ภาพ DVB

เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2560 นายโชคดี สมพรหม ตัวแทนเครือข่ายสิทธิคนจนพัฒนาภูเก็ต เปิดเผยว่า หลังจากการประกาศใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ปรากฏว่าขณะนี้ทางจังหวัดภูเก็ตกำลังแบกรับภาระการผลักดันแรงงานข้ามชาติกลับภูมิลำเนาจำนวนมาก โดยล่าสุดเมื่อวานนี้ (3 กรกฎาคม) ที่อาคารมิตรไมตรี ท่าเรือรัษฎา จังหวัดภูเก็ต เครือข่ายสิทธิคนจนฯ ได้ให้การช่วยเหลือแก่พี่น้องแรงงานข้ามชาติทั้งจากเกาะพีพีที่ล่องเรือมาที่ภูเก็ตและจากในเมืองภูเก็ตจำนวนกว่า 200 คน ที่รอการผลักดันจากเจ้าหน้าที่ความมั่นคง ซึ่งทราบว่าเมื่อชุดเดิมถูกผลักดันกลับ ชุดใหม่จะเข้ามากินมานอนในอาคารต่อ โดยน้ำ อาหารและยาบางส่วนได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกเครือข่าย ซึ่งในกลุ่มนั้นมีชาวเลราไวย์ อยู่ด้วย ซึ่งเมื่อวานนี้ทางเครือข่ายได้พยายามใช้สื่อโซเชียลเผยแพร่ภาพความเดือดร้อนและความลำบากของการจัดการแรงงานข้ามชาติที่มีทั้งเด็ก คนแก่ คนท้อง ปะปนกันไป และทั้งหมดล้วนไม่มีใบอนุญาตทำงาน ซึ่งบางคนก็ถูกนายจ้างเลิกจ้างกะทันหัน เงินเดือนของเดือนมิถุนายนยังไม่ได้ด้วยซ้ำก็ต้องหนีเอาตัวรอดทั้งสองฝ่ายเพราะการใช้กฎหมายแบบกะทันหัน

นายโชคดี กล่าวว่า เรื่องนี้ส่วนตัวไม่ได้ตั้งใจจะโทษรัฐด้านความมั่นคงอย่างเดียว แต่อยากให้มองถึงโครงสร้างของปัญหาว่า การเข้ามาของแรงงานกลุ่มนี้เกิดจากการเห็นแก่ตัวของนายจ้าง นายหน้าทั้งไทยและต่างชาติบางกลุ่มที่ต้องการแรงงานถูก แล้วใช้เส้นสายท้องถิ่นนำแรงงานเข้ามาอยากจ่ายน้อยๆ แต่ว่าได้ค่าหัวคุ้ม ซึ่งในจังหวัดภูเก็ตนั้นค่าแรงไม่ได้ต่ำแบบจังหวัดสมุทรสาคร หรือเมืองอื่นๆที่เป็นการทำประมงพาณิชย์ แต่ภูเก็ตเป็นเมืองค่าครองชีพแพง คนในท้องถิ่นยังอยู่ยาก ดังนั้นแรงงานกลุ่มนี้เมื่อเข้ามาแล้วส่วนมากก็เก็บเงินกลับไปตั้งหลักที่ประเทศบ้านเกิด งานที่เข้ามาทำมีทั้งการขายของ รับจ้างในร้านอาหาร และรับเหมาก่อสร้าง บางคนเข้ามาแบบถูกกฎหมายแต่เมื่อใบอนุญาตหมดอายุก็ต้องหาเงินส่งค่าหัวนายหน้าก่อน ได้เงินยังไม่มาก จึงไม่ยอมกลับไปต่ออายุ ก็ปล่อยเลยตามเลย สุดท้ายก็ต้องทำงานแบบอยู่ภายใต้เงื่อนไขของนายจ้าง พอรัฐบาลจะมาตรวจสอบนายจ้างเองก็กลัวความผิดจึงลอยแพคนกลุ่มนี้

