้ามาสนับสนุนการสร้างบ้านให้ชาวเลมอแกนโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายแต่มีเงื่อนไขว่าขอให้ชาวเลมอแกนหาอาหารทะเลส่งให้ คล้ายกับการแลกเปลี่ยนสินค้าแทนเงินค่าจ้าง ชาวมอแกนไม่รู้จะปฏิเสธอย่างไรจึงตอบรับข้อตกลง
“ตอนนี้เราตัดไม้ใหญ่มาทำเรือไม่ได้ ทหารเขาไม่ให้ตัด คนหนุ่มสาวเขาก็ไม่รู้จักทำแล้วนะ ส่วนมากก็รวมตัวกันเป็นกลุ่มแล้วก็บ้านใครมีเรือก็ออกทะเลไปด้วยกัน แต่จะทำเรือใหม่ไม่ได้แล้ว มันยากเลยต้องอยู่บ้านไปแบบนี้ ยายเองก็อยากมีเรือเหมือนเดิมแต่ทำไม่ได้ กลัวคนเขาว่าเอา เมื่อก่อนพวกยายล่องเรือแถวนี้ถ้ามีคนแลปกหน้ามา เราจะวิ่งหนีมาหลบในป่า หรือซ่อนตัวในเรือก่อน บางครั้งก็มีคนแต่งชุดทหารเข้ามาแถวบ้านคนกะเหรี่ยง ทหารก็เข้ามาจับไก่ไปบ้างก็มี เรือก่าบางของใครจอดอยู่ไม่มีคนเฝ้าบางทีก็โดนรื้อแต่ไม่ได้เอาอะไรไปเพราะเราไม่มีอะไรในเรือแล้ว นอกจากเครื่องมือหาปลาหาหมึก แต่เรายังกลัวเขาอยู่ยังไงต้องหลบๆ ไว้ก่อน” คุณยายกานัง เล่าเหตุผลสั้นๆ
ฝ่ายปะ แจ อู ชายชาวพม่า ที่ได้ภรรยาเป็นชาวมอแกน เสริมว่า การเข้ามาของคนเมืองมีทั้งประโยชน์ในแง่ของการสร้างบ้านช่วยเหลือชาวเลมอแกน แต่คนแก่มอแกนไม่ได้เต็มใจจะยอมรับเท่าใดนัก เพราะส่วนมากยังคงต้องการใช้ชีวิตบนเรือ ส่วนตัวมองว่าแผนการพัฒนาชุมชนยาวหม่ายเริ่มขึ้นช่วง 7 ปีที่ผ่านมา ทางการท้องถิ่นพม่าเข้ามาจัดระเบียบทีละส่วน แต่กรณีการสร้างบ้านนั้นทุกคนรู้ดีว่าเป็นอำนาจของเอกชน แต่ชาวมอแกนไม่ได้ปฏิเสธอะไร ยังคงใช้ชีวิตต่อไป
ปะ แจ อู ไม่แน่ใจว่า เหตุใดชาวพม่าเข้ามาอยู่บนเกาะโดมกันมาก แต่จากเรื่องเล่าของชาวเกาะ บอกว่า เดิมทีชาวพม่าเข้ามาซื้ออาหารทะเล แต่ต่อมาก็เริ่มเข้ามาทำการค้าขาย เปิดเป็นร้านค้าให้บริการแก่คนบนเกาะ ทั้งกะเหรี่ยงและมอแกน ซึ่งหากใครไม่มีเงินยังสามารถเอาอาหารทะเลไปแลกของที่ต้องการได้อยู่ ตามอัตราส่วนที่ชาวพม่ากำหนดซึ่งทุกคนยอมรับในความเป็นอยู่เช่นนี้ แม้ชาวมอแกนจะยังห่วงเรื่องเรือก่าบางที่ค่อยๆ หายไปก็ตาม
ปัจจุบันชุมชนยาวหม่ายกลายเป็นพื้นที่พหุมีวัฒนธรรมที่หลากหลาย โดยกะเหรี่ยงนับถือศาสนาคริสต์และยังคงเข้าโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ มีพิธีกรรมที่เป็นแบบเฉพาะคือเคารพผีน้ำ ส่วนชาวเลมอแกนยังเคารพผีอยู่มีพิธีกรรมฝังศพแบบดั้งเดิม ในสุสาน ส่วนสังคมชาวพม่าก็มีวัดใหญ่ตั้งตระหง่านในชุมชนและมีโรงเรียนเปิดสอนหนังสือเป็นภาษาพม่าแก่เด็กๆ ทุกชนเผ่า ความสัมพันธ์กันทั้งชุมชนลักษณะนี้สะท้อนถึงการอยู่ร่วมกันอย่างลงตัวและยังไม่มีความขัดแย้งรุนแรงเกิดขึ้น แม้ในส่วนของมอแกนจะเริ่มได้รับผลกระทบจากเปลี่ยนแปลงชีวิตที่ต้องถอยห่างการอยู่กินบนเรือก่าบาง มาเป็นสร้างบ้านบนฝั่งก็ตาม ทว่าพวกเขาไม่อาจหยุดยั้งการพัฒนาใดๆได้ ดังนั้นคงต้องจับตามองต่อไปว่า หากอนาคตการท่องเที่ยวหมู่เกาะมะริดเติบโตขึ้น มีนักลงทุนเข้ามาสร้างที่พักรองรับนักเดินทางทั่วโลก ชุมชนยาวหม่ายนับเป็นชุมชนหนึ่งที่เสี่ยงต่อการแบกรับการเปลี่ยนดังกล่าว อย่างแน่นอน แต่จะเป็นไปในทิศทางใดต้องแล้วแต่นักปกครองของพม่า เพราะหากบริหารจัดการผิดพลาดชีวิตของประชากรบนเกาะโดม อาจจะได้รับผลกระทบต่อความมั่นคงไม่ต่างจากชาวเลฝั่งอันดามันของไทยที่ถูกทุนท่องเที่ยวรุกคืบจนไร้แผ่นดินอาศัย ไร้ทะเลทำกินซึ่งยังอยู่ระหว่างการต่อสู้เพื่อสิทธิชาติพันธุ์พื้นเมืองจนถึงปัจจุบัน
กรุงเทพธุรกิจ 15 กันยายน 2559