
ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร
โครงการศึกษาความขัดแย้งทางด้านชาติพันธุ์
คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
โรฮิงยาในฐานะพ่อค้าข้ามพรมแดน
ก่อนเหตุการณ์ความรุนแรงทางศาสนา-ชาติพันธุ์ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2012 เป็นต้นมา พรมแดนระหว่างพม่าและบังคลาเทศถูกเชื่อมร้อยด้วยคนข้ามถิ่น/ข้ามชาติอย่างกระตือรือร้น โดยเฉพาะชาวโรฮิงยา แม้ว่าเขาเหล่านั้นมิได้มีสถานะเป็นพลเมืองของรัฐที่จะได้รับการปกป้องอย่างเต็มรูปแบบ แต่ชีวิตทางเศรษฐกิจนอกจากจะทำให้เกิดการอยู่รอดแล้ว ยังนำพาและสร้างสีสันการข้ามแดนของผู้คนได้อย่างน่าสนใจอีกด้วย หนึ่งในกิจกรรมทางเศรษฐกิจของชาวโรฮิงยาที่น่าสนใจคือ “การค้าวัวค้าควาย” ผ่านเส้นทางแม่น้ำนาฟ ซึ่งก่อให้เกิดรายได้กับทั้งฝ่ายรัฐพม่าและรัฐบังคลาเทศ เพราะการค้าเหล่านั้นโรฮิงยาในฐานะคนข้ามชาติทำหน้าที่นำส่งและกวาดต้อนสินค้าที่มีชีวิตผ่านด่านศุลากรได้อย่างต่อเนื่อง
คำถามที่น่าสนใจคือ ภายหลังเหตุการณ์ความรุนแรงผ่านพ้นไปแล้ว ก่อให้เกิดผลชีวิตทางเศรษฐกิจของการข้ามพรมแดนด้วยหรือไม่ ? โดยเฉพาะการถูกขับไล่ไสส่งโรฮิงยาจากต้นทางเศรษฐกิจของฝั่งพม่า ผู้เขียนเดินทางสำรวจพื้นที่ของพรมแดนเหล่านั้นด้วยระยะเวลาที่กระชับพบว่า การค้าขายระหว่างพรมแดนเหล่านั้นมิได้ขาดหายไปไหน กิจกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างรัฐยังทำได้เป็นปกติ สินค้าวัวควายยังสามารถเคลื่อนย้ายเพื่อสร้างกำไรได้ต่อไป หากแต่สิ่งที่เกิดขึ้นใหม่นั้นคือ “ผู้นำส่งสินค้า” ที่แต่เดิมเป็นชาวโรฮิงยา แต่กลับกลายเป็นค้าชาวพม่าซึ่งส่วนหนึ่งเป็นชาวพุทธอาระกันทดแทน
หากกล่าวในมิติการสร้างอัตลักษณ์หรือตัวตนของกิจกรรมทางเศรษฐกิจแล้ว การขับไสและสังหารชาวโรฮิงยาออกไปจากพื้นที่รัฐอาระกันมิได้ส่งผลกระทบต่อตัวตนทางวัฒนธรรมทางด้านชาติพันธุ์—ศาสนาเท่านั้น หากแต่ยังส่งผลกระทบไปยังตัวตนและอัตลักษณ์ของ “พ่อค้าข้ามแดน” ของโรฮิงยาอีกด้วย ความรุนแรงได้ทำหน้าในสองลักษณะทางเศรษฐกิจต่อกรณีที่กำลังเกิดขึ้น นั่นคือ การลบล้างพ่อค้าเดิมและสร้างพ่อค้าใหม่ขึ้นมาแทนในฐานะของกลุ่มคนที่เหลือ และยึดเขตพื้นที่ด้านเศรษฐกิจของฝั่งรัฐอาระกันไว้ นั่นคือชาวพุทธอาระกัน ซึ่งในระดับการปรับเปลี่ยนกิจกรรมทางเศรษฐกิจและตัวตนในพื้นที่ชายแดนในปัจจุบันกล่าวได้ว่ามีความรวดเร็วกว่าพื้นที่ตอนในของรัฐอาระกันเป็นอย่างยิ่ง

การรือฟื้นชีวิตทางด้านเศรษฐกิจ
