จุดบรรจบของปลา และเขื่อน ในลำน้ำโขง

ชาวบ้านเมืองโขงต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าในฤดูหาปลาปีนี้ จับปลาได้น้อยกว่าปีก่อนๆมาก เพราะระดับน้ำในแม่น้ำโขงที่ขึ้น-ลงรวดเร็ว ประกอบกับปีนี้มีน้ำน้อย ทำให้รายได้สำคัญประจำปีของพวกเขาหดหายไปเกือบครึ่ง

 

เมืองโขงอยู่ในแขวงจำปาสักทางตอนใต้ของสาธารณะรัฐประชาธิปไตยประชาชน(สปป.)ลาว ซึ่งมีแม่น้ำโขงเป็นเส้นเลือดสำคัญในการหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวบ้านมายาวนาน

 

แม่น้ำโขงในช่วงที่ไหลผ่านเมืองโขง หรือ สีพันดอน มีความกว้างใหญ่ไพศาล จากฝั่งถึงฝั่งกินความยาวกว่า 12 กิโลเมตร และมีปริมาณน้ำที่มากโดยเฉพาะฤดูฝนซึ่งเป็นช่วงหาปลาประจำปี เพราะได้รับการเติมเต็มจากน้ำในแม่น้ำสาขา อาทิ แม่น้ำมูน น้ำสงคราม จากฝั่งไทย แม่น้ำอู แม่น้ำซัน แม่น้ำเซบังไฟ ในลาว ประกอบกับพื้นที่นี้เป็นที่ราบลุ่มกว้างใหญ่ที่เกิดจากการยุบตัวของแผ่นหิน ทำให้เกิดเกาะแก่งมากมาย รวมทั้งน้ำตกสวยงามอย่างหลี่ผี และคอนพะเพ็ง

 

เมืองโขงเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ใหญ่ของปลาแม่น้ำโขง เนื่องจากมีระบบนิเวศที่เอื้ออำนวยโดยเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่เชื่อมร้อยสู่เมืองสตรึงเตรง หรือ เซียงแตง ในกัมพูชา ลงไปจรดทะเลสาบเขมรที่เป็นแหล่งปลาที่ใหญ่ที่สุดในลุ่มน้ำโขง เพราะฉะนั้นถ้าจะกล่าวว่าบริเวณตั้งแต่เมืองโขงไปจนถึงทะเลสาบเขมรเปรียบเสมือนมดลูกของแม่น้ำสายนี้ ก็คงไม่ไกลห่างข้อเท็จจริงมากนัก

 

World Fish Centre ซึ่งมีสำนักงานที่พนมเปญ ระบุว่าบริเวณนี้แม่น้ำโขงลดระดับประมาณ 20-30 เมตร จากที่ราบสูงโคราช สู่ที่ราบแม่น้ำโขง แม่น้ำในบริเวณนี้แยกออกเป็นสายต่างๆ หรือที่เรียกว่า ฮู ในภาษาลาว พบพันธุ์ปลาอย่างน้อย 201 ชนิดในบริเวณดังกล่าว รวมทั้งปลาบึก และโลมาอิรวดี การศึกษาของผู้เชี่ยวชาญระบุว่าพันธุ์ปลาแม่น้ำโขงกว่าร้อยละ 70 เป็นปลาอพยพทางไกล จากทางตอนล่างของลุ่มน้ำสู่ทางตอนบน โดยมีระดับน้ำตามฤดูกาล และระบบนิเวศ ที่เป็นสิ่งเอื้ออำนวยแก่การอพยพและขยายพันธุ์ปลาแม่น้ำโขง

 

ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่แถบนี้ยังมีภาพสะท้อนด้วยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ อาทิ นครวัด นครธม ปราสาทหินวัดพู ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองสูงสุดในอดีต

 

