
“คงต้องฝึกให้มากกว่านี้ก่อน แล้วค่อยไปแสดงต่อสาธารณะ ตอนนี้ผมยังเขินอยู่ ที่จริงมันสนุกนะ สนุกตรงที่ไม่มีใครรู้เลยว่าเราจะแสดงอะไรออกมา” วิน ทุน (Win Tun) วัย 21 ปี เยาวชนบ้านกาโลนท่า (Ka Lone Htar) กล่าวอย่างถ่อมตนระหว่างให้สัมภาษณ์ถึงความรู้สึกเกี่ยวกับการทำศิลปะแสดงสดในวัดบ้านกาโลนท่า ด้วยรอยยิ้มอายๆ ตามประสาคนหนุ่มที่เพิ่งสัมผัสกับการทำศิลปะแสดงสดครั้งแรกของชีวิต จากการเข้าร่วมกิจกรรมศิลปะเชิงปฏิบัติการกับศิลปินไทยในโครงการศิลปะชุมชน (community art) ณ วัดบ้านกาโลนท่า เมืองทวาย ภาคตะนาวศรี ประเทศพม่า โดยการสนับสนุนของเสมสิกขาลัยเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา
ย้อนเวลากลับไปก่อนการนั่งพูดคุยถึงความรู้สึกนึกคิดของเหล่าเยาวชนบ้านกาโลนท่า กิจกรรมศิลปะเชิงปฏิบัติการทำศิลปะแสดงสดใช้เวลาแค่ครึ่งวันเท่านั้น ซึ่งเยาวชนทุกคนต่างใจจดใจจ่อกับบทเรียนภาคปฏิบัติของการทำศิลปะแสดงสด โดยได้รับคำแนะนำจากศิลปินรุ่นพี่อย่างใกล้ชิด ในเวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมงพวกเขาได้ศึกษาทั้งการแสดงสดโดยใช้ร่างกายของตนเอง ใช้วัสดุใกล้ตัว วัสดุธรรมชาติอย่างต้นไม้ ใบหญ้า ดอกไม้ รวมทั้งองค์ประกอบอื่นๆ ตามใจชอบ
เมื่อเป็นศิลปะภาคปฏิบัติย่อมต้องเน้นที่การแสดงตัวอย่าง ซึ่งศิลปินผู้มีประสบการณ์แสดงสด อย่างจิตติมา ผลเสวก, จักรกริช ฉิมนอก, วิชชุกร ตั้งไพบูลย์ และสาธิต รักษาศรี ต่างทุ่มเทกับกิจกรรมอย่างมาก ไม่มีแม้สักคนจะมานั่งๆ ยืนๆ แล้วอธิบายทฤษฎีหรือหลักการเป็นฉากๆ เสมือนหนึ่งเยาวชนบ้านกาโลนท่าเป็นนักเรียนในสถานศึกษาทั่วไปที่ได้แต่ฟังครูบรรยาย ทว่าศิลปินทุกท่านได้งัดฝีมือการแสดงสด ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 และวัสดุใกล้ตัวแสดงเป็นตัวอย่างให้กลุ่มเยาวชนได้เห็น นับเป็นการสื่อสารอีกรูปแบบหนึ่งที่มีทั้งความหมาย ความงาม และสาระ หาแต่ในบางท่วงท่า บางจังหวะที่พวกเขาแสดงออกกลับชวนตั้งคำถามหรืออาจเปิดกว้างให้ทุกคนได้ตีความหมายตามใจชอบ ตามความเข้าใจและประสบการณ์ของคนดู จะตรงกันกับศิลปินคิดออกมาหรือไม่นั้น ไม่จำเป็น

นอกจากนั้นศิลปินทุกท่านยังมีส่วนร่วมกับการแสดงสดของเยาวชนเมื่อมีโอกาสที่เหมาะสมด้วย อย่าง “สาธิต” ได้ร่วมแสดงสดกลางสวนหมากของหมู่บ้าน โดยการเดินไปกอดต้นไม้ที่ล้มลงกับพื้นพร้อมกับส่งสายตามายังกลุ่มผู้ชมที่รายล้อมเขา
“วิชชุกร” ถือเขียงไม้เก่าขนาดใหญ่ที่ผุพังแล้วชูขึ้นเหนือหัวด้วยสองแขน ก่อนจะย้ายตำแหน่งลงมาแนบกับใบหน้า
“จักรกริช” วางก้อนอิฐบนหัวพร้อมถือกะลาใส่ก้อนหินขนาดต่างๆจากนั้นเดินเขย่ากะลาให้ก้อนหินร่วงลงพื้น ทีละก้อน สองก้อน

