received_1314183541958261

เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2560 นายซอ ทูระ (Saw Thura) ผู้ก่อตั้งสมาคมวิจัยทวาย (Dawei Research Association :DRA ) ประเทศพม่า นักวิชาการด้านโบราณคดี เปิดเผยว่า หลังจากมีสถานการณ์คนท้องถิ่นต่อต้านเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย และโครงการย่อยต่างๆ เช่น เขื่อน ท่าเรือน้ำลึก ฯลฯ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานั้น คนไทยรู้จักทวายมากขึ้นและเริ่มเดินทางไปท่องเที่ยวเพราะความสนใจในวิถีชีวิต ธรรมชาติที่สวยงาม และอีกหลายเหตุผล แม้ขณะนี้โครงการจะพักไประยะหนึ่งแล้วและรัฐบาลทั้งสองฝ่ายยังไม่มีประกาศเคลื่อนไหวใดๆ ก็ตาม แต่ส่วนตัวในฐานะนักวิชาการคิดว่า คนไทยควรทำความรู้จักกับทวายมากขึ้น เนื่องจากสภาพทางภูมิศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติของทวายมีความสำคัญกับประเทศไทยทั้งในอดีตและปัจจุบัน โดยส่วนตัวจากประสบการณ์ที่ศึกษาเมืองทวายมานานกว่า 16 กว่า ปี คิดว่าอดีตไทยกับทวายมีความสัมพันธ์กันในยุคทวารวดี เช่น อู่ทองที่เมืองไทย อีกทั้งมีกำแพงเมืองเป็นลักษณะโค้งมนคล้ายกัน ซึ่งต้องใช้เวลาในการศึกษาเพิ่มเติม เปรียบเทียบเมืองโบราณของไทยกับทวาย แต่ที่แน่ๆ คือ ทวายก็มีชาติพันธุ์อาศัยอยู่ พม่าก็มีหลากหลายเชื้อสาย ไทยกับพม่าย่อมมีอะไรเชื่อมกันอยู่แล้ว หากแต่การศึกษาเพิ่มเติมในแง่ของโบราณคดีจะช่วยให้เห็นสัมพันธ์ตั้งแต่อดีตและวัฒนธรรมที่เคยใช้ร่วมกันเชิงลึกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภาษา ศิลปะ อาหาร ก็ตามล้วนสำคัญ

นายซอ ทูระ กล่าวว่า ตามประวัติศาสตร์แล้วในทวายมีเมืองโบราณอยู่กว่า 16 เมืองจนกระทั่งเป็นเมืองทวายในปัจจุบัน มีชุมชนของมนุษย์อยู่อาศัยมาไม่ต่ำกว่ายุคเหล็กไม่ต่ำกว่า 2,600 ปีมาแล้วและพัฒนาการสืบเนื่องจนเป็นบ้านเมืองที่มีคูน้ำคันดินมานานนับพันปี เมืองที่เก่าแก่ที่สุดคือ อ่อง ทาวดี (Aung Thar Waddy)  ตั้งอยู่ไกลจากทวาย 47 ไมล์ไปทางทิศเหนือของเมืองทวายในปัจจุบัน เมืองโบราณที่มีชื่อเสียงที่สดคือเมืองตาการะ (Thagara) ตั้งอยู่ห่างจากทวาย 6 ไมล์ ซึ่งมีกำแพงดินและคูเมืองอยู่ 3 แห่ง โดยตั้งเมื่อปี ค.ศ. 751 เมืองโบราณที่มีชื่อเสียงอีกเมืองหนึ่งคือ ซินซิก (Sin Seik) ตั้งเมื่อปี ค.ศ. 914 เมือง เวดี (Wedi) ปี ค.ศ. 1340 และ ชิโมตี (Shin Mokti) ปี ค.ศ. 1417 ซึ่งทั้งหมด เป็นกำแพงดินและคูเมือง ตั้งอยู่ห่างจากเมืองทวาย 6 ไมล์

received_1314183545291594

“ผมอยากให้นักวิชาการ นักศึกษา นักพัฒนา ได้ศึกษาทวายร่วมกัน ส่วนในแง่โบราณคดี ผมร่วมมือกับนักวิชาการไทยมาหลายส่วนแล้ว เช่น จากมูลนิธิเล็ก ประไพฯ เสมสิกขาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผมอยากให้ได้ต่อยอดเรื่องนี้เพื่อเอามาเผยแพร่แก่คนไทย และคนพม่า คนทวาย มอญ กะเหรี่ยง และอีกหลายชาติพันธุ์ได้รู้ เพราะหลายกลุ่มก็เข้ามาอาศัยอยู่ที่ประเทศไทยกันมากมาย เรื่องราวของทวายจึงควรถูกบอกต่อกันเรื่อยๆ อย่าเงียบ เพราะถ้าเราเงียบโครงการพัฒนาก็เข้ามา เชื่อไหมว่า คนทวายอยู่ที่หมาชัย หลายคนเรียกว่าเขาเป็นพม่า แต่จริงๆ เขาจะเรียกตัวเองว่าทวาย เรื่องเล็กๆ น้อยเหล่านี้ มันมีที่มาที่ไป อย่างโบราณสถาน โบราณวัตถุก็เป็นเรื่องสำคัญที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเช่นกัน หากพัฒนาต่อ คือพัฒนาชุมชนเป็นฐานสำคัญ แล้วออกแบบการท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อม กับประวัติศาสตร์ เราพยายามจะสนับสนุนการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนเพราะประชากรส่วนใหญ่ของทวายเป็นชาวประมงและเกษตรกรซึ่งไม่พร้อมกับการพัฒนาแบบอุตสาหกรรม” นายซอ ทูระ กล่าว