แต่การพัฒนายุคใหม่กลับไม่สนใจเรื่องนิเวศ-วัฒนธรรมใดๆ ปัจจุบันมีโครงการสร้างเขื่อนและสิ่งปลูกสร้างกั้นลำน้ำในแถบเมืองหลวงของปลาน้ำโขงนี้ 6 แห่ง จากจำนวนทั้งหมด 12 โครงการในตลอดลำน้ำโขงตอนล่าง โดย 6 แห่งนี้ประกอบด้วย 1.เขื่อนบ้านกุ่ม ชายแดนไทย-ลาวด้านจังหวัดอุบลราชธานี แม้ระยะหลังโครงการนี้จะดูเงียบไปเพราะถูกต่อต้านอย่างหนักจากฝั่งไทย แต่โครงการนี้พร้อมผุดขึ้นทุกเมื่อ หากเงื่อนไขต่างๆพร้อม 2.เขื่อนลาดเสือ ห่างจากปากมูน ที่อ.โขงเจียม ลงไปในเขตแดนลาวเพียงไม่กี่กิโลเมตร ซึ่งมีบริษัทเจริญเอนเนอร์ยีแอนด์วอเตอร์ของไทย เป็นผู้พัฒนาโครงการ 3.โรงไฟฟ้าท่าค้อ ของบริษัท CNR จากฝรั่งเศส เป็นโครงการที่ขุดร่องน้ำ เหนือน้ำตกคอนพะเพ็ง เพื่อผันน้ำโขงอ้อมน้ำตกไปปั่นไฟฟ้า และกลับคืนสู่แม่น้ำโขงที่ท้ายน้ำตก 4.เขื่อนดอนสะโฮง กั้นฮูสะโฮง มีขนาด 240 เมกกะวัตต์ 5.เขื่อนสตึงเตรง ในเขตจังหวัดสตึงเตรง กัมพูชา โดยบริษัทของเวียดนาม ได้สิทธิพัฒนาโครงการ สุดท้ายแห่งที่ 6.เขื่อนซำบอ โครงการเขื่อนยักษ์ขนาดใหญ่กว่า 4 กิโลเมตร พาดกลางแม่น้ำโขงที่จังหวัดกระเจะ มีกำลังผลิต 2600 เมกกะวัตต์ ของบริษัทไซโนไฮโดร ยักษ์ใหญ่ด้านเขื่อนจากจีน

 

ข้อมูลเขื่อนเหล่านี้ไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะสถานการณ์และความคืบหน้าของโครงการเขื่อนแต่ละแห่ง ตลอดจนผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อแม่น้ำโขง ซึ่งระหว่างวันที่ 22-26 สิงหาคมที่ผ่านมา สื่อมวลชนไทยกลุ่มหนึ่งจึงได้เดินทางสำรวจพื้นที่แม่น้ำโขงตามดอนต่างๆของเมืองโขง ประเทศลาวไปจนถึงเมืองสตึงเตรง ในกัมพูชา เพื่อสืบค้นข้อเท็จจริงจากในพื้นที่

 

“ปีนี้ชาวบ้านจับปลากันได้ไม่มาก เพราะน้ำน้อยกว่าปีก่อนๆ แถมยังขึ้นเร็ว ลงเร็ว” แม่ค้าปลารายหนึ่งในตลาดนากะสัง ซึ่งเป็นตลาดที่รับซื้อปลาที่ใหญ่ที่สุดในเมืองโขง บอกถึงสถานการณ์ไม่สู้ดีของชาวบ้าน เพราะคนเมืองโขงส่วนใหญ่มีรายได้จากการหาปลา โดยเฉพาะในช่วงฤดูจับปลาประจำปีคือต้นฝนราวเดือนพฤษภาคม ซึ่งน้ำแรกเริ่มมาถึงพร้อมกับฝูงปลาจำนวนมหาศาลที่ว่ายทวนน้ำขึ้นมา

 

นอกจากการใช้เครื่องมือทั่วๆไป ประเภทแห อวน เบ็ด ในการจับปลาแล้ว ที่นี่ยังมีการสร้าง หลี่ ซึ่งเป็นเครื่องมือขนาดใหญ่สำหรับดักปลาในฮูที่น้ำไหลแรง โดยในแต่ละปีเจ้าของหลี่สามารถจับปลาได้หลายตัน สร้างรายได้นับแสนบาท นอกจากนี้หลี่ยังนำมาซึ่งความร่วมมือระหว่างคนในครอบครัวและคนในชุมชน เพราะเครื่องมีขนาดใหญ่ที่ต้องช่วยกันตั้งแต่การทำการซ่อมไปยันจัดเวรยามในช่วงปลาลงหลี่

 

