
เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2560 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์ ศูนย์อาเซียนศึกษา มธ.จัดเวทีเสวนาหัวข้อ ” วิกฤตโรฮิงญากับบทบาทของอาเซียน” โดยดร. ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร หัวหน้าโครงการศึกษาความขัดแย้งทางด้านชาติพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า พม่าเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธมากมายและเกิดขึ้นมานานแล้ว และภายในชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มจะมีกองกำลังแยกย่อยไปอีก ทีนี้เจตนาของแต่ละกลุ่มก็แตกต่างกัน และมีทั้งประเภทรวมกลุ่มเพื่อเคลื่อนไหวแบบการสู้รบและเชิงการเมือง ในตอนนี้ระดับท้องถิ่นนั้น พม่ามีความพยายามในการเจรจากับกองกำลังกลุ่มต่างๆเพื่อนำไปสู่การลงนามในสนธิสัญญาหยุดยิงทั่วประเทศ และพยายามใช้คำว่าเจรจาสันติภาพ มีเพียง 8กลุ่มเท่านั้นที่ลงนาม ซึ่งสากลจะจดจำชื่อได้ดีเช่น KPA ,KNU ฯลฯ แต่พม่ายังมีอีกหลายกลุ่มที่ไม่ร่วมลงนาม โดยในพม่าเองรู้จักดีว่ารัฐยะไข่ หรือ รัฐอาระกันนั้นมีกลุ่มโรฮิงญา มีมุสลิมที่ไม่ใช่โรฮิงญา และมีกลุ่มพุทธอาระกัน และมีกองกำลังชาวพุทธด้วย กลุ่มที่ลงนามแล้วเรียกว่า Arakan Liberation Army (ALA) แต่อีก 2 กลุ่มย่อยที่ยังไม่ลงนาม คือ 1 กลุ่ม Arakan National Council (ANC) 2 กลุ่มที่มาแรงมากและเติบโตมาด้วยการสร้างกำลังแทรกซึมในอาระกันได้ คือ กลุ่ม Arakan Army ( AA) กลุ่มนี้เคยมีการปะทะกับชาวพุทธที่รัฐยะไข่มาแล้ว
“กองกำลังในพม่าเหล่านี้มีความอยากจะผลักดันกระบวนการสันติภาพในมิติต่างๆ แต่ผมจะบอกว่าการเชื่อมโยงกำลังเหล่านี้ที่พูดมามีนัยยะเกี่ยวพันอย่างไร มีพันธมิตรอีกมั๊ย โดยพันธมิตรนั้นจะมีทั้งเกี่ยวพันแบบร่วมรบและร่วมต่อสู้ทางการเมือง จะพบว่ามีการหาแนวร่วมกับกลุ่มอื่นเพื่อเอาชนะกองกำลังพม่า และหากมามองกลุ่มโรฮิงญาเท่าที่หาข้อมูลมา คือ กลุ่มโรฮิงญามีกองกำลังเรียกว่า Arakan Rohinhya Salvation Army (ARSA) ซึ่งเป็นกลุ่มที่พม่าพยายามพูดถึงบ่อยๆ แต่ที่ร้ายกว่ากลุ่ม ARSA คือ กลุ่ม Rohingya Solidarity Organization ( RSO) อยากให้สังคมทำความเข้าใจว่าทำไมกลุ่มนี้ยังดำรงอยู่ โดยโครงสร้างความขัดแย้งในสงครามกลางเมืองแบบนี้นั้น มีมิติในการมองแค่ 3 อย่างเท่านั้นที่กองกำลังจะต้องมี คือ 1กำลังคน 2 อุดมการณ์ 3 เงิน โดยเปรียบเทียบ ARSA