นักวิชาการกล่าวด้วยว่า จากโครงการพัฒนาที่เป็นอยู่ ที่รัฐบาลทั้งไทย ทั้งพม่าพยายามทำ อยากถามกลับว่า การพัฒนาอะไร? ถ้าพัฒนาเพื่อผลกำไรอย่างเดียว ไม่มีอะไรยั่งยืน ประเทศที่พัฒนาแล้วต้องดูที่วิธีการพัฒนาเป็นสิ่งสำคัญมาก แต่พัฒนาอะไรก็ไม่ดีเท่าพัฒนาคนให้มีความรู้ ความสามารถและบริหารจัดการทรัพยากรอย่างฉลาด ในเมื่อรัฐบาลเขาไม่มองว่าทรัพยากรของทวายสำคัญ มองไม่เห็นว่าโบราณสถานนั้นสำคัญ แต่กลับอยากมีอุตสาหกรรม คนทวายและคนไทยต้องมาร่วมมือกัน เขาตกลงกันแบบรัฐต่อรัฐ เรามาตกลงกันแบบประชากร ต่อประชากร หรือ People to People (P เพื่อ P)

“เราทั้งสองประเทศได้รับการยอมรับจากสหประชาชาติว่ามีชนเผ่าพื้นเมืองเยอะมาก แต่พลเมืองที่เป็นชนเผ่ากลับไม่มีสิทธิร้องขอ ต่อต้าน และยื่นข้อเสนอต่อรัฐ ดังนั้นในมุมของผม แม้ว่าผมจะศึกษาด้านโบราณคดี แต่ผมอยากให้มีมิติมนุษย์ศาสตร์เข้ามาเพิ่ม เพื่อหาคำตอบว่า คนไทย หรือชาติพันธุ์ต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในเขตแดนทวาย ไทย มีอะไรเชื่อมโยงกันบ้างในอดีต อย่างที่ผมบอก ภาษา อาหาร ประเพณี ผมเชื่อว่าวันนี้มาจากเมื่อวานนี้ และพรุ่งนี้ก็เชื่อมโยงกับวันนี้ มนุษย์สร้างวัฒนธรรม และวัฒนธรรมก็สร้างชีวิตความเป็นอยู่ เรามีความงามทั้งในด้านของดนตรี ภาษา วิถีชีวิต ความเชื่อประเพณีและระบอบสังคม คำถามคือทำไมนักท่องเที่ยวถึงไปเที่ยวทุกที่? เราจะสามารถสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีดิจิตอลได้อย่างไรเป็นเรื่องสำคัญ ในอีกด้านหนึ่งเราจะอนุรักษ์วัฒนธรรมของเราได้อย่างไรก็เป็นเรื่องสำคัญ เราพยายามที่จะหาทางที่จะยืนให้ได้ระหว่างการพัฒนาสมัยใหม่และวัฒนธรรมของเรา ไม่มีปัญหา เรามีบทเรียนจำนวนมากจากแผ่นดินของเรา เราจำเป็นต้องใช้บทเรียนเหล่านี้ ด้วยความช่วยเหลือจากกัลยาณมิตร ทั้งนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ แล้วความฝันของเราจะเป็นจริง เมื่อเรารู้จักรากเหง้าระหว่างกัน เราจะได้เห็นอกเห็นใจกันมากขึ้น อย่างเรื่องที่ทีมศิลปินจะจัดกิจกรรม “หลงรักทวาย” ในปลายเดือนมกราคมนี้ ผมเชื่อว่านั่นก็เป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยสื่อสารให้คนในเมืองไทย รู้จักทวายได้ง่ายขึ้น และมีมุมมองความงดงามแบบศิลปะเข้ามาช่วย” นักวิชาการด้านโบราณคดีกล่าว

อนึ่งกิจกรรม “หลงรักทวาย” จัดขึ้นในวันที่ 24 มกราคม เวลา 12.00 น. ซึ่งภายในงานจะมีกิจกรรมที่น่าสนใจหลายส่วน อาทิ นิทรรศการภาพถ่ายเมืองทวายนิทรรศการศิลปะของศิลปินที่ลงพื้นที่ทวาย (จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 มกราคม-5 กุมภาพันธ์ 2560), การแสดงสดจากโครงการศิลปะชุมชน, การแสดงพื้นเมืองจากทวาย, เวทีเสวนาวิชาการและภาคประชาชนไทยและพม่า โดยนาย ซอ ทูระ เป็นหนึ่งในวิทยากรร่วมให้ข้อมูลทวายในแง่โบราณคดี

ผู้สนใจติดตามข้อมูลได้ที่เพจ “ท่องทวาย Dawei Journey” https://www.facebook.com/visitdawei/?fref=ts

////////////////////////

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.