Search

จัดงานระดมทุนช่วยผู้หนีภัยสู้รบในรัฐกะเหรี่ยง สถานการณ์ไม่สงบแต่ชาวบ้านถูกตัดการช่วยเหลือ นักวิชาการชี้เหตุโต๊ะเจรจาสันติภาพพม่ามีแต่ผู้นำ-ขาดหลักประกันความปลอดภัยให้ชาวบ้าน


เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2560 นายสุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ ศิลปินชาวปกาเกอะญอ (กะเหรี่ยง) และอาจารย์ประมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒิ เปิดเผยว่า ช่วงที่ผ่านมาพวกเรารับรู้มาตลอดว่าพี่น้องกะเหรี่ยงในค่ายผู้ลี้ภัยมีความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก ต้องหนีภัยการสู้รบมาอยู่ตามแนวชายแดน เมื่อรู้ว่าที่ค่ายอิตุท่ากับค่ายอูแวโกลซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำสาละวิน ตรงกันข้ามกับอ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องอน กำลังถูกตัดความช่วยเหลือและไม่มีแม้แต่ข้าวสาร เครือข่ายกะเหรี่ยงในฝั่งไทยจึงได้รวมตัวในนามคณะทำงานกลุ่มเยาวชนกะเหรี่ยงชายแดน (BKYWG) เตรียมร่วมจัดงานระดมทุน “ซับน้ำตา อิตุท่า” ขึ้น โดยจะจัดขึ้นในวันที่ 30 กันยายนนี้ ที่ คริสตจักรสมานสามัคคี อ.แม่สอด จ.ตาก เพื่อเป็นการช่วยเหลือชาวบ้านในค่ายผู้ลี้ภัยในฐานะเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน โดยภายในงานจะมีการฉายภาพยนตร์สารคดีที่ถ่ายทอดเรื่องราวความฝันและความหวังของผู้คนในค่ายอิตุท่า การแสดงดนตรีเตหน่าเครือข่ายศิลปินชายขอบชายแดน และมีการเสวนาถึงสถานการณ์ในค่ายผู้ลี้ภัย แนวทางการช่วยเหลือ ที่มีตัวแทนคณะกรรมการช่วยเหลือค่ายผู้ลี้ภัยและตัวแทนเครือข่ายกะเหรี่ยงฝั่งไทยร่วมแลกเปลี่ยน รวมไปถึงกิจกรรมระดมทุนจากการขายของที่ระลึกและการบริจาค เพื่อส่งผ่านความช่วยเหลือให้กับชาวบ้านในค่ายผู้ลี้ภัยทั้งสองแห่ง

“แม้จะเส้นพรมแดนหรือเส้นแบ่งรัฐชาติ มีสถานการณ์การเมืองที่แตกต่าง แต่ในฐานะเผ่าพันธุ์เดียวกัน มีวิถีวัฒนธรรมร่วมกัน เมื่อมองย้อนว่าหากเราต้องตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันจะเป็นอย่างไร การช่วยเราก็ไม่ได้ไปหยิบอาวุธมาสู้ หรือเข้าไปฝักใฝ่ฝ่ายใด แต่เป็นการช่วยด้านปัจจัย 4 โดยเฉพาะอาหารที่เป็นสิ่งจำเป็น ช่วยเหลือด้วยความรักต่อพี่น้องกะเหรี่ยงกว่า 4 พันชีวิตในฐานะเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน” นายสุวิชชาน กล่าว

นายสุวิชาน กล่าวต่อว่า กิจกรรมนี้ยังเป็นการเปิดพื้นที่ให้สังคมได้รับรู้ถึงสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นในค่ายอิตุท่าและค่ายผู้ลี้ภัยอื่นๆ โดยเฉพาะเสียงจากชาวบ้านในพื้นที่ซึ่งจะถูกถ่ายทอดผ่านภาพยนตร์สารคดีและตัวแทนที่มาร่วมเสวนา และเป็นการเปิดพื้นที่ให้ผู้ที่ต้องการให้การช่วยเหลือได้มีโอกาสสนับสนุนให้ชาวบ้านสามารถอยู่รอดผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้ ไม่เช่นนั้นแล้วความเดือนร้อนของชาวบ้านในค่ายผู้ลี้ภัยก็จะถูกเก็บเอาไว้ในชายขอบหรือชายแดน อีกมุมหนึ่งอยากให้สังคมมองว่าปัจจุบันกำลังเข้าสู่สังคมอาเซียน ดังนั้นสิ่งที่เกิดกับชาวบ้านที่นี่ก็เหมือนเกิดกับชุมชนของเราทั้งหมด เพราะปัญหาจะกระทบถึงกัน ไม่ว่าจะเป็นการไหลทะลักของคนที่หนีตาย หรือแรงงานที่จะอพยพเข้ามาแสวงหาโอกาสในฝั่งไทย การช่วยเหลือก็เหมือนเราทำหน้าที่ของเพื่อนในชุมชนอาเซียน

