ทำไมสิทธิชาติพันธุ์ใกล้หายไป จากระบบยุติธรรมไทย?

แฟ้มภาพ วันชนเผ่าพื้นเมือง

“ตอนพี่บิลลี่หายไป หนูก็นอนไม่หลับ ลูกก็ยังถามหาพ่อทุกวัน พอได้ยินข่าวน้องชัยภูมิตายไป มันรู้สึกว่าหายใจไม่เต็มปอดเลยค่ะ” พิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยาของพอละจี รักจงเจริญ หรือ บิลลี่ ชาวกะเหรี่ยงบางกลอย อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ที่ทำกิจกรรมเพื่อเรียกร้องสิทธิที่อยู่อาศัยที่ทำกินของชาวกะเหรี่ยง ซึ่งหายตัวไปเมื่อ 3ปีก่อนสะท้อนถึงความรู้สึกของการเผชิญกับการสูญเสียสามีครั้งแรก กับความรู้สึกถึงการสูญเสียมิตรสหายชาติพันธุ์ลาหู่ “ชัยภูมิ ป่าแส” เยาวชนนักกิจกรรมเพื่อสังคม ที่เพิ่งจากไปเมื่อราว 3 สัปดาห์ก่อน

“ถ้าหากฉันเกิดเป็นนกที่โผบิน ติดปีกบินไปให้ไกล ไกลแสนไกล จะขอ เป็นนกพิราบขาวเพื่อชี้นำชาวประชา สู่เสรีถ้าหากฉันเกิดเป็นเมฆ บนนภา จะนำพาความร่มเย็น เพื่อท้องนา หากฉันเกิดเป็น เม็ดทราย จะถมกายเป็นทางเพื่อมวลชน ชีวา ยอมพลีให้มวลชน ที่ทุกข์ทนขอพลีตน ไม่ว่าจะตายกี่ครั้ง” เสียงเพลงเพื่อมวลชน ที่แต่งโดย “กรรมาชน” ดังขึ้นจากการประสานเสียงของพิณนภา,ลูกสาวของเธอ ซึ่งขับร้องร่วมกับวงคีตาญชลี คือ การถ่ายทอดความรู้สึกอีกทางหนึ่งที่เธอบอกว่า เป็นการตอกย้ำถึงความดีของ “บิลลี่” กับ “ชัยภูมิ” ด้วยเธอเชื่อว่าเขาทั้งสอง คือ ผู้ทำหน้าที่เพื่อสร้างพลังให้มวลชนชาติพันธุ์ต่างๆได้อยู่อย่างมีสิทธิเท่าเทียมคนอื่นและพวกเขาไม่ควรถูกบังคับสูญหายหรือจบชีวิตก่อยวัยอันควร

 

พิณนภาและลูกขับร้องเพลงร่วมกับวงคีตาญชลีในกิจกรรม “จากบิลลี่ถึงชัยภูมิ”

ในกิจกรรม “จาก บิลลี่ แห่ง บางกลอยบน ถึง ชัยภูมิ ฯ” ที่จัดขึ้น ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพที่ผ่านมา “พิณนภา” มาพร้อมกับมิตรสหายหลายคน หลายกลุ่มที่พร้อมจะร่วมต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมกรณีการหายตัวไปของ บิลลี่ ตั้งแต่เมื่อวันที่17เมษายน2557และกรณีของชัยภูมิ ที่ถูกเจ้าหน้าที่ทหารวิสามัญฆาตกรรม เมื่อวันที่17มีนาคม2560 ซึ่งนอกจากการถ่ายทอดบทเพลงเพื่อมวลชนแล้ว ภายในงานยังมีเวทีเสวนาเรื่อง “ก้าวข้ามความรุนแรงและกำแพงอคติ สู่สันติภาพในสังคมพหุวัฒนธรรม” โดยศาสตราจารย์กิตติคุณ วิทิต มันตาภรณ์ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นางนงภรณ์ รุ่งเพ็ชรวงศ์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ดร.เบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ โพธิวิชชาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒิประสานมิตร (มศว. ประสานมิตร) ซึ่งล้วนแล้วแต่ชี้ให้เห็นถึงการขาดความเท่าเทียมด้านสิทธิมนุษยชนของเหล่าชาติพันธุ์ทั้งสิ้น

