นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเขมรยัน พร้อมผนึกกำลังภาคประชาชน ต้านสัมปทานดูดทรายขายสิงคโปร์-จีน เผยรัฐบาลมีรายได้มหาศาลแต่ตกไม่ถึงชุมชน

%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2
เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2559 นายซัน มาลา นักอนุรักษ์จากกลุ่มมาเตอร์ เนเจอร์ ประเทศกัมพูชา (Mother Nature Cambodia) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าของเครือข่ายภาคประชาชนที่ได้ร่วมกันบวชป่าชายเลน เพื่อประท้วงการสัมปทานการดูดทรายในจังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชาว่า จริงๆ แล้วการสัมปทานทรายในประเทศกัมพูชามีการดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2007 และชาวบ้านก็เริ่มตื่นตัวในปี 2014 จนถึงปัจจุบัน โดยพื้นที่ใหญ่ที่สุดในการขุดทรายคือจังหวัดเกาะกง ติดกับชายแดนไทย ซึ่งส่งขายให้กับประเทศสิงคโปร์อันดับ 1 รองลงมาคือขายให้ประเทศจีน ส่วนที่อื่นก็มีการขุด เช่น แถวแม่น้ำโขงใกล้กับกรุงพนมเปญ บริเวณแม่น้ำกัมปต (Kampot) จังหวัดกัมปต ทางภาคใต้ของประเทศ และปากแม่น้ำสายหนึ่งในเขตเมืองพระสีหนุ เป็นในส่วนของจังหวัดเกาะกง โดยมีข้อมูลว่า สัมปทานและส่งออกต่อปีสูงกว่า 8 แสนตัน ซึ่งชาวบ้านไม่อาจคัดค้านได้มากนักเพราะทางการเข้าข้างนายทุนดูดทราย

นายซันกล่าวว่า ชุมชนที่มีผลกระทบมากที่สุดคือชุมชนที่อยู่ติดกับป่าชายเลน ชื่อว่า ชุมชนเกาะซอลาว (Sarlao) ซึ่งมีชาวบ้านอาศัยอยู่ราว 230 หลังคาเรือน แต่ชาวบ้านกลับไม่เคยกล้าออกมาพูด หรือคัดค้านโครงการทั้งที่มีการสัมปทานต่อเนื่องหลายปี โดยนายทุนที่ได้รับสัมปทานค่อนข้างมีอิทธิพลและควบคุมกิจการหลายแห่งในเกาะกง ต่อมาเมื่อทางกลุ่มมาเตอร์ เนเจอร์เริ่มเคลื่อนไหวและรณรงค์ต่อต้าน ชาวบ้านก็เริ่มตื่นตัวมากขึ้น และเข้าร่วมกิจกรรม อาทิ การบวชป่าชายเลนเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งเกิดจากความร่วมมือจากองค์การพัฒนาเอกชนกว่า 37 องค์กร และมีชาวบ้านทั้งจากพนมเปญและเกาะกงเข้าร่วม

“ถามผมว่ามันทำลายสิ่งแวดล้อมไหม คุณก็ลองคิดดูนะ สัตว์ต่างๆ ที่มันมีรังอยู่แถวๆ นั้นไปไข่ไว้ เรือดูดทรายผ่านไปทำลายเส้นทางมัน มันจะรอดไหม คิดแค่นี้ หน้าดินก็พัง อาชีพประมงก็แย่ลง เพราะหาสัตว์น้ำได้น้อย สัตว์น้ำแถวๆ เกาะกงปัจจุบันหาได้แค่ปูดำก็บุญแล้ว ปลาเล็ก ปลาใหญ่หายากแล้ว อีกอย่างชาวประมงที่เดือดร้อนไม่ได้ไปไหน เขาไปรับจ้างฝั่งไทย เขาก็ไปพึ่งประเทศไทย เพราะฉะนั้นมันควรพอได้แล้ว จะเป็นไทยหรือเป็นใครก็ตามควรหยุด มาซื้อขายทรายระยะยาวแบบนี้ไม่ได้ อีกอย่างเงินที่ได้จากการขายทรายไม่เห็นกลับเข้ามาบำรุงบ้านเมืองชาวบ้านที่สูญเสียทรัพยากรเลย ไปลงกระเป๋ารัฐบาลหมด นอกจากทำลายป่าชายเลนแล้ว ยังไม่มีความยุติธรรมหรือธรรมาภิบาลเลย” นายซัน กล่าว

นักอนุรักษ์รายนี้กล่าวด้วยว่า ตั้งแต่ปี 2007-2015 กัมพูชาส่งออกทรายไปขายสร้างรายได้ให้ประเทศประมาณ 700 ล้านดอลลาร์ ซึ่งแต่ละปีรัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขายทรายอย่างต่อเนื่องและไม่เคยลดลง อีกทั้งงานศึกษาหลายแหล่งก็เคยรายงานชี้ชัดแล้วว่า กัมพูชาเป็นประเทศที่มีมีการส่งออกทรายแหล่งสำคัญที่สุดในอาเซียน แต่น่าแปลกที่รายส่งออกมากขนาดนี้แล้วยังไม่มีท่าทีว่าเพียงพอและยังหาพื้นที่สัมปทานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแน่นอนว่าจังหวัดเกาะกงและอีกหลายพื้นที่ติดแม่น้ำโขงคือกลุ่มเสี่ยงที่สุดที่จะมีการดูดทรายรอบใหม่

อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ทางองค์การสหประชาชาติก็เคยแสดงความกังวลมาแล้วต่อด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพการเปลี่ยนแปลงริมแม่น้ำโขงที่ไม่ดีนัก อีกทั้งในปี 2009 และ 2015 ทางเครือข่ายภาคประชาชนเคยยื่นเรื่องและส่งจดหมายไปร้องเรียนรัฐบาลและขอให้ยุติการดำเนินการแล้ว แต่ไม่เป็นผล ชาวบ้านจึงต้องหันมาพึ่งแนวทางรณรงค์ด้วยวิธีการนี้ และยังเชื่อว่าจะมีส่วนช่วยในการรักษาพื้นที่อื่นๆ ที่ยังไม่มีการขุดทรายได้

%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a22

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.