สิ่งที่น่าสนใจคือ การศึกษาความรุนแรงทางด้านชาติพันธุ์-ศาสนาในพื้นที่ของรัฐอาระกัน มักจะให้ความสนใจภาพความรุนแรงและการหาช่องทางให้ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมสำหรับผู้ลี้ภัย แต่ในอีกด้านหนึ่งจะพบว่า ผู้ลี้ภัยเองมิได้ตกอยู่ในสถานะ “ความเป็นเหยื่อ” เท่านั้น กรณีของชาวโรฮิงยายังสามารถกลายเป็นผู้กระทำการฟื้นฟูและสร้างอัตลักษณ์/ตัวตน ภายใต้สภาวะที่ถูกเรียกว่าผู้ลี้ภัยขึ้นมาได้อีกด้วย ในพื้นที่เมืองค้อร์คบาซา ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชายแดนบังคลาเทศ-พม่า กลายเป็นสถานที่รองรับผู้ลี้ภัยจากพม่าซึ่งในปัจจุบันมีมากกว่า 600,000 คน กระจายอยู่ในค่ายต่างๆ อย่างแออัดยัดเอียด ผสมผสานกับเจ้าหน้าที่ให้ความช่วยเหลือจากประเทศต่างๆ ทั้งในด้านอาหาร สุขภาวะ และที่อยู่อาศัย
อย่างไรก็ตาม การอยู่รอดด้านเศรษฐกิจนั้น แม้ว่าผู้ลี้ภัยจำนวนหนึ่งจะได้รับบริจาคอาหารและเสื้อผ้าจากองค์กรการกุศลแล้ว พวกเราเหล่านั้นยังพยายามแสวงหาหารอยู่รอดในหลากหลายมิติ เช่น การเป็นลูกจ้างให้กับองค์กรการกุศลในค่ายผู้ลี้ภัย การเข้าไปรับจ้างค้าแรงงานกับชุมชนของบังคลาเทศในอยู่ติดกับค่าย คำถามหนึ่งถัดมาที่น่าสนใจคือ “อัตลักษณ์หรือตัวตนพ่อค้าพวกเขายังคงมีอยู่หรือไม่”
สิ่งที่ผู้เขียนพบคือ มีค่ายผู้ลี้ภัยแห่งหนึ่งตั้งอยู่ติดริมถนนใหญ่ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นค่ายผู้ลี้ภัยแรกที่มีการสร้างขึ้นมานานมากกว่า 15 ปี และเป็นค่ายที่มีจำนวนประชากรมากที่สุด บริเวณปากทางของค่ายถูกสร้างให้เป็นลานเอนกประสงค์สำหรับการพักผ่อนและเล่นกีฬาของเยาวชน นอกจากนั้นยังมีพื้นที่ส่วนหนึ่งถูกกันให้เป็น “ตลาดตอนเช้า” สำหรับผู้ลี้ภัยที่เข้ามาจับจ่ายใช้สอยสินค้าหรืออาหารมาประทังชีวิตนอกจากที่ได้รับจัดสรรจากองค์กรการกุศล ตัวอย่างของสินค้าที่ถูกนำมาขายส่วนใหญ่ เป็นจำพวกอาหาร ผักสด ปลาแห้ง เครื่องเทศ ฟืน ไก่มีชีวิต ซึ่งส่วนหนึ่งของสินค้าเหล่านี้มีการนำเข้ามาจากชุมชนภายนอกและเป็นไปเพื่อการดำรงชีวิเท่านั้น พ่อค้าในตลาดคือคนกลุ่มเดิมที่ปรับเปลี่ยนหน้าที่พร้อมกันกับการฟื้นฟู้และสร้างอัตลักษณ์ของพ่อค้าขาวโรฮิงยาขึ้นมาใหม่แต่ครั้งนี้ อัตลักษณ์มิได้ถูกสร้างขึ้นด้วยกิจกรรมทางเศรษฐกิจแบบเดิม หากแต่เป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ถูกจำกัดด้วยพื้นที่ถูกควบคุมที่เรียกว่า “ค่ายผู้ลี้ภัย”

รอยต่อตลาดชุมชน กับ รอยต่ออัตลักษณ์