ดร.เบญจรัตน์ ระบุว่า ในสังคมพหุวัฒนธรรมอย่างประเทศไทยนั้นจากการศึกษาวิจัยที่ผ่านมาพบว่าสังคมไทยเริ่มรู้จักเรื่องคนอยู่กับป่ามานานแล้ว แต่ผิดเพี้ยนตรงที่ เดิมทีนั้นโครงสร้างของสังคมและการเมืองมีการสร้างคำจำกัดความของคน (ชาติพันธุ์)ที่อยู่กับป่าว่า ส่วนมากพวกเขาอาจจะมีส่วนทำลายป่า หากจะอนุรักษ์พื้นที่ป่าจึงต้องเบียดขับออกและคนส่วนมากในสังคมมองว่านั่นเป็นเรื่องถูกต้อง เหมาะสม เห็นด้วย

 

แฟ้มภาพ ชนเผ่าพื้นเมืองในงานรณรงค์วันชนเผ่าพื้นเมือง

“อย่างแผนแม่บททวงคืนผืนป่าล่าสุดเราจะเห็นว่าคนภาคใต้ ภาคอีสานที่เป็นชาวบ้านทั่วไปก็เจอพิษถูกจับแยกออกจากป่า แต่ไม่เลวร้ายเท่าชาติพันธุ์ ที่พูดแบบนี้เพราะว่า หากเอาแผนแม่บททวงมาพูดโยงถึงชาติพันธุ์มันก็จะคล้ายๆกับยุคไล่คนดอย คนเขาออกมาเพื่อประกาศเขตป่า แต่ชาติพันธุ์โดนมากกว่านั้นคือโดนมองว่าทำลายป่า เผาป่า ทำไร่เลื่อนลอย ปลูกฝิ่น ค้ายา ค้าไม้ การโยกย้ายชาติพันธุ์ออกจากป่า จึงกลายเป็นเรื่องที่น่าสนับสนุนและหาคนค้านยาก เหมือนกะเหรี่ยงบางกลอยที่ถูกย้ายลงมาจากบ้านใจแผ่นดิน ทำไมรัฐจึงทำได้ง่ายนั่นเพราะส่วนหนึ่งคนไทยไม่ค่อยเข้าใจวิถีชีวิตกะเหรี่ยงและไม่เชื่อว่าพวกเขาอนุรักษ์ป่า ถามว่าใครล่ะ บอกว่าชาวเขาทำลายป่า เรื่องนี้สารานุกรมปี 2520 บอกว่าชาวเขา ม้ง เย้า กะเหรี่ยง ฯลฯ ทั้งหมดเลยค่ะชอบการโค่นล้มป่าไม้ 11 ปีผ่านไป ปี 2531 ข้อมูลทางการระบุซ้ำอีกว่า ชาวเขายากจน ทำไร่ปลูกฝิ่น ทำไร่เลื่อนลอย ชาวเขาจะทำลายป่าไปเรื่อยๆ เท่านั้นไม่พอยังมีการตอกย้ำข้อมูลนี้ด้วยการผลิตซ้ำผ่านละคร หนัง อีก คือหนีไม่พ้นเลย แต่ตอนนั้นจะเรียกแม้วบ้าง ชาวเขาบ้าง ต่อมาดีขึ้นนิดหนึ่ง ก็คือ เรียกชื่อตามชาติพันธุ์นั้นๆ ไม่เรียกเหมารวมว่าชาวเขาเช่นเดิม แต่ยังมีการสร้างวาทกรรมว่าพวกเขา แตกต่างอีกอยู่ดี ดิฉันเลยคิดว่าพอสร้างภาพแบบนี้เรื่อยๆ ชาติพันจึงเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมยากเพราะมีข้อมูลจากฝ่ายรัฐหนุนเสมอว่าเขาคือผู้ผิด” เบญจรัตน์ อธิบาย