แม่ค้าปลารายนี้เชื่อว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้น้ำขึ้น-ลงเร็วเพราะเขื่อนจากประเทศจีน ทำให้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเกิดความผิดปกตินั่นคือบางปีก็แล้งจัด บางปีน้ำก็ท่วมมากล้น

 

เมื่อถามถึงโครงการสร้างเขื่อนในย่านนี้ เธอแสดงความหนักใจ แต่ก็พูดอะไรไม่ได้มากเนื่องจากตามโครงสร้างการปกครองของลาวนั้น จำกัดให้ประชาชนเชื่อในผู้บริหารประเทศ หากใครคัดค้านโครงการของรัฐอาจถูกเชิญไปสัมมนา(ติดคุก)ได้

 

เช่นเดียวกับครอบครัวของอ้ายแก้วและเพื่อนบ้านบนดอนสะโฮงที่ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าปีนี้หาปลาได้น้อย แต่ก็ยังพอหาได้ ขณะนี้คนบนดอนสะโฮงกำลังเป็นทุกข์เนื่องจากทางการประกาศห้ามจับปลาโดยใช้หลี่ในปี 2014 ทั้งๆที่หลี่ เป็นมรดกของตระกูลหลายชั่วอายุคน เป็นหลักประกันรายได้ที่มั่นคงแก่ครอบครัวในทุกปี

 

ดอนสะโฮง เป็นเกาะกลางลำน้ำโขงที่อยู่ติดกับชายแดนกัมพูชา บริเวณดังกล่าวมีช่องน้ำ “ฮูสะโฮง” ไหลเชี่ยวซึ่งรัฐบาลลาวมีโครงการสร้างเขื่อนปิดช่องน้ำแห่งนี้โดยมีบริษัทเมกะเฟิร์สของมาเลเซียเป็นผู้ได้รับสัมปทาน แม้จะเป็นเขื่อนขนาดเพียง 240 เมกกะวัตต์ แต่โครงการเขื่อนดอนสะโฮง กลับเป็นที่จับตามานับตั้งแต่มีการเสนอโครงการเมื่อหลายปีก่อน เนื่องจากหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าจะมีผลกระทบรุนแรง

 

งานศึกษาทางวิทยาศาสตร์อย่างน้อย 28 ชิ้น ระบุตรงกันว่าฮูสะโฮง เป็นเหมือน “คอขวด” สำหรับการอพยพของปลาแม่น้ำโขงจากกัมพูชาสู่ลาว จุดสร้างเขื่อนดอนสะโฮงจึงเป็นจุดยุทธศาสตร์ของการอพยพของปลา งานเขียนของคณะกรรมการแม่น้ำโขง (MRC) ชิ้นหนึ่ง บรรยายว่า “ในช่วงเมษายน ฝูงปลาฝูงแรกจากเขมรก็ว่ายมาถึง ฮูสะโฮงป็นเพียงช่องเดียวที่ปลาสามารถว่ายผ่านไปได้ในช่วงฤดูแล้ง ช่องอื่นๆ นั้นเป็นน้ำตกใหญ่ที่ปลาไม่สามารถว่ายผ่านไปได้ ช่องทาง 7 กิโลเมตรนี้เป็นเส้นทางที่ปลาจากเขมรอพยพขึ้นสู่แม่น้ำโขงตอนบน”

 

ความงดงามและความอุดมสมบูรณ์ของสีพันดอนกำลังถูกกล้ำกรายจากโครงการขนาดใหญ่ที่ผู้บริหารประเทศในอาเซียนต่างยกให้เป็นแบบอย่างของการพัฒนา

 

“ตอนนี้โครงการสร้างเขื่อนกำลังดำเนินอยู่ เขามาสำรวจและวางเสาหมุดไว้หมดแล้ว และบอกว่าจะเจาะรูแห่งใหม่ให้ปลาขึ้น” ชาวประมงดอนสะโฮงเล่าอย่างกังวลใจ ซึ่งขณะนี้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่บนดอนต้องเตรียมตัวย้ายออกไปยังแปลงอพยพที่อยู่ห่างจากแม่น้ำโขงออกไปไกล ทำให้หลายคนหวั่นเรื่องปากท้อง หากเกิดเขื่อนขึ้นจริง

 