“จิตติมา” ได้รับการเชิญชวนจาก “วิน ทุน” ให้ร่วมแสดงสดโดยการเข็นหัวเครื่องจักรรถไถพร้อมกับผู้ชมซึ่งส่วนมากเป็นเพื่อนๆเยาวชนของเขาเอง ทุกคนที่ร่วมเข็นรถต่างออกแรงเข็นอย่างสุดกำลังและแสดงสีหน้าออกมา บางคนถอนหายใจดังๆหลังเข็นถึงเป้าหมายที่วิน ทุนวางไว้ แต่บางคนก็ยิ้มเล็ก ยิ้มน้อย
ทันทีที่เสียงปรบมือดังขึ้น วิน ทุน ไหว้ขอบคุณผู้ชม ก่อนจะหันไปทักเพื่อนผู้ชายเพื่อชวนมาทำหน้าที่แสดงสดต่อจากเขา กลุ่มเยาวชนทั้งหมดทยอยแสดงออกตามความรู้สึกนึกคิดที่พวกเขาออกแบบเอง กระทั่งสิ้นสุดกิจกรรมเชิงศิลปะเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ วิน ทุน กับเพื่อนๆ ก็ได้ใช้เวลาอธิบายถึงความรู้สึกพร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นออกมาทีละประเด็น ว่าแท้จริงแล้วหลังจากการมีส่วนร่วมสร้างสรรค์ผลงานศิลปะแสดงสดที่เกิดขึ้นผ่านการถ่ายทอดของศิลปินจากประเทศไทยนั้นพวกเขาได้รับอะไรไปบ้าง
หนุ่มชาวทวายคนนี้ระบุว่าแม้เป็นแค่ช่วงเวลาไม่นานก็ทำให้ทุกคนรู้สึกประทับใจกับบทเรียนอย่างมากและยืนยันตรงกันว่าอยากจะกลับมาแสดงสดอีกครั้งไม่ว่าโอกาสนั้นจะมาถึงเมื่อใดก็ตาม
“มันอึดอัดนะที่เราพูดไม่ได้ พี่ๆเขาบอกผมว่าศิลปะแสดงสดไม่จำเป็นต้องพูดเสมอไป ผมเพิ่งรู้ว่ามันอึดอัดเวลาเราพูดไม่ได้ ถ้าเราไม่พูดแล้วคนจะเข้าใจเรามั๊ย ตอนเข็นรถผมอยากบอกเพื่อนๆว่า มาช่วยกันหน่อย แต่ทำได้แค่กวักมือเรียก ผมตื่นเต้นที่ได้แสดงสดคนแรกของกลุ่ม คิดไม่ออกว่าจะทำอะไรแต่ผมตั้งใจจะบอกว่าเครื่องยนต์ที่ได้มาวางตรงนี้กว่าจะได้มามันต้องลงแรงไปเยอะ ออกเงินไปเยอะด้วย แถมหนักมากจะเคลื่อนมันลำพังคงไม่ไหว มันยากดังนั้นชวนคนอื่นมาเคลื่อนด้วยดีกว่า จะเห็นว่าอะไรก็ตามถ้าสามัคคีกันมันทำได้” เยาวชนนักแสดงสด อธิบายความหมายและสิ่งที่เขาต้องการสื่อสาร
“ผมไม่อยากให้มันจบลงเลย ผมประทับใจการแสดงสดของพี่ๆ ศิลปินและประทับใจตัวเองอยู่นะ ผมอยากรู้มากกว่านี้” เขาทิ้งท้ายถึงความปรารถนาส่วนตัว
“Performance Art เหรอ มันเรียกแบบนี้ใช่ไหมพี่” ซูซูทวย (SuSux twe) วัย 13ปี ตั้งคำถามต่อล่ามแปลภาษาพม่า ก่อนจะลงความเห็นถึงศิลปะแสดงสดว่า มันเป็นอะไรที่ยากเย็นเหลือเกิน เดิมทีเธอนึกจินตนาการไปว่ามันคือละคร แต่พอผ่านการฝึกปฏิบัติเธอรู้ทันทีว่าแตกต่างกันเหลือเกิน
ซู ซู ทวย ย้ำว่า เธอไม่เคยได้ยินคำว่า ศิลปะแสดงสดมาก่อน หากให้นิยามความหมายหลังจากได้ลองสร้างสรรค์ผลงาน คำตอบของเธอ ก็คือ “ มันเป็นการแสดงออกทางร่างกายหยิบจับอะไรสักอย่างเพื่อมาเล่นกับของสิ่งนั้น แต่ต้องงัดความมั่นใจออกมาให้มากที่สุดก่อนจะระบายความรู้สึกผ่านร่างกาย ผ่านสิ่งของที่มี”