นักวิชาการสถาบันสิทธิมนุษยชนฯ เพิ่มเล่าด้วยว่า กรณีบิลลี่ก็เป็นกรณีที่ตกเป็นเหยื่อนโยบายการอนุรักษ์ป่าไม้ และส่วนใหญ่ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อก็เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่เราเรียกกันว่าชาวเขา ซึ่งเป็นกลุ่มที่อาศัยอยู่ในป่าใกล้ชิดทรัพยากรป่าไม้เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ ซึ่งคนเหล้านั้นถูกกล่าวหาว่าทำลายทรัพยากร แต่ถ้าเราย้อนกลับไปว่าใครละที่เป็นคนบอกเราว่าชาวเขาเป็นคนทำลายป่า มีนักวิชาการชาวฝรั่งเศสท่านหนึ่งได้ทำการสำรวจเกี่ยวกับการขับไล่คนออกจาป่าพบว่าตั้งปี 2529-2548 มีประชาชนอย่างน้อย 50,000 คน ถูกขับไล่โดยนโยบายการอนุรักษ์ป่า ซึ่งสถานการณ์ตอนนี้ไม่ได้แตกต่างจากเมื่อก่อนเท่าไหร่ คนกลุ่มชาติพันธุ์ก็ถูกมองว่าเป็นอันตรายต่อป่าจึงโดนขับย้าย และเมื่อพวกเขาลุกออกมาสู้เพื่อสิทธิของตนเองก็ถูกกลับมองว่าไม่ใช่คนไทย เช่นกรณีของบิลลี่และกรณีของชัยภูมิ

ขณะที่ ดร.สุวิชาน อธิบายถึงกรณีบิลลี่และชัยภูมิว่า ทั้ง 2 กรณีนั้นเป็นผลผลิตจากความรุนแรงและอคติทางชาติพันธุ์ที่ทำให้วิถีชีวิตชนพื้นเมืองค่อยๆหมดความสำคัญช้าๆ ไม่ใช่เพียงชาวเขา เท่านั้นแต่ทางภาคใต้มีทั้งชาวเลและชาวไทยอีสานด้วย เมื่อสังคมสร้างอคติมากๆแล้วในวันหนึ่งมีเหตุความรุนแรงเกิดขึ้นกับพวกเรา ไม่ว่าจะจากฝ่ายใดก็ตาม ชาติพันธุ์มักถูกมองว่ากระทำสิ่งไม่ดี เจ้าหน้าที่รัฐ หรือใครก็ตามมีความชอบทำในการสร้างความรุนแรง อย่างชัยภูมินั้น คือ พอเอาคดียาเสพติดมาพูดให้สังคมรู้ หลายคนก็บอกว่าเหมาะสมแล้วที่ต้องจบชีวิตแบบนั้น โดยที่เหยื่อความรุนแรงไม่มีสิทธิอธิบายต่อสังคม