“ยังไม่รู้ว่าจะไปทำมาหากินอะไร เพราะทั้งชีวิตก็ได้แต่หาปลา เขาไม่เคยพูดถึงค่าชดเชยเลย แต่ถ้าให้เลือก เราก็ไม่อยากไปไหน”ชาวประมงมีท่าทีเหนื่อยหน่าย เช่นเดียวกับชาวบ้านบนดอนสะโฮง 70 ครอบครัว ที่ต่างกังวลใจในอนาคตของตัวเอง

 

ล่องจากดอนสะโฮง เลาะเรียบตามลำน้ำโขงไปทางใต้ คือ หมู่บ้านโอสวาย เมืองสตึงเตรงของกัมพูชา ซึ่งขณะนี้ชาวบ้านต่างก็รู้สึกกังวลใจเกี่ยวกับโครงการสร้างเขื่อนฮูสะโฮงและเขื่อนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงเช่นเดียวกัน เพราะเชื่อว่าจะกระทบต่อการหาปลาและวิถีชีวิตของพวกเขาแน่นอน

 

“พวกเราทำนา 6 เดือน หาปลา 6 เดือน แต่ตอนนี้เริ่มมีสิ่งผิดปกติ น้ำในห้วยแห้งจนทำนาไม่ได้เหมือนเดิม แถมยังเกิดดินถล่มตามชายฝั่งจนปลาแทบไม่มีที่อยู่”นายกง จันที สะท้อนปัญหาที่พวกเขารู้สึกกังวล ซึ่งที่ผ่านมาชาวบ้านในหมู่บ้านนี้เคยรณรงค์คัดค้านโครงการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำเซซานซึ่งเป็นแม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขง “ผมเชื่อว่าหากมีการสร้างเขื่อนในย่านนี้ พวกเราคงอยู่กันอย่างลำบาก”

 

หมู่บ้านโอสวายอยู่ระหว่างเมืองโขงและทะเลสาบเขมรจึงถือว่าเป็นเส้นทางผ่านของปลาที่สำคัญ นอกจากนี้เวิ้งน้ำของแม่น้ำโขงในบริเวณแนวตะเข็บชายแดนลาว-กัมพูชายังเป็นที่อาศัยของปลาข่า หรือปลาโลมาอิรวดี ซึ่งในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมชมจำนวนมาก

 

“พวกเราเชื่อว่าปลาจำนวนมากต้องสูญพันธุ์แน่หากมีการสร้างเขื่อนฮูสะโฮง แม้แต่ปลาข่าก็อยู่ไม่ได้ เพราะปลาไม่สามารถอพยพได้เหมือนเดิม พวกเราก็คงอยู่ไม่ได้ เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ตามดอนต่างก็หาเลี้ยงชีพด้วยการจับปลา” นายกง และชาวบ้านต่างรู้สึกวิตก

 

ขณะนี้ชาวบ้านตั้งแต่เมืองโขง เรื่อยลงมายันถึงสตรึงเตร็ง ต่างมีความรู้สึกเดียวกันเกี่ยวกับโครงการสร้างเขื่อนที่รายล้อมไปทั่วผืนน้ำที่พวกเขาอยู่มาหลายชั่วอายุคน แต่กลับไม่มีข้อมูลหรือคำตอบใดๆที่ส่งผ่านไปถึงพวกเขาแต่อย่างใด

 

ทุกวันนี้ผู้บริหารในย่านนี้ต่างพูดถึงความร่วมมือและการรวมตัวเป็นเขตเศรษฐกิจอาเซียน และพากันแบ่งเค้กตักตวงทรัพยากรธรรมชาติโดยไม่เคยใส่ใจชุมชนท้องถิ่นของอาเซียน

จะมีความหมายอะไรหากแม่น้ำโขงซึ่งเป็นดั่งเส้นเลือดของภูมิภาคกลับถูกปู้ยี้ปู้ยำโดยไม่มีใครพูดถึงหรือเข้าใจความทุกข์ร้อนของชุมชนดั้งเดิมเลย.

 

เรื่องและภาพโดย โลมาอิรวดี
ตีพิมพ์ครั้งแรกใน เนชั่นสุดสัปดาห์ วันที่ 31 สิงหาคม 2555

 

 

 

 

 

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.