เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 ที่กระทรวงแรงงาน มีเวทีเสวนาเรื่อง “พระราชกำหนดการบริหารจัดการ การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ปวงชนชาวไทยได้อะไร ? โดยมีตัวแทนจากหลายภาคส่วนเข้าร่วมเสวนา

นายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า การออกพระราชกำหนด ( พรก.)การบริหารจัดการการทำงานแรงงานต่างด้าว พ.ศ.2560 เนื่องจากเพราะเป็นเรื่องเร่งด่วนต้องดำเนินการ เพราะมีความพยายามแก้ปัญหาแรงข้ามชาติมาแล้วในหลายรัฐบาลแต่ไม่สำเร็จ โดย พรก.ฉบับนี้ มีข้อดี ไม่อยากให้มองเรื่องการเพิ่มโทษลูกจ้างและนายจ้างที่สูงขึ้นเพียงอย่างเดียว อาทิ เรื่องการกำหนดค่าธรรมเนียมในการใช้งานแรงงาน แก้ปัญหาการทำงานที่ไม่ตรงตามใบอนุญาตโดยสาระสำคัญของพรก.นี้ ประชาชนทั้ง 65 ล้านคนได้รับประโยชน์ ไม่ได้เป็นการเอื้อประโยชน์เฉพาะกับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอย่างแน่นอน

อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวด้วยว่า เหตุผลการออกกฎหมายดังกล่าวเป็น พรก. เพื่อแสดงถึงความจำเป็นแล้เร่งด่วนของกฎหมายที่เป็นมาตรการเฉพาะการ ซึ่งปัญหาแรงงานต่างด้าวของไทยจำเป็นต้องมีการจัดการ เนื่องจากในอดีตการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว ยังไม่มีระบบรองรับที่ได้มาตรฐาน ส่งผลให้การนำเข้าแรงงานต่างด้าวนั้น ยังมีข้อบกพร่อง จึงต้องมีการปรับปรุงแก้ไข และเพื่อให้มีความสอดคล้องกับระบบเศรษฐกิจ ที่เชื่อมโยงไปถึงการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ โดยสาระสำคัญมีมากมาย แต่ประชาชนส่วนใหญ่ได้ให้ความสนใจที่บทลงโทษ และค่าทำเนียมการใช้แรงงานมากกว่าเนื้อหาดีๆด้านอื่น อย่างไรก็ตามการใช้แรงงานต่างด้าวนั้นจำเป็นต้องใช้ให้ตรงกับใบรับรองการทำงาน และใบอนุญาต เพื่อป้องกันการสูญหาย การก่อเหตุอาชญากรรมพร้อมกำหนดให้มีความชัดเจนว่าแรงงานดังกล่าวทำงานอยู่ที่ใด โดยนายจ้างจะต้องมีการรับรอง ทั้งนี้กฎหมายดังกล่าวจะให้อำนาจ รมว.แรงงาน ในการกำหนดโควต้าแรงงานต่างด้าวในแต่ละพื้นที่ พร้อมเป็นผู้อนุมัติอาชีพตามคำร้องขอ เพราะต้องมีการพิจารณาว่าอาชีพดังกล่าวมีการสงวนไว้เฉพาะสำหรับคนไทยหรือไม่

