ดร.ปริญญาชี้กรณีเผาบ้านกระเหรี่ยงบางกลอย อุทยานใช้อำนาจเกินขอบเขต หวั่นเป็นแนวปฎิบัติกระทบประชาชนที่มีข้อพิพาทกับเจ้าหน้าที่รัฐ สภาทนายความยันหลักฐานใหม่ชี้ชัดชาวบ้านอยู่มาก่อนนับร้อยปี

15152865_1257400287636587_1127174353_o

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 เวลา 13.00 น. ที่ห้องประชุมวรรณไวทยากร ตึกโดม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการจัดเสวนา “คืนความเป็นธรรม กะเหรี่ยงบางกลอย-ใจแผ่นดิน” โดยมีนายสุรพงษ์ กองจันทึก ผู้แทนสภาทนายความ และผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ เป็นวิทยากร

นายสุรพงษ์ ในฐานะที่ปรึกษาทีมทนายความของชาวบ้านกะเหรี่ยงบางกลอย กล่าวว่า ภายหลังศาลปกครองชั้นต้นมีคำพิพากษาออกมาว่า การปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นไปตามกฏหมายของอุทยานแห่งชาติ ที่สามารถรื้อถอน เผาทำลายบ้านของชาวบ้านในเขตอุทยานแห่งชาติได้ และถือว่าชาวบ้านผู้ฟ้องคดีเป็นผู้กระทำผิดกฏหมาย ซึ่งคำพิพากษาที่ออกมาชี้ให้เห็นว่า ศาลไม่ได้มองชาวบ้านว่าเป็นผู้อยู่มาก่อน และเชื่อว่าเป็นผู้บุกรุกป่า ดังนั้นปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่จึงถูกตัดสินว่า เจ้าหน้าที่มีอำนาจเผาบ้านของชาวบ้าน ซึ่งอาจถูกนำไปเป็นบรรทัดฐานให้เจ้าหน้าที่รัฐ สามารถเผาหรือทำลายบ้านของชาวบ้านที่เชื่อว่ากระทำผิดกฏหมาย โดยไม่จำเป็นต้องให้ชาวบ้านมีสิทธิ์แสดงหลักฐานหรือเหตุผลโต้แย้ง ซึ่งถือเป็นการให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่รัฐเกินขอบเขต

นายสุรพงษ์กล่าวต่อว่า ชาวบ้านจึงตัดสินใจยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด โดยได้เตรียมนำหลักฐานใหม่ที่แสดงว่า มีชุมชนชาวกะเหรี่ยงอาศัยอยู่ในป่ามานับร้อยปี เช่น แผนที่ทหารของกรมแผนที่ทหารบก พ.ศ.2455 และข้อมูลการสำรวจชาวเขาในปี 2528 และระหว่างปี 2530-2531 ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่ามีหมู่บ้านใจแผ่นดินตั้งอยู่ และเป็นชุมชนชาวกะเหรี่ยง อีกทั้งมีหลักฐานทั้งพยานบุคคลและภาพถ่ายที่จะนำไปแสดงต่อศาล

“หากไม่มีอคติ ดูจากหลักฐานก็ชัดเจนว่าชาวบ้านอยู่ในพื้นที่มานับร้อยปี มีวิถีอยู่กับป่า อาศัยกลไกธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์หากิน จับปลา ไม่ล่าสัตว์ใหญ่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ไม่มีสิทธิไปเผาทำลายบ้านหรือทรัพย์สินของชาวบ้าน เพราะเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตของกฏหมาย ปืนแก๊ปที่เจ้าหน้าที่ยึดได้ 7 กระบอก ใช้การได้เพียง 2 กระบอกเท่านั้น และที่เจ้าหน้าที่อ้างว่าชาวบ้านเป็นกองกำลังชนกลุ่มน้อยหรือกองกำลังยาเสพติด ก็ไม่มีการฟ้องคดีร้ายแรงเหล่านี้” นายสุรพงษ์ กล่าว

ด้านผศ.ดร.ปริญญา กล่าวว่า การปฏิบัติการณ์ของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต ทั้งมาตรา 22 ของพรบ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 เนื่องจากข้อเท็จจริงไม่พบว่าเจ้าหน้าที่ได้ทำการออกหนังสือแจ้งเตือนชาวบ้านที่เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นผู้บุกรุกป่า และไม่ให้ชาวบ้านขนย้ายข้าวของจำเป็นออกมา จนถึงขั้นเผาทำลาย ซึ่งยังขัดต่อมาตรา 30 ของพรบ.วิธีปฏิบัติราชการปกครอง พ.ศ.2539 ที่ต้องให้สิทธิชาวบ้านในการโต้แย้งหรือแสดงหลักฐานเพื่อชี้แจง ประเด็นนี้มีความสำคัญและน่าเป็นห่วงอย่างมาก เพราะคำพิพากษาที่ออกมาว่าอาจถูกใช้เป็นบรรทัดฐานในข้อพิพาทระหว่างรัฐกับชาวบ้านกรณีอื่นๆ

“การใช้อำนาจรัฐควรยึดหลักสัดส่วน เพื่อให้กระทบต่อสิทธิของประชาชนน้อยที่สุด แต่กรณีบางกลอยกลับเผาทำลายโดยไม่ให้โอกาสชาวบ้านชี้แจงหรืออย่างน้อยได้เก็บของจำเป็นออกมาก่อน ส่วนจะอยู่มาก่อนหรือไม่เป็นข้อพิพาทที่ศาลจะตัดสิน เจ้าหน้าที่ไม่มีสิทธิไปเผา เพราะบ้านเป็นทรัพย์สินของชาวบ้าน แนวทางตัดสินของศาลชั้นต้นที่ออกมาแบบนี้ ก็อาจจะกลายเป็นแนวปฏิบัติที่กระทบต่อประชาชนทุกคน หากมีข้อพิพาทกับเจ้าหน้าที่รัฐ” ผศ.ดร.ปริญญา

ผศ.ดร.ปริญญากล่าวอีกต่อว่า หวังว่าศาลปกครองสูงสุดจะรับฟังความและพิจารณาหลักฐาน ทั้งจากชาวบ้านและเจ้าหน้าที่อย่างสมดุลทั้งสองฝ่าย โดยไม่ยึดถือหรือเชื่อหลักฐานของฝ่ายรัฐเพียงอย่างเดียว เพราะด้านชาวบ้านก็มีหลักฐานที่เป็นแผนที่ทหารที่สำรวจตั้งแต่ปี 2455 ระบุชัดว่ามีหมู่บ้านใจแผ่นดินตั้งอยู่ ส่วนแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศที่เจ้าหน้าที่ใช้เป็นหลักฐานว่าชาวบ้านบุกรุกป่าก็ไม่สามารถชี้ได้ชัดเจน เพราะหากถ่ายบ้านที่มีต้นไม้ใหญ่ก็จะมองไม่เห็นบ้านอยู่แล้ว

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.