
เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม) ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร นางวัชรี จันทร์ช่วง พร้อมด้วยชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ต้นน้ำท่าแซะที่คัดค้านการสร้างเขื่อนท่าแซะ จังหวัดชุมพรประมาณ 30 คน ได้เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และนายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อขอให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีที่จังหวัดชุมพรเตรียมเดินหน้าผลักดันการก่อสร้างโครงการเขื่อนท่าแซะและกรณีที่ชาวบ้านในกลุ่มถูกทหารเชิญตัวไปที่ค่ายเขตอุดมศักดิ์ มณฑลทหารบกที่ 44 เมื่อวันที่ 19 และวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
นางสาววัชรี กล่าวว่า ความต้องการของชาวบ้านคือเรียกร้องให้ยุติโครงการการสร้างเขื่อนท่าแซะไว้ก่อน จนกว่าจะมีการศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นให้เสร็จก่อน เนื่องจากในวันที่ 15 มีนาคมนี้จะมีเจ้าหน้าเข้าไปสำรวจทรัพย์สินของชาวบ้าน จำนวนบ้านเรือนในพื้นที่ เพื่อเตรียมเดินหน้าโครงการต่อ ชาวบ้านเป็นกังวลว่ารัฐบาลจะกลับมาเดินหน้าแผนสร้างเขื่อนอีกครั้ง ซึ่งการเรียกร้องสิทธิของชุมชนในการคัดค้านเขื่อนนั้นเป็นสิทธิพื้นฐานอยู่แล้วเพราะคนในชุมชนย่อมีใจรักและหวงแหนชุมชนเป็นธรรมดา และวันนี้หลังจากยื่นหนังสือคัดค้านแล้วตนและชาวบ้านจะเดินทางกลับจังหวัดชุมพรทันที เนื่องจากเกรงว่าในพื้นที่จะเกิดเหตุการณ์ไม่น่าไว้วางใจเหมือนเช่นเมื่อ 2 วันที่ผ่านมา และอยากให้ กสม.เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงพร้อมประสานงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ยุติการคุกคามสิทธิชุมชนทั้งในเรื่องเดินหน้าสร้างเขื่อนและเรื่องเชิญตัวแกนนำหรือตัวแทนกลุ่มไปพบในยามวิกาล

“ไม่มีใครอยากให้เกิดความขัดแย้ง และที่รู้ดีว่าทหารระแวงเรื่องการชุมนุมในเขตทำเนียบรัฐบาล เพราะช่วงนี้มีหลายเรื่องที่เกิดขึ้น แต่เมื่อรัฐบาลทำให้ชาวบ้านไม่ไว้ใจก็คงไม่มีใครยอมนิ่งเฉย เป็นเรื่องธรรมดาที่ชาวบ้านต้องลุกมาปกป้องพื้นที่” นางสาววัชรีกล่าว
ด้านนางเตือนใจ ดีเทศน์ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ว่า กรณีเขื่อนท่าแซะ ชาวบ้านเคยร้องเรียนแล้วหนึ่งครั้ง เดิมทีร้องเรียนเรื่องการเดินหน้าจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อกรณีการสร้างเขื่อนอย่างเดียว แต่การมายื่นเรื่องร้องเรียนวันนี้มีประเด็นเพิ่มเติมคือร้องเรียนกรณีที่ทหารในมณฑลทหารบกที่44 เชิญตัวไปพบที่ค่ายเขตอุดมศักดิ์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ได้ปล่อยตัวชาวบ้านมาแล้ว อย่างน้อยชาวบ้านได้เข้ามาพบพูดคุยกับ กสม.ก็เป็นเรื่องที่ดีที่เจ้าหน้าที่เข้าใจชาวบ้าน แต่กรณีประเด็นสิ่งแวดล้อมนั้น กสม.จะเร่งประชุมหารือเกี่ยวกับเรื่องเขื่อนท่าแซะและนำข้อมูล ข้อกังวล ของชาวบ้านมาพิจารณาเพิ่มเติมและอาจจะเร่งรัดประสานงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงต่อไป เพราะเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องสำคัญและเกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของชาวบ้านดังนั้นในการดำเนินการโครงการเขื่อนใดๆ จำเป็นต้องมีการศึกษาข้อมูลผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ให้ถี่ถ้วน