แฟ้มภาพ

“ไม่ต้องห่วงว่ากฎหมายนี้จะไปเอาผิดลูกจ้างนะครับ เพราะหากนายจ้างใช้งานลูกจ้างโดยไม่มีใบอนุญาตที่ถูกต้องนั้นจะมีโทษปรับขั้นต่ำ4 – 8แสนบาท หรือการใช้ลูกจ้างไม่ตรงตามคำขอ หรือผิดนายจ้าง ให้อัตราเท่ากัน เป็นการเพิ่มโทษนายจ้าง แต่จะไม่ปรับลูกจ้างเพิ่ม เพราะเห็นว่าหากนายจ้างไม่จ้างแรงงานผิดกฎหมาย ก็จะไม่มีแรงงานผิดกฎหมาย ส่วนตัวมองว่าทุกอย่างขึ้นอยู่ที่จิตสำนึกของนายจ้างที่จะต้องทำให้ทุกอย่างถูกกฎหมาย เพื่อทำให้คนเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง ถ้าหากการนำเข้าแรงงานผิดกฎหมายเข้ามาแล้วปรากฏว่ามีคนของกรมจัดหางานไปร่วมขบวนการทำเรื่องเลวๆ เช่นนี้ผมไม่ช่วยแต่ผมจะซ้ำ ตอนนี้เราไม่พบตัวเลขการจ้างงานแรงงานผิดกฎหมายที่แน่ชัดก็จริง เพราะผมเชื่อว่าไม่มีใครกล้าเดินเข้ามาบอกผม แต่ผมคิดว่าตัวเลขนี้ไม่น่าจะมีเกิน 1.2 ล้านคน ตัวเลขนี้ผมประเมินจากการเซ็ทซีโร่ช่วงอดีตที่ผ่านมา ที่เรามีการจัดระเบียบแล้วพบแรงงานทยอยมาลงทะเบียนถูกกฎหมาย” อธิบดีกรมการจัดหางานกล่าว

นายวรานนท์ กล่าวด้วยว่าโดยที่ผ่านมานั้นประเทศไทยได้มีการประสานร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อทำMOU ร่วมกันในปี 2558 ที่เน้นขั้นตอนสะดวก รวดเร็ว ประหยัด มาถึงปีนี้ทางทางกรมได้เตรียมเปิดศูนย์รับแจ้งข้อมูลผู้ใช้แรงงานต่างด้าวทุกจังหวัด จังหวัดละ 1 หน่วยและในพื้นที่ กรุงเทพฯ มี 10 หน่วย โดยจะเปิดเป็นศูนย์ชั่วคราวยาวนานราว 15 วัน เพื่อรับลงทะเบียนคัดกรองแรงงาน และทำเอกสารรับรอง เพื่อให้นายจ้างและลูกจ้างมาลงทะเบียนโดยที่ลูกจ้างไม่ต้องกลับประเทศต้นทางไปทำข้อมูล แต่จะมีการประสานข้อมูลกันของทางการไทยและประเทศต้นทาง เพื่อให้นายจ้างมารับรองว่าเป็นนายจ้างลูกจ้างกันจริงหรือไม่ ทั้งนี้กรณี พรก.ดังกล่าวนั้น คสช. ออกคำสั่งตามมาตรา44 ให้ยืดระยะเวลาการบังคับใช้ออกไป 180 วันนั้น หมายถึง ให้ยกเว้นการบังคับใช้กฎหมาย โดยจะไม่เอาผิดกับลูกจ้างนายจ้างที่มาขึ้นทะเบียนช่วงนี้ แม้ว่าจะมีการจับกุมและตรวจเอกสารอยู่ก็ตามแต่จะไม่มีบทลงโทษ

ด้านนายสมพงค์ สระแก้ว ผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน หรือ LPN กล่าวว่า ในอดีตมีแรงงานที่ไม่ถูกกฎหมายไม่มีเอกสารถูกต้องประมาณ 80-90% ซึ่งส่งผลไปถึงปัญหาการค้ามนุษย์ ที่มีมากในภาคประมง ที่นำไปสู่การละเมิดสิทธิแรงงาน เช่น การใช้แรงงานเด็กหรือ การบังคับแรงงาน จากอดีตถึงปัจจุบัน ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้นานาชาติจับตามองปัญหาแรงงานที่เกิดขึ้นในไทย แต่หากมีการประกาศใช้ พรก ดังกล่าว ส่วนตัวเห็นว่าจะทำให้แรงงานผิดกฎหมายลดลงได้ชัดเจน พร้อมทำให้มีนายจ้างที่ดี ที่มีการจัดการอย่างเป็นระบบ ไม่มีการบังคับแรงงานเกิดขึ้น แรงงานได้รับสิทธิสวัสดิการ อย่างถูกกฎหมาย พร้อมเชื่อว่า จะสามารถลดปัญหาแรงงานได้มาก ทั้งนี้เชื่อว่าเบื้องต้นการออก พรก. ดังกล่าวจะกระทบต่อเศรษฐกิจฐานราก เช่น พ่อค้าแม่ค้าที่ขายของกินของใช้ให้แรงงาน ซึ่งแรงงานจะไม่กล้าออกมาจับจ่ายซื้อของเพราะหวั่นจะโดนจับกุม พร้อมมีความคิดที่จะเก็บเงินไว้ใช้ในอนาคตหากมีความไม่แน่นอน หรือถูกส่งกลับ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าปัจจุบัน ระบบการตีส่วยตีกินยังมีทุกพื้นที่ ซึ่งหากมีระบบการจัดการที่ดี มีการลงทะเบียนที่ถูกต้องแรงงานจะไม่หนีไปไหน ที่จะส่งผลให้ทำผิดกฎหมายต่างๆ ซึ่ง กฎหมายดังกล่าวมีการบริหารจัดการครอบคลุมหลายประเด็น ที่อาจทำให้เกิดประโยชน์ ที่ส่งผลให้ประเทศสามารถขับเคลื่อนไปได้