เด็กสาววัยมัธยมต้นอธิบายเพิ่มว่า การทำศิลปะแสดงสดครั้งนี้ อาจจะไม่ดีพอเนื่องจากเป็นครั้งแรก แต่หากเธอได้ทำอีกครั้งเธอจะนำเรื่องราวของกาโลนท่า ไปสื่อสารผ่านศิลปะแสดงสดเพื่อจะบอกกับผู้ชมว่า “กาโลนท่าคือ ดินแดนแห่งความสมบูรณ์และพวกเราไม่อยากได้เขื่อนมาทำลายความสมบูรณ์นั้น”

ซู ซู ทวย ยังบอกเล่าถึงประโยชน์ของศิลปะแสดงสดด้วยว่า เป็นกิจกรรมศิลปะแบบใหม่ที่ทำให้เธอมีสมาธิและมีความตั้งใจทำบางอย่างมากขึ้น เนื่องจากปกติเธอเองไม่ใช่คนชอบอยู่นิ่ง นิสัยส่วนตัวใจร้อนและทำอะไรว่องไว พอได้ทำศิลปะแสดงสดรู้สึกต้องใช้ความคิดและวางแผนช้าลง ต้องขอบคุณพี่ๆที่จัดกิจกรรมครั้งนี้ขึ้นมาทำให้เธอรู้ว่า “สมาธิ” คือสิ่งสำคัญที่สุดในการทำอะไรก็ตาม
ในมุมมองของจักรกริช ฉิมนอก หนึ่งในวิทยากรผู้ถ่ายทอดความรู้การทำศิลปะแสดงสดกล่าวถึงความประทับใจต่อเยาวชนบ้านกาโลนท่า ที่ทำกิจกรรมศิลปะเชิงปฏิบัติการร่วมกันว่า กิจกรรมครั้งนี้เยาวชนแต่ละคนต่างเปิดใจรับในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ถึงกระบวนศิลปะแสดงสดแม้ไม่เคยรู้จักมาก่อนแต่เขาเปิดใจเรียนรู้ นั่นก็ถือว่าพวกเขามีความตั้งใจจริงในการศึกษาเรื่องใหม่ ที่สำคัญทุกคนต่างมีประเด็นที่ชัดเจนเกี่ยวกับชุมชนของตนเองที่จะนำเสนอมุมมองผ่านประสบการณ์ พบว่าหลายคนแสดงออกได้อย่างมีนัยยะที่สำคัญตามแนวความคิด
ทั้งนี้ในส่วนของการทำศิลปะแสดงสดนั้นจะคาดหวังให้ทำแล้วมีความชัดเจนทุกเรื่องก็ไม่ได้ จะคาดหวังว่าให้สื่อสารแล้วคนเข้าใจเลยก็ไม่ได้ จะไปทำครั้งแรกแล้วสามารถสร้างจุดเด่นให้ตัวเองเลยก็ไม่ง่าย เพราะศิลปะแสดงสดต้องอาศัยประสบการณ์ และบางการแสดงต้องอาศัยเวลา อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่จะต้องศึกษาเพิ่มเติมสำหรับกลุ่มผู้สนใจศิลปะแสดงสด เป็นมือใหม่ฝึกทำ ก็คือ การเรียนรู้บริบทของสถานที่ที่แสดงสด

“บริบทในที่นี้หมายความว่าถ้าคุณจะใช้สถานที่สื่อสาร เช่นจะมาแสดงที่บ้านกาโลนท่าแล้วพบว่าหมู่บ้านนี้จะมีการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำของชุมชน ผู้ทำศิลปะแสดงสดอาจจะใช้สถานที่เป็นพื้นที่หลักของการสื่อสาร แต่กรณีใครไม่อยากใช้สถานที่เป็นตัวเดินเรื่อง คิดแค่ว่าสถานที่คือเวทีทั่วไปอาจไม่จำเป็น ดังนั้นคนทำศิลปะแสดงสดจึงต้องอาศัยความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่ทำพอสมควร ว่าจะสื่อสารอะไรออกไป เพราะหากคุณต้องแสดงสดให้คนที่ไม่รู้มาก่อนว่าบ้านกาโลนท่าจะมีโครงการเขื่อน แสดงสดให้คนที่ไม่รู้จักคุณมาก่อน รวมทั้งไม่รู้ด้วยว่าว่าคุณได้ศึกษาข้อมูลชุมชนมาก่อนการแสดง คุณอาจจะต้องหาวิธีการใดวิธีหนึ่งถ่ายทอดมันออกมา ซึ่งเยาวชนบ้านกาโลนท่าก็เลือกจะย้ำในสิ่งแวดล้อม พวกเขาก็จะเน้นที่การสื่อสารให้เห็นการปกป้องสิ่งแวดล้อม แบบนี้ คือมีแนวคิดแล้ว” จักกริช อธิบายถึงหลักการบางส่วนในการทำศิลปะแสดงสด