“เราจะทำอย่างไรให้ความเชื่อหรืออคติเหล่านั้นเปลี่ยน คือหนึ่งต้องมีการปรับเปลี่ยนข้อมูลการนำเสนอให้เห็นถึงความเป็นจริง ผมมองว่าถ้าตราบใดที่รัฐออกนโยบายใดก็ตามที่ส่งผลกระทบต่อวิถีของชาติพันธุ์ กระทบต่อคนดั้งเดิมไม่ว่าจะภาคไหนของประเทศ การออกนโยบายที่ไม่เป็นธรรมจะส่งผลให้เกิดความรุนแรงมากขึ้น และตราบใดที่นโยบายเหล่านี้ยังอยู่ก็มีโอกาสที่จะมีบิลลี่ 2 ชัยภูมิ 2 นโยบายที่ไม่เป็นธรรมเหล่านี้เป็นการสร้างเงื่อนไขที่สร้างความชอบธรรมให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ใช้นโยบายที่ไม่เป็นธรรมแบบนี้ การสร้างความรุนแรงแบบนี้คือการสร้างสันติภาพความรุนแรงดังนั้นเราจึงต้องป้องกันตัว เมื่อนโยบายที่ไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นคนที่ไม่ได้รับความเป็นก็ไม่ยอมแพ้จึงต้องเกิดการจัดการ การกำจัดด้วยความรุนแรงต่อไป” ดร.สุวิชาน ขยายความถึงต้นตอสาเหตุของความรุนแรงที่ส่วนหนึ่งมาจากนโยบายรัฐ

มิติของการคุ้มครองสิทธิจากมุมมองของรัฐนั้น “นงภรณ์” ระบุว่า อยากให้คนไทยได้รู้จักกรมคุ้มครองสิทธิ์ ที่เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญปี 2540 ดำเนินภารกิจ 4 ด้าน คือ 1.ป้องกันโดยส่งเสริมให้รู้สิทธิ์และเสรีภาพ ไม่ให้ละเมิดสิทธิของกันและกัน โดยเจาะไปที่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง 2. คือสร้างระบบทางเลือกในระบบยุติธรรม เป็นเรื่องของการไกล่เกลี่ย จะเน้นในเรื่องของภาคประชาชน ทางกรมคุ้มครองสิทธิ์มีศูนย์ไกล่เกลี่ยอยู่ทั่วประเทศ เพื่อรับเรื่องราวร้องทุกข์ อีกทั้งมีกองทุน ในการสนับสนุนหรืออำนวยความสะดวก 3.เน้นในเรื่องของกฎหมาย คือผู้ต้องหาต้องมีทนายความร่วมในการสอบสวน โดยจะให้ทนายพบกับผู้ต้องหาก่อนการสอบสวนเพื่อปรึกษาหารือกัน ก่อนจะมีการสอบสวนกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ยังรวมไปถึงการช่วยเหลือในกรณีต่าง ๆ อาทิการคุ้มครองพยานในคดีนั้น ๆ ซึ่งหากพยานรู้สึกไม่ปลอดภัยสร้างร้องขอให้คุ้มครองได้ มีที่อยู่ที่ปลอดภัยให้ด้วย และ 4.การสร้างหลักสิทธิมนุษยชน ต้องมีอนุมัติให้มีกฎหมายมารองรับ ต้องมีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับรู้ถึงสิทธิและเสรี

แม้ทัศนะของฝ่ายวิชาการ นักสิทธิมนุษยชนที่สะท้อนออกมาจะอธิบายถึงข้อจำกัดสิทธิของชาติพันธุ์ต่างๆ ไว้มากมายเพียงใด หรือจะมีข้อมูล งานวิจัย ออกมามากมายก็ตามแต่ประเทศไทยยังไม่สามารถก้าวพ้นวิธีคิดแบบเหมารวมได้สักครั้ง ขณะที่ชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเองกลับไม่เคยหยุดยั้ง หรือยอมจำนนต่อชะตากรรมที่เกิดขึ้น พวกเขายังคงเดินหน้าทวงคืนสิทธิและให้ข้อมูลกับสังคมต่อไป ดังความหมายในบทเพลงเพื่อมวลชนที่ “พิณนภา” ขับร้องในช่วงแรกเริ่มกิจกรรมจาก “บิลลี่”ถึง “ชัยภูมิ”ฯ ด้วยเชื่อว่าแต่ละชาติ แต่ละภพจะเกิดเป็นสิ่งใดก็ตาม หากมีเจตนาทำเพื่อสังคมส่วนรวมแล้ว เกิดและตายกี่ครั้งยังคงเจตนาเดิม

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.