นายสุวิชาน กล่าวอีกว่า จริง ๆ แล้วทุกคนอยากเห็นสันติภาพที่แท้จริงในพม่า แต่ตอนนี้เป็นเพียงขั้นตอนของกระบวนการสร้างสันติภาพเท่านั้น แต่กลับมีการสร้างกระแสข่าวว่าประเทศสงบสุขแล้วให้ชาวบ้านกลับบ้านได้ ทั้งที่ตอนนี้เป็นเพียงขั้นตอนที่จะนำไปสู้การปรองดองเท่านั้น อีกทั้งในขณะที่มีการเจรจาสันติภาพที่มีเงื่อนไขสำคัญคือไม่ให้แต่ละฝ่ายพัฒนากองกำลังหรือรุกคืบขยายพื้นที่ แต่ทหารพม่ากลับยังคงมีการเสริมกำลังและขยายฐานทหาร และยังมีการสู้รบ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่มีความจริงใจในข้อตกลงหยุดยิง เหมือนเป็นการยั่วยุ ดังนั้นชาวบ้านจึงกังวลในความปลอดภัยไม่กล้ากลับบ้าน ดังนั้นก็ต้องอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยต่อไป

ทั้งนี้ จากการทำข้อมูลของสำนักข่าวกะเหรี่ยง (Karen News) ระบุว่า ในช่วง 20 ปี ของการสู้รบภายในรัฐกะเหรี่ยง ประเทศพม่า ส่งผลให้ประชาชนในภาคตะวันออกของประเทศกว่า 600,000 คนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นภายในรัฐ และในช่วงปี 2017 ยังมีผู้พลัดถิ่นภายในรัฐมากกว่า 400,000 คน ตกอยู่ในสถานการณ์การสู้รบ และการละเมิดสิทธิมนุษยชน แม้อยู่ในช่วงการหยุดยิงเพื่อพัฒนาแนวทางสันติภาพภายในประเทศ ขณะที่มีผู้หนีภัยการสู้รบมากกว่า 1 แสนคน หนีภัยอยู่ในค่ายผู้หนีภัยการสู้รบในประเทศไทย และมีชาวบ้านอีกจำนวนมากที่ยังคงซ่อนตัวอาศัยอยู่ในป่าเขตรัฐกะเหรี่ยง

ด้าน ดร.ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร นักวิชาการโครงการศึกษาความขัดแย้งทางด้านชาติพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า สหประชาชาติเคยมีการออกรายงานเกี่ยวกับความขัดแย้งทั่วโลกพบว่า ความรุนแรงมีแนวโน้มจะปะทุขึ้นอีกหลังการเจรจาหยุดยิง ทำให้กระบวนการสันติภาพหยุดชะงักและผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือผู้หลบหนีภัยสงครามหรือประชาชน เมื่อมองมาที่สถานการณ์ในพม่าที่ยังคงมีความรุนแรงต่อเนื่อง เป็นเพราะในกระบวนการสันติภาพมีเพียงคู่ขัดแย้ง คือรัฐบาลกับผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์หรือกองกำลังติดอาวุธเท่านั้น ยังไม่มีการเปิดโอกาสให้ตัวแทนชาวบ้านในค่ายผู้หนีภัยสงครามหรือชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบ เข้าไปมีส่วนบนโต๊ะเจรจาสันติภาพ ดังนั้นจึงยังไม่มีการให้หลักประกันใด ๆ ต่อประชาชนโดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยเมื่อกลับสู่ถิ่นฐานเดิม ซึ่งจะนำไปสู่หลักประกันด้านต่าง ๆ เช่น สัญชาติ สิทธิในที่ดินทำกิน การจ้างงาน หรือสวัสดิการที่จะได้รับจากรัฐ

“กระบวนการสันติภาพตอนนี้เป็นการเจรจาของชนชั้นนำเท่านั้น ยังไม่มีการเปิดโอกาสให้ชาวบ้านเข้าไปมีส่วนร่วม ข้อตกลงต่าง ๆ จึงยังไม่มีอะไรเป็นหลักประกันให้แก้ผู้หนีภัยสงครามหรือผู้ลี้ภัยได้เลย ฉะนั้นชาวบ้านหรือกลุ่มคนชายขอบก็ยังตกเป็นเหยื่อสงครามในทุกค่ายในเขตชายแดน ทั้งของไทใหญ่และกะเหรี่ยง และเมื่อเจอสถานการณ์ที่องค์กรต่างประเทศให้หยุดการช่วยเหลือ ชาวบ้านก็ไม่มั่นใจว่ากลับถิ่นฐานเดิมแล้วจะเจอกับอะไร โดยเฉพาะกับระเบิดที่สารพัดกลุ่มวางไว้ทั่วไปหมด ก็ยังไม่มีการเคลียร์ระเบิดออกไป และเรื่องสิทธิที่ทำกินก็เป็นเรื่องใหญ่มาก แต่ทั้งหมดจะคลี่คลายได้ถ้าบนโต๊ะเจรจามีที่นั่งให้กับผู้ลี้ภัยกับชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง” ดร.ฐิติวุฒิ กล่าว

On Key

Related Posts