นั้นมีอุดมการณ์เช่นกันแต่แตกต่างจากกะเหรี่ยง คะฉิ่น มอญ เพราะ ARSA เขาโต้กลับเพราะถูกกดขี่ และไม่มีพันธมิตร อีกทั้งถูกทิ้งระยะห่างทั้งหมด ทั้งในรัฐยะไข่เองและในชาติพันธุ์อื่นด้วย เพราะบางคนมองว่าไกลตัวและบางกลุ่มมองว่าเขาเองยังต่อสู้เพื่อตนเองไม่ได้แล้วคงไม่ช่วย ตั้งแต่เกิดวิกฤติมีแค่กลุ่มเดียวเท่านั้นที่แสดงท่าทีห่วงใยต่อโรฮิงญา คือ กลุ่มกะเหรี่ยง ซึ่งเป็นเรื่องดี แต่เราควรตั้งคำถามว่าแล้วพันธมิตรของ ARSA คือใคร และที่ต้องดูคือว่า กองกำลังชาติพันธุ์ในพม่านั้นบางกลุ่มสนิทใกล้ชิดกับต่างประเทศ หรือประเทศใดประเทศหนึ่ง อีกประเด็นที่ยังหาคำตอบไม่ได้ คือ แหล่งเงินทุนของ ARSA มาจากไหน เพราะปกติการสนับสนุนกองกำลังจะมีทั้งบนดิน ใต้ดิน บางกลุ่มขายบุหรี่เถื่อน แต่ว่ากลุ่มนี้แปลกมากที่ไม่มีการพูดถึงเจตนารมณ์ของตนเอง เช่น ไม่ยอมบอกว่าต้องการจะแยกดินแดน หรือต้องการให้พม่าและกองกำลังอื่นยอมรับแบบใด ไม่เหมือนกลุ่มอื่นที่สื่อสารตรงๆว่าจะเอาอะไร ” ดร. ฐิติวุฒิ กล่าว

ดร. ฐิติวุฒิ กล่าวต่อว่า หลายคนเลยพยายามวิเคราะห์ว่าที่ ARSA ทำเพราะต้องการพื้นที่ใดหรือเปล่า หรือต้องการอย่างอื่น โดยเดาและสมมุติฐานไปว่าอาจจะต้องการพื้นที่ตะวันตกของรัฐยะไข่ ซึ่งสมมุติฐานนี้มาจากตำรวจพม่า และอีกมิติที่ไม่ควรมองข้ามคือ ความขัดแย้งของชาติพันธุ์พม่านั้นมีความเกี่ยวเนื่องทางการก่อการร้ายอยู่บ้าง โดยการก่อการร้ายในชาวอาระกันในพม่านั้นวิเคราะห์กันว่าก่อการร้ายเพื่อให้การตอบโต้ของฝ่ายตรงข้ามพลาดเป้าและเป้านี้ไปตกที่กลุ่มโรฮิงญาซึ่งต้องอพยพไปบังกลาเทศ และคำถามที่อาเซียนและโลกต้องจับตาคือ เมื่อชาวโรฮิงญาหรือชาวอาระกันผู้บริสุทธิ์ที่ไม่เกี่ยวกับ ARSAย้ายออกไปใครได้ประโยชน์ เพราะตอนนี้อาระกันเป็นแหล่งน้ำมัน และเป็นแหล่งถ่านหิน อาจจะเพราะทรัพยากรตรงนี้ก็ได้และขณะนี้จะเห็นว่ามีการทำกระบวนการข้อมูลข่าวสารล้นเกินปล่อยออกมาเรื่อยๆ ทั้งฝ่ายที่บอกว่าโจมตีเพราะอยากปราบก่อการร้าย และฝ่ายที่บอกว่าถืออาวุธป้องกันตัว
ด้านดร. ลลิตา หาญวงษ์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ชาติพันธุ์ในพม่ามีมากมายกว่า 135 กลุ่ม และประเทศในอาเซียนก็มีกลุ่มแบบนี้เช่นกัน แต่อาจจะน้อยกว่า ปัญหาที่อาเซียนควรตระหนักคือ การศึกษากรณีการเหยียดชาติของโรฮิงญา โดยเฉพาะกระแสความเกลียดชังที่หลายคนพยายามทำเป็นลืม เช่น ไม่ยอมเอ่ยชื่อโรฮิงญา เหมือน อองซานซูจี