ทั้งนี้นอกจากการยื่นหนังสือให้ กสม.และตัวแทนรัฐบาลที่ทำเนียบรัฐบาลแล้ว กลุ่มอนุรักษ์ต้นน้ำท่าแซะ ยังได้ออกแถลงการณ์ขอเรียกร้องให้หยุดคุกคามสิทธิ เสรีภาพ โดยมีเนื้อหาระบุว่า จากกรณีที่มีการประชุมหารือในระดับจังหวัดที่มณฑลทหารบกที่ 44 ค่ายเขตอุดมศักดิ์ จังหวัดชุมพร ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ผ่านมา ได้มีการรื้อฟื้นโครงการเขื่อนท่าแซะเพื่อนำไปสู่การผลักดันโครงการของหน่วยงานต่าง ๆ ในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะการเข้ามาจัดการผู้ที่คิดต่างไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้างเขื่อนท่าแซะ ของทหารจากมณฑลทหารบกที่ 44 เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ผ่านมา ในเวลายามวิกาล ได้มีทหารจำนวนมากได้เดินทางเข้าพื้นที่เพื่อจับกุมและเชิญตัวแกนนำไปยังค่ายเขตอุดมศักดิ์ แต่เนื่องจากในเวลานั้นเป็นเวลายามวิกาล ชาวบ้านพยายามจึงต่อรองเพื่อขอเลื่อนที่จะไปพบในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้นที่มณฑลทหารบกที่ 44 ค่ายเขตอุดมศักดิ์ ในเวลา 09.00 น. การใช้อำนาจในการบุกรุกบ้านของแกนนำโดยไม่ได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้าและทหารได้นำอาวุธครบมือไปด้วยนั้น ทำให้ชาวบ้านเกิดความหวาดระแวง หวาดกลัวและสงสัยว่าเขาทำผิดอะไรทหารจึงได้นำกำลังทหารพร้อมอาวุธครบมือเข้าไปยังพื้นที่และเชิญตัวแกนนำที่มีรายชื่อ 15 คน
ในแถลงการณ์ระบุว่า ต่อมาในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09.00 น. ชาวบ้านตำบลสองพี่น้อง อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร ประมาณ 200 คน ได้เดินทางไปพบผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 44 ตามที่ได้ตกลงกันไว้ และผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 44 ได้กล่าวชี้แจงเรื่องโครงการสร้างเขื่อนท่าแซะเป็นโครงการที่ดี ซึ่งจะนำความเจริญมายังพื้นที่โดยยกตัวอย่างเขื่อนเชี่ยวหลาน จ.สุราษฎร์ธานี แก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งได้ การย้ายถิ่นฐานของชาวบ้านและทรัพยากรป่าไม้รวมถึงสิ่งมีชีวิตและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่จะจมน้ำจากการสร้างเขื่อนเป็นการเสียสละอย่างใหญ่หลวง ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่ยืนยันที่จะไม่ย้ายออก และร่วมกันรักษาป่าต้นน้ำไว้ให้ชนรุ่นหลังต่อไป รวมทั้งได้ยื่นข้อเสนอให้มีการสร้างฝายเก็บน้ำขนาดเล็กที่สามารถเก็บกักน้ำไว้ใช้ได้ โดยชาวบ้านเป็นผู้ดูและบริหารจัดการน้ำด้วยพื้นที่เอง ท้ายที่สุดผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 44 ยังคงขอความร่วมมือในการเข้าพื้นที่ของหน่วยงานและขอให้ชาวบ้านในพื้นที่หยุดคัดค้านโครงการสร้างเขื่อนท่าแซะ
ในแถลงการณ์ระบุว่า จากกรณีดังกล่าวชาวบ้านมีความกังวลเป็นอย่างมากที่มีการพยายามผลักดันโครงการเขื่อนท่าแซะอยู่ตลอดเวลา ชาวบ้านจะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ก็ถูกทหารจี้พาตัวคนขับรถทัวร์ออกนอกพื้นที่ ซึ่งเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ กลุ่มอนุรักษ์ต้นน้ำท่าแซะ จึงขอยืนยันคัดค้านโครงการสร้างเขื่อนท่าแซะ และจะไม่อพยพออกนอกพื้นที่ พร้อมทั้งไม่ยินยอมที่จะรับค่าชดเชย พวกเราเสียสละมามากพอแล้ว และขอให้ทางรัฐบาลสั่งการให้มณฑลทหารบกที่ 44 หยุดคุกคามสิทธิ เสรีภาพของชาวบ้านในพื้นที่ อีกทั้งสั่งการให้กรมชลประทานหยุดการสำรวจในพื้นที่โดยเด็ดขาด