“ตอนนี้ที่ผมคุยกับสายทางภูเก็ต และพัทยา บอกว่าหลายพื้นที่ปิดบริการร้านอาหาร เพราะว่าเอาแรงงานไปซ่อนไว้ กลัวถูกเอาผิด” นายสมพงค์ กล่าว

ดร.แล ดิลกวิทยรัตน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ต้องทำให้เห็นชัดเจนว่าความโกลาหลที่แรงงานข้ามชาติทยอยกลับมาตลอดช่วง 4-5 วันที่ผ่านมานั้นไม่ได้เกิดจากเนื้อหาของกฎหมายที่ออกมา แต่เป็นบริหารจัดการการใช้กฎหมายที่ต้องมาตั้งคำถามว่าเหมาะสมหรือไม่ และทำให้แรงงานข้ามชาติที่อยู่ในประเทศพอใช้หรือไม่อย่างไร จากการบังคับใช้กฎหมายเพื่อหวังอำนวยความเรียบร้อย ซึ่งจะเห็นได้ว่าผลกระทบจากกระบวนการใช้กฎหมายนี้ เกิดขึ้นกับกับกระบวนการผลิตในภาคธุรกิจอย่างเห็นได้ชัด

ดร.แล กล่าวต่อว่า คำถามที่ต้องถามต่อมาคือออกกฎหมายมาเพื่อต้องการแก้ปัญหาอะไร ถ้าต้องการให้สอดคล้องกับการใช้มาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา(เทียร์) หรือสหภาพยุโรป(อียู)(ไอยูยู) นั้น ที่เราต้องดูคือที่ผ่านมาการใช้แรงงานเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ การออกกฎหมายมาไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์เรื่องนี้ดีขึ้นแต่อย่างใด ส่วนอัตราการลงโทษที่สูงขึ้นนั้น จะทำให้อัตราการหนีกฎหมายจะแพงขึ้นด้วย ซึ่งแง่หนึ่งที่ผ่านมาที่คนไม่ทำให้ถูกกฎหมายเพราะว่ามันแพง คนจึงเลือกไม่ทำตามกฎหมาย โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็ก และลูกจ้างจนๆ

“การจะแก้ปัญหาเรื่องแรงงานข้ามชาตินั้นไม่ใช่ว่าออกกฎหมายมาแล้วจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น แต่ที่รัฐต้องทำคือทำให้กระบวนการขึ้นทะเบียนนั้นถูกลง และให้คนหันกลับมาใช้วิธีการที่ถูกกฎหมายง่ายขึ้นด้วย และต้องทำให้สะดวกและรวดเร็วด้วย โดยความแตกตื่นโกลาหลที่ผ่านมา ยังเอื้อต่อการติดสินบนอีกด้วย ฉะนั้นปรากฏการณ์เช่นนี้ จะทำให้คนที่ทำข้อมูลทิป รีพอร์ต และไอยูยูจับตาดูด้วย นอกจากไม่ช่วยเพิ่มเครดิตให้ประเทศแล้ว ความโกลาหลแตกตื่นที่เกิดขึ้นยังส่งผลกระทบเศรษฐกิจ ธุรกิจ และความมั่นคงของประเทศด้วย โดยเฉพาะเศรษฐกิจที่ถูกเขย่าอย่างแรง อย่างน้อยก็ระยะหนึ่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการเสวนาได้เปิดให้มีการแสดงความคิดเห็นของผู้ที่มาร่วมงาน ซึ่งโดยส่วนมากต่างแสดงความกังวล และไม่เห็นด้วยที่มีการประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้ออกมา