“ จะถามว่าเป็นภาระไหม มันก็เป็น แต่ไม่ช่วยได้ไหมเราทำไม่ได้ มันเหมือนเตี้ยอุ้มค่อมไง เราต่างรู้และเข้าใจว่าทั้งสองฝ่ายลำบาก จะยังไงเขาก็เป็นคนและพวกเรายินดีที่ได้ช่วย แต่ก็อยากได้ยิน ได้เห็นฝ่ายท้องถิ่นเข้ามาทำหน้าที่กันบ้าง เพราะปัญหาไม่ได้เกิดจากแรงงานข้ามชาติฝ่ายเดียว แต่คนโดนเล่นงานกลับเป็นแรงงานเท่านั้น ส่วนนายจ้างลอยตัว แล้วพอมีการผลักดันก็กลายเป็นว่าฝ่ายความมั่นคงไม่ได้เข้ามาอำนวยความสะดวกเลย นอกจากส่งกลับตามหน้าที่ ภาระการดูแลคนกลุ่มนี้มาตรฐานตรงไหนไม่รู้ ไม่ต้องถึงกับดูแลดีนะ แค่ดูแลกันบ้างและเข้าใจว่าไม่ว่ายังไงเขาก็คน เราก็คน พวกเราเองอยากจะช่วย เหนื่อยก็ช่วย อยากให้เห็นว่าพี่น้องคนจนเราไม่ได้แล้งน้ำใจและเราเองไม่ได้ทำตัวเป็นภาระประเทศ อย่างเรื่องอาสาเราก็ทำ เรื่องแรงงานครั้งนี้อีกเราก็ทำ ขณะที่ความยุติธรรมต่อคนจนประเทศไทยยังแย่ เราก็ไม่ได้ทิ้งใคร เพราะเข้าใจความลำบาก โดยปกติแล้วแรงงานที่เข้ามาในพื้นที่ตำบลราไวย์ และตัวจังหวัดภูเก็ต มีทั้งแรงงานฝีมือดีและแรงงานระดับล่าง ซึ่งแรงงานฝีมือดีก็คือได้ค่าแรงเฉลี่ยวันละ 400-500 บาท ส่วนแรงงานทั่วไปที่เพิ่งเข้ามาทำงานก่อสร้าง ทำประมง ทำร้านอาหารก็มีรายได้ไม่เกิน 300บาท แต่แรงงานบางส่วนคือมีความผูกพันกันกับชาวบ้านแถบนี้อย่างดี เป็นมิตรต่อกันและเอื้อเฟื้อกันขายของให้ชาวเล ให้คนจนถูกๆ ไม่เอาเปรียบเหมือนเจ้าของร้านคนไทยบางคน” ตัวแทนเครือข่ายสิทธิคนจน ฯ กล่าว

วันเดียวกันที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน และพล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกันแถลงข่าวถึงผลการประชุมคสช.เพื่อแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าว

นายวิษณุ กล่าวว่า คสช.เห็นความจำเป็นอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในการใช้ม.44 เพื่อแก้ปัญหาสำคัญ 2 เรื่อง คือการแก้ปัญหาอันเกิดจากการบังคับใช้พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย ซึ่งอธิบดีกรมเจ้าท่าจะได้มาอธิบายในโอกาสต่อไป โดยม.44 จะผ่อนผันขยายเวลาให้มาแจ้งเรื่องรุกลำน้ำ ออกไปอีก 60 วัน ถ้ามาแจ้งจะไม่มีโทษ เมื่อมาแจ้งแล้วจะมีการพิจารณาว่าควรอนุญาตหรือไม่ถ้าอนุญาตก็ต้องไปเสียค่าเช่าหรือค่าตอบแทนต่อท้องถิ่นตามระเบียบกระทรวงว่าเป็นประเภทใด อาทิ กระชังปลา เรือนแพ บ้าน อาคาร ถาวรวัตถุ ถ้าไม่ควร และไม่อนุญาตก็ต้องถูกรื้อ แต่ถ้าไม่มาแจ้งถูกรื้อทันที