ผู้นำประเทศอื่นๆในอาเซียน ปฏิบัติ โดยประเทศอาเซียนเองควรศึกษาให้ลึกกว่านี้และมองปัญหาโรฮิงญาในมิติของสิทธิมนุษยชนมากกว่าความมั่นคงและชาตินิยม เช่น คนพม่า (ส่วนกลาง) ที่มักผลิตซ้ำข้อความ หรือสื่อให้โรฮิงญา คือเรียกพวกเขาว่า กะลา และเบงกาลี และพยายามสื่อสารว่าโรฮิงญาคือกลุ่มที่จะมายึดพม่าทำให้ศาสนาและประเทศล้มสลาย ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ทำให้โรฮิงญากลายเป็นอื่นและสันติภาพก็เกิดยาก หากอาเซียนไม่แสดงความเห็นใจต่อเรื่องนี้ปัญหาก็แก้ยาก
ขณะที่ ดร.มาโนชญ์ อารีย์ หัวหน้าภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) กล่าวว่า ศาสนาถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสร้างความขัดแย้งมากขึ้นเรื่อย ๆ ปัญหาโรฮิงญา คือปัญหาที่โลกมุสลิมให้ความสนใจในระดับเดียวกันกับความขัดแย้งที่ปาเลสไตน์ แต่เมื่ออาเซียนเจอปัญหานี้ก็ทำตัวเหมือนมือใหม่หัดขับ คือ ออกแถลงการณ์หลังอองซาน ซูจี และออกแถลงการณ์หลังจากชาวโรฮิงญาในอาระกันไหลไปบังกลาเทศแล้ว 5-6 แสนคน ขณะที่โลกมองโรฮิงญาด้วยสายตาห่วงใยแต่อาเซียนผู้ใกล้ชิดพม่ากลับมองโรฮิงญาเป็นปัญหาภายในของพม่าและไม่แสดงท่าทีต่อต้านพม่าเลย
“เชื่อว่าวิกฤตโรฮิงญาจะเหมือนไฟไหม้ฟาง คือ แป๊บเดียวจะหายไปเหมือนตอนปี 2012 ,2015 คือ เกิดขึ้นหลายกลุ่มให้ข่าวไปมาแล้วก็เงียบไป แต่บทบาทอาเซียนยังเหมือนเดิม คือ ไม่มีกลุ่มใดกล้าแทรกแซงพม่าในฐานะประเทศที่เพิ่งมีประชาธิปไตยเบ่งบาน จะให้พูดตรงๆคือประเด็นสิทธิมนุษยชนในอาเซียนยังอ่อนมาก ตอนนี้ที่ห่วงระยะยาวคือ วิกฤตผู้อพยพจากรัฐยะไข่ไปบังกลาเทศนั้นมีเด็กและเยาวชนไม่มีพ่อแม่เดินทางมาเอง เป็นกลุ่มกำพร้าราว 1,400 คนแล้วถามว่าถ้าเด็กกลุ่มนี้โตขึ้นท่ามกลางความไม่ยอมรับการกลับไปของโรฮิงญาในรัฐอาระกันจะเกิดอะไรขึ้น กลุ่มนี้เปราะบางมาก ถ้าเขาโตไปอาจจะเป็นเหมือนเด็กซีเรียที่บางกลุ่ม บางคนถูกกลุ่มก่อการร้ายใช้เป็นเครื่องมือโดยเอาความแค้นมาหล่อหลอม ดังนั้นปัญหาโรฮิงญาไม่ใช่เรื่องภายในพม่า แต่เป็นเรื่องสากลและอาเซียนคือใกล้ที่สุด ถ้ารวมตัวกันแล้วควรคุยกัน เตือนกันเรื่องนี้ อย่าง EU เขารวมตัวกันแม้ว่าจะรับมือกับผู้อพยพแต่เขาก็มีการตั้งเวทีเจรจากัน แต่เราไม่รู้ทำอะไรอยู่และเรื่องเกิดตั้งนานแถลงการณ์ค่อยมา มาช้าไปเป็นเดือนแล้ว แบบนี้จะแก้ปัญหายาก ” ดร.มาโนชญ์ กล่าว
/////////////////////////////