ขณะเดียวกัน เครือข่ายประชากรข้ามชาติ ได้ทำหนังสือ เรื่องข้อเรียกร้องเครือข่ายประชากรข้ามชาติต่อการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติ ถึงนายกรัฐมนตรี ความว่า นับตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน ที่พรก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 มีผลบังคับใช้ ทำให้เกิดกระแสความกังวลทั้งฝ่ายลูกจ้าง นายจ้าง ถึงบทลงโทษที่รุนแรง จากข้อมูลสมาชิกเครือข่ายพบว่า ณ วันที่ 4 กรกฎาคม 2560 มีแรงงานพม่าเดินทางกลับประเทศต้นทางแล้วประมาณ 2 แสนราย ทั้งช่องทางของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และช่องทางธรรมชาติ ส่วนแรงงานกัมพูชา เดินทางกลับประเทศต้นทางผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองอรัญประเทศ 4,921 ราย ส่วนด่านตรวจคนเข้าเมือง และช่องทางธรรมชาติอื่นๆยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน

ในหนังสือระบุว่าการไหลกลับโดยที่ไม่มีทิศทางด้านการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ส่งผลโดยตรงต่อความพยายามของรัฐในการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติให้มีสถานะที่ถูกกฎหมาย เพื่อป้องกันการขยายตัวของปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการกระทำค้ามนุษย์ พร้อมทั้งเสนอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาแรงงานข้ามชาติ ตามสถานภาพในแรงงานกลุ่มต่างๆให้ตรงกับความเป็นจริง โดยเครือข่ายเห็นว่า ในระยะต่อไป รัฐบาลควรจัดทำร่าง พรก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่….) พ.ศ. … เพื่อทบทวนยกเลิก หรือแก้ไขกฎหมายที่ไม่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติ
​นายออง โจ รองประธานเครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ (MWRN) กล่าวว่า มาตรการ MOU เรื่องการนำเข้าแรงงานข้ามชาติระหว่างไทยกับพม่านั้นเกือบดีแต่ไม่ดี อย่างกรณีพื้นที่สมุทรสาครนั้น มีลูกจ้างร้องเรียนมาว่า บางคนไม่ทราบกฎหมายเรื่องการต่อใบอนุญาตและการเดินเรื่องทำเอกสารประกอบการทำงานในประเทศไทย ขณะที่นายจ้างส่วนมาก ก็ละเลย และไม่สนใจช่วยกลับไปจ้างงานนายหน้าเดินเรื่องแทนแล้วหักเงินจากลูกจ้าง เช่น ค่าดำเนินการตามปกติราว 3,000 บาท ถ้าเพิ่มค่านายหน้าไปแล้วจะจ่ายราว 6,000-7,000 บาท ซึ่งกฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายแต่ขอเท็จจริงนายจ้างมาหักเงินค่าแรงจากลูกจ้าง

​นาย ซา ทุย ส่วย ( Sai Tun Shwe)เครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงาน ฯให้สัมภาษณ์ว่า หลังจากใช้ พรก.แรงงานต่างด้าวมานั้นพบว่า ปัญหาอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นต่อกลุ่มแรงงานคือ ความเกรงกลัวต่อกฎหมายและกลัวการจับกุม จึงพยามกลับประเทศต้นทางแต่การกลับไม่ง่ายเพราะถูกเรียกเก็บส่วยค่าผ่านทางเฉลี่ยรายละไม่ต่ำกว่า 2,600 บาท สูงสุดถึง 8,000บาท โดยอัตรานี้ขึ้นอยู่กับค่าครองชีพและค่าจ้างในแต่ละพื้นที่ ถ้าเป็นเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตอาจจะต้องจ่ายค่านำกลับประเทศสูงถึง 6,000-8,000บาท แต่ถ้าเมืองอุตสาหกรรมทั่วไปจ่ายราว 2,600-4,800 บาท