นายวิษณุ กล่าวว่า และเรื่องการแก้ปัญหาอันเกิดจากการบังคับใช้พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ซึ่งกฎหมายสองฉบับนี้มีผลบังคับใช้ออกมาในเวลาใกล้เคียงกัน เกิดผลกระทบที่ค่อนข้างรุนแรง ซึ่งเป็นความจำเป็นที่ต้องประกาศใช้พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าว เป็นความจำเป็นที่ไทยต้องแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวตามพันธะกรณีที่เรามีกับต่างประเทศ ตามมาตรฐานสากล เรื่องไอยูยู ไม่เช่นนั้นเราจะถูกตอบโต้ทางการค้า โดยอ้างว่าเราหย่อนยานต่ำกว่ามาตรฐาน ทั้งนี้พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ออกมา 145 มาตรา ซึ่งถูกถามว่าทำไมไม่ออกเป็นพ.ร.บ. ก็เพราะสภาจะใช้เวลาพิจารณายาวนานกว่า 6 เดือนกว่าจะออกมาเป็นกฎหมายได้ แต่เวลาบีบว่าเราต้องออกมาในเวลาอันเร็วเพื่อสามารถบริหารจัดการได้หลายอย่าง ส่วนทำไมไม่ออกเป็นม.44 ตั้งแต่แรก ก็เพราะเราไม่เคยใช้ม.44 ออกกฎหมายถึง 145 มาตรา แต่การออกม.44นั้นต้องเป็นไปเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ชั่วคราว แต่พ.ร.ก.ต้องเป็นกฎหมายที่ยั่งยืนถาวร จึงต้องรอบคอบและรวดเร็วจึงออกมาเป็นพ.ร.ก.

นายวิษณุ กล่าวว่า เมื่อเห็นว่าพ.ร.ก.สำแดงฤทธิ์ ให้เกิดสุญญากาศแรงงานขึ้น ทางคสช.จึงออกคำสั่งตามมาตรา 44 โดยมีหลักการ ว่า ไทยกำหนดเจตนารมณ์ยืนยันว่า ถึงอย่างไรก็ยังมีนโยบายต่อต้านการค้ามนุษย์อย่างไม่ลดราวาศอก แต่ขณะเดียวกันเรามีความเป็นห่วงเศรษฐกิจภายในประเทศ ห่วงความสงบเรียบร้อยของสังคมในประเทศ เพื่อไม่ให้มีอะไรหยุดยั้งการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย การประกอบกิจการ การแข่งขันการค้าต่างประเทศ ดังนั้นจึงต้องช่วยเหลือในเรื่องนี้ ส่วนกรณีโทษแรงตาม 4 มาตราในพ.ร.ก.ที่ปรับ4-8 แสนบาท จึงให้ 4 มาตรานี้หยุดการใช้นั้นแล้วยืดเวลาออกไป อีก 6 เดือน หรือประมาณ 180 วัน เพราะเราไม่ต้องการให้แรงงานทะลักออกนอกประเทศในทีเดียว แต่ให้นายจ้างทำเป็นพลัดทีละชุดได้ เพื่อให้มีแรงงานหมุนเวียนอยู่ เพราะต่อรายจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ดังนั้นขยายให้ 6 เดือนสิ้นสุด 31 ธ.ค. 60 และเริ่มใช้พ.ร.ก. ในวันที่ 1 ม.ค. 61 เป็นต้นไปดังนั้นมีผลบังคับใช้พ.ร.ก.ปกติในบัดนั้น

นายวิษณุ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามคำสั่งม.44 ผ่อนคลายให้ ระหว่าง 6 เดือนนี้จะไม่มีการจับปรับดำเนินคดี ให้มีการผ่อนผันเรื่องการเข้าออกเมือง เหมือนที่เคยปฏิบัติในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยที่เจ้าหน้าที่ไม่ผิดตามม.157 แต่ถ้าเจ้าหน้าที่ไปจับจะโดนผิดม. 157เอง ในคำสั่งเขียนไว้ด้วยว่าไม่ให้เจ้าหน้าที่รีดไถ ไม่ให้เรียกเงิน ไม่ให้ทุจริต ไม่ให้เอาไปกักขังใดๆทั้งสิ้น แต่ห้ามอำนวยความสะดวกจนกระทั่งเซลฟี่กัน ขณะเดียวกันให้ระวังสกัดกั้นแรงงานใหม่ที่จะเข้ามา เพราะส่วนมากจะมีนายหน้าคอยจัดการ ไม่ให้อาศัยเข้ามาด้วย และให้กระทรวงแรงงานใช้เวลา 6 เดือนนี้ไปทบทวน พ.ร.ก.ฉบับนี้ว่าจะปรับปรุงแก้ไขอัตราโทษอย่างไร มีมาตรการอย่างไร ซึ่งนายมีชัย ฤชุพันธุ์ คสช.ก็ได้ท้วงเรื่องการออกระบบการอนุญาต หรือระบบกรรมการเท่าที่จำเป็น จึงให้กระทรวงแรงงานไปสำรวจความจำเป็น โดยนายกฯระบุว่าให้เวลากระทรวงแรงงานเพียง 4 เดือน แล้วอีก 2 เดือนรัฐบาลจะได้พิจารณา เผื่อจำเป็นต้องออกเป็นพ.ร.ก.แก้ไขก็ต้องออก
ด้านสื่อมวลชนในพม่าได้ให้ความสนใจกรณีการอพยพของแรงงานชาวพม่าออกจากประเทศไทย โดยสื่อหลายฉบับ อาทิ Mon News Agency , Tai FreedomและIrrawaddy ได้รายงานว่า มูลนิธิเพื่อการศึกษาและการพัฒนา(Foundation for Education and Development) ซึ่งช่วยเหลือแรงงานพม่าที่อยู่ในประเทศไทย ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลพม่า NLD เจรจากับรัฐบาลไทยกรณีที่จับกุมแรงงานพม่าผิดกฎหมายและไม่มีแอกสารแสดงตน นอกจากนี้เรียกร้องให้ช่วยเหลือแรงงานสามารถกลับบ้านอย่างมีศักดิ์ศรี