การสร้างและต่อรองชีวิตทางเศรษฐกิจและอัตลักษณ์ของพ่อค้าโรฮิงยามิได้มีเพียงในค่ายผู้ลี้ภัยเท่านั้น หากแต่ยังอยู่บริเวณนอกค่ายผู้ลี้ภัย ซึ่งเป็นที่ตั้งของตลาดชุมชนของชาวบ้านชาวบังคลาเทศในท้องถิ่น พื้นที่ของตลาดชุมชนอยู่ติดบริเวณภายในค่ายผู้ลี้ภัย ฉะนั้น “พื้นที่รอยต่อ” ระหว่างชุมชนนอกค่ายและชุมชนภายในค่าย ตลาดจึงกลายเป็นพื้นที่ของปะทะ/ประสาน ตัวตนของกลุ่มคนทั้งสองได้อย่างกลมกลืน สินค้าที่ถูกนำมาขายส่วนหนึ่งคือ สินค้าอุปโภคบริโภคสมัยใหม่ เช่น ผงซักฟอกและเสื้อผ้าเป็นต้น โดยสินค้าที่ถูกนำมาวางจำหน่วยในกลุ่มนี้เป็นของพ่อค้าชาวบังคลาเทศ ส่วนพ่อค้าชาวโรฮิงยานั้น จะนำสินค้าจำพวกด้านการเกษตรที่สามรถปลูกได้อย่างง่ายๆในค่ายผู้ลี้ภัยมาวางขาย การทำหน้าที่ที่สำคัญของโรฮิงยาในตลาดภายนอกเช่นนี้คือการค้าขายแรงงานเสียมากกว่า ยกเว้นในกรณีของคนที่อพยพเข้ามาอยู่ฝั่งบังคลาเทศมาเป็นระยะเวลานานมากกว่า 10 ปี คนกลุ่มนี้สามารถสะสมทุนจนกลายเป็นเจ้าของร้านหรือแผงขนาดใหญ่ได้ รวมทั้งกลุ่มคนที่แต่งงานกับคนบังคลาเทศท้องถิ่นจนสามารถยกฐานะทางด้านเศรษฐกิจได้ในแนวทางเดียวกัน

หากมองกันอย่างคู่ขนานแล้ว ในสังคมภายนอกนั้น ความรุนแรงภายในรัฐอาระกันยังไม่ยุติ กระแสกดดันจากนานาประเทศสู่พม่าเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกระแสการยกระดับให้ความรุนแรงกลายเป็นเรื่องของ “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” หากแต่ชีวิตทางจุลภาคหรือส่วนท้องถิ่นในค่ายผู้ลี้ภัยนั้น กลับกลายเป็นพื้นที่รื้อฟื้นสร้างตัวตนของพ่อค้าโรฮิงยาขึ้นมาใหม่ กระแสจำนวนของผู้อพยพเข้ามาในค่ายที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นตัวแปรขยายขนาดตลาดภายในของค่ายผู้ลี้ภัยมากขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอุปสงค์และอุปทานที่มีมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากพื้นที่ของตลาดตอนในของค่ายผู้ลี้ภัยนั้นมิได้เป็นตลาดเพื่อการดำรงชีพเหมือนแต่เดิม แต่ยังมีสินค้าใหม่เข้ามา เช่น เสื้อผ้าและผลไม้จากจีนและอินเดีย เสื้อผ้าและกระเป๋า เป็นต้น ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้ค่ายผู้ลี้ภัยเองกลายเป็นกลไกของการสร้างเมืองและวิถีชุมชนทางเศรษฐกิจขึ้นมาอีกมิติหนึ่ง ทั้งยังเอื้ออำนวยให้เกิดพื้นที่ทางสังคมของผู้กระทำการทางเศรษฐกิจที่หลากหลายมายิ่งขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย ท้ายที่สุดแล้ว “อัตลักษณพ่อค้าโรฮิงยา” กลับมิได้หายไปพร้อมกับความรุนแรง หากแต่ยังสามารถฟื้นชีวิตขึ้นมาใหม่ภายใต้บริบทของค่ายผู้ลี้ภัยนั่นเอง