“เงินจำนวนนี้แน่นอนว่าไม่ใช่ปัญหาของแรงงาน เขาหาได้อยู่แล้วแต่ผมถามว่า เงินที่จ่ายไปไปอยู่ที่ไหน ก็ตอบยาก ดังนั้นการออกกฎหมายต้องรอบคอบกว่านี้” นาย ซา ทุย กล่าว

วันเดียวกันที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการออก พ.ร.ก.บริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ที่ส่งผลกระทบให้แรงงานต่างด้าวต่างทยอยเดินทางกลับประเทศจำนวนมากว่า อย่าตื่นตระหนกเขาไปเดี๋ยวก็กลับมา อย่างไรก็ตามก็ต้องไปทำให้ถูกต้องตนก็ให้เวลาไปแล้ว 6 เดือน ผู้ประกอบการต้องรู้จักจัดระเบียบของตัวเองว่าจะอยู่กันอย่างเดิมหรืออย่างไรมันไปไม่ได้ทั้งหมด ทุกคนต้องปรับตัวเอง ระหว่างที่ให้เวลาก็ไปจัดสรรปันส่วนมา เมื่อคนเหล่านี้ออกไปจะเอาคนใหม่หรือไม่ เพราะมีเตรียมการขึ้นทะเบียนไว้อยู่แล้วที่ชายแดน แต่ถ้าจะเอาคนเก่าก็ต้องยอมรับตรงนี้ และไปทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย ตนได้บอกถึงความจำเป็นไปแล้ว ในเรื่องสินค้ามวลรวมของประเทศ ถ้าท่านประกอบการไม่ได้ตนก็เดือดร้อน รัฐบาลโดนทั้งขึ้นทั้งร่องอยู่แล้ว ก็ให้เวลาไปปรับเปลี่ยนตรงนี้ ทำทั้งระบบ แต่ไม่ใช่การยกเลิกกฎหมาย

“มีรัฐบาลไหนเคยทำไหมเล่า ไม่ต้องทำหรือยังไง ถ้านักการเมืองที่ออกมาพูดๆกันวันนี้ แล้วจะไม่ทำใช่ไหม ไม่ทำแล้วประเทศชาติมันเสียหาย วันข้างหน้าจะทำยังไง อีก 6 เดือนก็ไปจัดสรรว่าเอายังไง ถ้าไม่เอาคนเก่าก็ไปเอาคนใหม่ที่ชายแดน ซึ่งมีการพิสูจน์สัญชาติเรียบร้อยแล้ว อุตส่าห์ผ่อนผันให้ไปจดทะเบียน ไม่ส่งกลับทันทีก็ดีแล้ว ไม่อย่างนั้นก็จับออกหมด เพราะผิดกฎหมายหมด ให้เวลามาตั้ง 3 ปี ก็ไม่จัดระเบียบกัน ไม่ช่วยกัน อะไรที่เป็นช่องว่างกฎหมาก็ทำกันไป ถึงเวลาก็เรียกร้องว่าธุรกิจจะเสียหาย แล้วกฎหมายมันอยู่ตรงไหน ก็ค่อยๆปรับไป ตนเองก็ต้องช่วยตนเอง อย่าเรียกร้องกันมากนัก”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ส่วนกรณีที่ภาคเอกชนท้วงติงมาให้ทบทวนเรื่องโทษปรับที่มีอัตราที่สูงเกินไปนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็ต้องมีทบทวนกันอีกที เป็นเรื่องของกระทรวงแรงงาน ตนให้แนวทางไปแล้วว่าจะทำได้แค่ไหน รัฐบาลไม่ได้ต้องการไปไล่ล่าให้เศรษฐกิจเดือดร้อน แต่ต้องทำ อย่าไปหวังให้รัฐบาลอื่นทำ เขาไม่ทำอยู่แล้ว

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.