“แม้ทางการไทยจะประกาศไม่จับกุมแรงงานชาวต่างชาติแล้วในตอนนี้ แต่ทางเราก็ยังได้รับรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจไทยบางคนยังคงเดินหน้าจับกุมแรงงานภายใต้กฎหมายใหม่ และทันทีเมื่อแรงงานถูกจับ พวกเขาก็ถูกส่งตัวไปยังอำเภอแม่สอด และผ่านชายแดนไปยังเมืองเมียวดี แต่ก็มีแรงงานบางส่วนถูกส่งไปยังสถานที่กุมขังใน จ.ระนอง ซึ่งขณะนี้ทางเรากำลังช่วยเหลือพวกเขาอยู่” นายอูทูชิด ผู้ประสานงานมูลนิธิฯกล่าว

ทั้งนี้สื่อพม่ายังรายงานด้วยว่า ภายหลังไทยประกาศใช้กฎหมายด้านแรงงานฉบับใหม่ มีแรงงานหลายหมื่นคนตัดสินใจเดินทางกลับบ้าน โดยเฉพาะตรงชายแดนด้านอำเภอแม่สอด – เมียวดี และที่ จ.ระนอง – เมืองเกาะสองของพม่า มีแรงงานเดินทางกลับตรงชายแดนทั้ง 2 แห่งมากกว่า 3,000 คนต่อวัน ด้านหน่วยงานท้องถิ่นและองค์กรภาคสังคมที่เกาะสองได้ให้การต้อนรับการกลับบ้านและช่วยเหลือแรงานพม่าที่เดินทางกลับด้านชายแดนเกาะสอง

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า ทางนางอองซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐ รวมถึงนายอูจ่อ เซยะ เลขาธิการด้านกระทรวงการฝ่ายต่างประเทศของพม่าได้พบกับเอกอัครราชทูตไทยเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อพูดคุยถึงปัญหาที่เกิดขึ้น “เราได้บอกทางฝ่ายไทยว่า ให้ปฏิบัติโดยมองเห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ซึ่งทางเอกอัคราชทูตไทยเข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้นและจะนำเอาเรื่องที่ทางฝ่ายเรากังวลใจไปแจ้งให้ทางรัฐบาลไทยรับทราบ” นายอูซอเท ผู้อำนวยการทั่วไปของสำนักประธานาธิบดีพม่ากล่าวให้สัมภาษณ์

อีกด้านหนึ่งสภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน/กองทัพรัฐฉานใต้ (RCSS/SSA) ได้ออกแถลงการณ์ในวันนี้ (4 ก.ค.)พร้อมที่จะช่วยเหลือแรงงานไทใหญ่ที่ไม่มีเอกสารและกำลังเผชิญกับความยากลำบากในการเดินทางกลับบ้าน โดยสามารถขอความช่วยเหลือและประสานไปยัง RCSS/SSA ได้ นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้แรงงานชาวไทใหญ่ปฏิบัติตัวให้ถูกต้องตามกฎหมายตามที่กฎหมายไทยระบุไว้และควรศึกษากฎหมายด้านแรงงานฉบับใหม่ของไทย

 

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.