เมื่อถูกตั้งคำถามว่าแล้วหัวใจหลักของการแสดงสด คือ อะไร จักกริช ได้อ้างอิงถึงคำพูดของ จุมพล อภิสุข ผู้บุกเบิกเทศกาลเอเชียโทเปียศิลปะแสดงสดนานาชาติ ว่า ศิลปะแสดงสด performance art เป็นแนวทางการสร้างสรรค์งานศิลปะนอกระบบ เป็นแนวทางสร้างงานศิลปะที่เกิดขึ้นและจบลงเบื้องหน้าผู้ชม โดยทั่วไปไม่มีศิลปวัตถุใด ๆ ศิลปะแสดงสดมีกระบวนการคิด การใช้วัสดุประกอบเป็นสัญญะ รวมทั้งองค์ประกอบทางกายภาพ ท่าทาง การกระทำ กิริยาอาการ ที่จะนำประเด็นเนื้อหาของแต่ละคนออกมาให้ประจักษ์”

ส่วนตัวเขาเองคิดว่าหัวใจหลักของศิลปะแสดงสด คือ การที่ศิลปินแสดงสดนั้นจะถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด จากประสบการณ์ ต่างๆ ที่ศิลปินได้สัมพันธ์ ขบคิด จนเกิดมุมมองต่อประเด็นหนึ่งๆนั้น ผ่านกระบวนการ การสร้างการสื่อสารในรูปแบบและลักษณะเฉพาะ โดยอาศัยสภาพแวดล้อมต่างๆ เพื่อสร้างประสบการณ์การรับรู้ให้ผู้ชมได้ขบคิด และแลกเปลี่ยน
อย่างไรก็ตามจักรกริช ย้ำว่าประโยชน์ในการแสดงสดสำหรับผู้ริเริ่มเป็นครั้งแรกนั้น ไม่ได้ตัดสินที่ว่าเขาสื่อสารได้ตรงใจคนดู หรือคนดูเข้าใจหรือไม่ แต่ศิลปะแสดงสดจะช่วยถามผู้แสดงสดครั้งแรกว่า “คุณรักมันไหม” ซึ่งจากประสบการณ์ของเขาเอง เขาพบว่า บางคนไม่ทำงานศิลปะแขนงอื่นเลยแต่กลับชอบแสดงออกด้วยศิลปะแสดงสด เป็นเรื่องแปลก ซึ่งเยาวชนบ้านกาโลนท่าบางคนมีแววเช่นนั้น
ในตอนท้ายศิลปินหนุ่มได้ระบุว่า หลังจากเขาผ่านการทำกิจกรรมกับเยาวชนซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นกลุ่มที่อายุน้อยที่สุดเท่าที่เขามีประสบการณ์ถ่ายทอดความรู้ด้านศิลปะแสดงสดที่ผ่านมา แต่กลับพบว่าเยาวชนที่นี่มีความคิดเป็นเอกภาพ คือ มุ่งเน้นนำเสนอเรื่องราวของชุมชนด้านวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ธรรมชาติ ในชุมชนของตนเอง ดังนั้นจึงคาดหวังว่าเยาวชนจะได้ทำกิจกรรมกลุ่มร่วมกันในอนาคต ภายใต้พื้นที่และแนวคิดของพวกเขาเอง เชื่อว่าพวกเขาจะสามารถนำ กิจกรรมแสดงสดครั้งนี้ ไปเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร แสดงออกได้อย่างสร้างสรรค์ รวมทั้งใช้ความรู้ที่มีเพื่อสื่อสารถึงความความจริง ความเดือดร้อน ปัญหา ที่เกิดขึ้นต่อชุมชนของพวกเขาให้คนชุมชนอื่นๆ รับรู้ผลกระทบอันเกิดจากโครงการของภาครัฐ แสดงออกได้อย่างสร้างสรรค์ และโดยเป็นสันติวิธี
(เผยแพร่ครั้งแรกใน หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ 20 พฤศจิกายน 2559)
ภาพ วิชัย จันทวาโร, จักรกริช ฉิมนอก
เรื่อง จารยา บุญมาก



