
เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2559 ที่สถาบันองค์กรพัฒนาชุมชน (พอช.) กรุงเทพฯ มีการจัดสัมมนาสาธารณะ เรื่อง ธรรมมาภิบาลกับการพัฒนาที่ยั่งยืนในพื้นที่การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยมีชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจากจังหวัดต่าง ๆ และตัวแทนภาคประชาชนเข้าร่วม
สำหรับวันนี้เป็นวันที่สองของการจัดสัมมนา ในช่วงเช้าเป็นการเปิดเวทีให้ตัวแทนจากจังหวัดต่าง ๆ ในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสะท้อนความคิดเห็นและแนวทางการแก้ปัญหา
หลังจากนั้นตัวแทนชาวบ้านได้ร่วมกันอ่านจดหมายเปิดผนึก “เสียงประชาชนจากพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ” ถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) และนายกรัฐมนตรี
“เสียงประชาชนจากพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ” โดยมีใจความสำคัญระบุว่า จากคำสั่งหัวหน้า คสช. 17/2558 เรื่อง การจัดหาที่ดินเพื่อใช้ประโยชน์ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ มีผลให้เปลี่ยนแปลงสถานภาพการใช้ที่ดินจากพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ เขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี ที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ให้กลายเป็นที่ดินราชพัสดุ ในพื้นที่ 6 จังหวัดในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ระยะที่ 1 ได้แก่ ตาก มุกดาหาร สระแก้ว ตราด สงขลา และหนองคาย และระยะที่ 2 ได้แก่ กาญจนบุรี นครพนม เชียงราย และนราธิวาส รวมพื้นที่ประมาณ 24,000 ไร่
จดหมายเปิดผนึกระบุต่อว่า การดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐในระดับพื้นที่ได้ใช้วิธีการ คุกคาม ข่มขู่ กดดัน บังคับ หลอกลวง และปิดล้อมทุกวิถีทาง เพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินให้กับนักลงทุนรายใหญ่เช่าใช้ประโยชน์ด้านอุตสาหกรรม โดยเฉพาะสถานการณ์ในพื้นที่การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก หรือแม้กระทั่งในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ระยะที่ 2 อย่างพื้นที่จังหวัดนครพนม หน่วยงานรัฐได้ดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีกับชาวบ้านจำนวน 33 ราย ในตำบลอาจสามารถ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม เพื่อขับไล่ให้ออกไปจากพื้นที่ ตลอดจนสร้างความแตกแยกรัฐกับประชาชน ประชาชนกับนักลงทุน และประชาชนกับประชาชนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ
จดหมายเปิดผนึกระบุอีกว่า ด้วยเหตุนี้จึงมีข้อเสนอต่อนายกรัฐมนตรีดังต่อไปนี้ 1.ชะลอ และทบทวนพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษและผังเฉพาะพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษของ 10 จังหวัด โดยให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการกำหนดพื้นที่ที่เหมาะสมโดยไม่มีผลกระทบต่อประชาชน และประชาชนนำเสนอพื้นที่ทางเลือกในการจัดทำเขตเศรษฐกิจพิเศษ 2.การกำหนดพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษจะต้องคำนึงถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อนำไปสู่การปกป้องพื้นที่ความมั่นคงทางอาหาร พื้นที่เกษตรกรรม ทรัพยากรธรรมชาติดิน น้ำ ป่า ทะเลและชายฝั่ง และการสูญเสียความมั่นคงในการประกอบอาชีพของคนท้องถิ่น
จดหมายเปิดผนึกระบุต่อว่า 3.การส่งเสริมและสนับสนุนเขตเศรษฐกิจพิเศษต้องสอดคล้องกับศักยภาพและยังประโยชน์ให้กับคนในท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม 4.จัดให้มีกลไกในรูปแบบคณะกรรมการที่มีองค์ประกอบจากทุกภาคส่วนที่มีอำนาจในการกำหนดทิศทางหรือยุทธศาสตร์การพัฒนาของจังหวัด 5.จัดตั้งกลไกอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ(กนพ.) ที่มีองค์ประกอบจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้ได้รับผลกระทบจากการดำเนินการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบที่เกิดจากการดำเนินการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ
จากนั้นในช่วงบ่ายมีการเสวนาในหัวข้อ “การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษประเทศไทย : ธรรมาภิบาลกับการพัฒนาที่ยั่งยืน”
ดร.เสารัจ รัตนคำฟู นักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า นโยบายพัฒนาเขตเศรษฐกิจของประเทศไทยยังไม่สามารถตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่เหมาะสม โดยเฉพาะการสนับสนุนกลุ่มอุตสาหกรรมที่พึ่งพาการใช้แรงงานเข้มข้น แรงงานราคาถูก ซึ่งจะทำให้ประเทศไม่สามารถหลุดจากประเทศที่มีรายได้ปานกลางได้ อีกทั้งอนาคตประเทศกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จะไม่สามารถพึ่งพาการใช้แรงงานเข้มข้นได้ และแนวโน้มการลงทุนกำลังจะย้ายฐานจากไทยไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านเพื่อได้สิทธิการส่งออกไปยังยุโรป รัฐบาลจึงควรเปลี่ยนไปพัฒนาแรงงานให้มีทักษะการผลิต สนับสนุนอุตสาหกรรมต่อยอด และพัฒนาพื้นที่ชายแดนให้เป็นประตูเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อนำผลผลิตจากประเทศเพื่อนบ้านมาเพิ่มมูลค่ามากกว่า
ด้านนายสุทธิเกตติ์ ทัดพิทักษ์กุล ผู้อำนวยการกลุ่มนโยบายการลงทุน สำนักยุทธศาสตร์และนโยบายการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า ที่ผ่านมา 50 ปี บีโอไอไม่เคยมีการประเมินผลของการดำเนินการส่งเสริมการลงทุนว่ามีผลสำเร็จหรือผลกระทบอย่างไรบ้าง แต่ในร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมการลงทุนฉบับใหม่มีการกำหนดให้บีโอไอให้มีการประเมินผลการลงทุนและเผยแพร่ผลต่อสาธารณะด้วย ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ทำให้สามารถนำมูลมาใช้ปรับปรุงเงื่อนไขหรือการส่งเสริมการลงทุนต่อไป รวมทั้งชาวบ้านสามารถเสนอความต้องการการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เหมาะสมกับต้นทุนและพื้นที่ได้
ขณะที่ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรฒน์ มูลนิธิสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (จีเอสอีไอ) กล่าวว่าสิ่งที่ทำให้นโยบายการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษกำลังกลายเป็นความขัดแย้งคือ การขาดหลักธรรมาภิบาลในการพัฒนา และไม่สนองตอบต่อกระบวนการมีส่วนร่วม ตั้งแต่การเลือกพื้นที่ กำหนดประเภทอุตสาหกรรม และขาดส่วนร่วมในการกำหนดยุทธศาสตร์จังหวัดของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งต้องไม่ใช่แค่การให้มีสิทธิพูดในเวทีแสดงความคิดเห็นเท่านั้น ต้องมีความโปร่งใสในการดำเนินงาน ใช้หลักนิติธรรม คำนึงผลกระทบต้อสิ่งแวดล้อมและพื้นที่ความมั่นคงทางอาหาร ไปจนถึงส่วนร่วมในการตัดสินใจ หากทำได้ทั้งหมดจึงจะเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน ดังนั้นเมื่อนโยบายนี้กำลังนำไปสู่ความขัดแย้ง เกิดความเลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจมากขึ้น ก็ควรมีการทบทวนแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นและพิจารณาหาพื้นที่ทดแทนในพื้นที่เกิดปัญหาความขัดแย้งในที่ดิน
จากนั้นในช่วงท้าย นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะประธานอนุกรรมการด้านสิทธิ ชุมชนและฐานทรัพยากรธรรมชาติ ได้กล่าวว่า มีคำร้องเรื่องความเดือดร้อนจากนโยบายพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษเข้ามาจำนวนมาก ซึ่งคิดว่ากระบวนการการมีส่วนร่วมจะเป็นส่วนช่วยที่สำคัญในการตัดสินว่าอนาคตเขตเศรษฐกิจพิเศษของแต่ละจังหวัดควรจะเดินไปในทิศทางไหนที่ชาวบ้านต้องการ แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นการส่งเสริมการลงทุนกำลังนำความทุกข์ไปทับถมให้ชาวบ้าน ดังนั้นจึงจะนำข้อสรุปของชาวบ้านทุกพื้นที่ไปเป็นข้อเสนอต่อรัฐบาล
นอกจากนี้ชาวบ้านกลุ่มคนแม่สอดรักษ์ถิ่นได้ยื่นหนังสือร้องเรียนเรื่องชาวบ้านถูกลิดรอนและละเมิดสิทธิ์จากการประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษตาก พื้นที่บ้านวังตะเคียน ตำบลท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ที่ถูกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้อำนาจบังคับ ข่มขู่ กดดัน คุกคาม และสร้างความแตกแยกระหว่างชาวบ้านต่อนางเตือนใจ
————



