
เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2561 ที่ศูนย์ฝึกอบรมเด็กและสตรี มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) ตำบลแม่สลองนอก อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย มูลนิธิพชภ.ร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดกิจกรรมวันเด็ก “เด็กใกล้ฟ้า” โดยมีเด็กชาติพันธุ์ต่าง ๆ พร้อมด้วยผู้ปกครอง อาทิ ม้ง อาข่า ลีซอ เมี่ยน ลาหู่ ฯลฯ เข้าร่วมกว่า 200 คน สำหรับกิจกรรมทั่วไปมีลานกิจกรรมที่สร้างความบันเทิงและส่งเสริมกิจกรมเรียนรู้ที่หลากหลาย อาทิ กิจกรรมงานศิลปะโดย ‘เป้ สีน้ำ’ การแสดงดนตรี จากกลุ่มหลีบผา ลานส่งเสริมอาหารท้องถิ่น พร้อมซุ้มแจกหนังสือและของเล่น
นอกจากนี้มีเวทีเสวนาการพัฒนาสิทธิและสถานะบุคคลผู้สูงอายุไร้สัญชาติ สู่สังคมผู้สูงอายุในประเทศไทย โดยมีนางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) นายสมบูรณ์ ศิริเวช รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ตัวแทนสภาความมั่นคงแห่งชาติ ตัวแทนหน่วยงานระดับจังหวัดและอำเภอที่เกี่ยวข้อง และตัวแทนองค์กรภาคประชาสังคมร่วมเสวนาครั้งนี้

นางเตือนใจ ดีเทศน์ กสม.กล่าวว่า ผู้เฒ่าหรือผู้สูงอายุไร้รัฐและไร้สัญชาติถือเป็นกลุ่มคนที่มีความเปราะบางมาก เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนชาติพันธุ์ที่ไม่สามารถพูดภาษาไทยได้ ไม่มีความเข้าใจในสิทธิของตนเอง และไม่มีศักยภาพในการเรียกร้องสิทธิต่างๆ โดยอดีตที่ผ่านมาลูกหลานก็ไม่ได้ตระหนักถึงการมีสัญชาติไทยหรือการไปขึ้นทะเบียนเพื่อขอมีบัตรประชาชนหรือต้องได้รับการกำหนดสัญชาติ เช่น กรณีผู้เฒ่าไร้สัญชาติที่บ้านกิ่วสะไต อ.แม่จัน จ.เชียงราย พบว่ามีผู้เฒ่าที่เป็นแม่หม้ายจำนวน 16 ราย ที่เกิดในประเทศไทยยังไร้สัญชาติ ซึ่งปัจจุบันโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว ทำให้เมื่อมีการต้องติดต่อกับหน่วยงานราชการ การเข้ารับบริการโรงพยาบาล การเดินทางออกนอกพื้นที่ ไม่มีสิทธิเหมือนกับคนไทยโดยทั่วไป ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีปัญหาด้านสถานะบุคคล
นางเตือนใจ กล่าวต่อว่า ในแง่กฏหมายและการปฏิบัติการยังคงเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น พรบ.ผู้สูงอายุ กำหนดเกณฑ์อายุ 60 ปีขึ้นไปและต้องมีสัญชาติไทย อีกทั้งควรผ่อนปรนเงื่อนไขการตรวจสอบ เช่น บุคคลยืนยันที่ต้องอายุมากกว่าผู้เฒ่า 15 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะหาพยานตามเงื่อนไข และการตรวจสอบข้อมูลอาชญกรรมและการตรวจโรคที่มีขั้นตอนและความล่าช้า ทำให้ต้องเดินทางไปตรวจโรคหลายครั้ง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่สังคมและหน่วยงานควรตระหนัก รวมถึงการยกเว้นผ่อนปรนเงื่อนไขในบางกรณี ซึ่งข้อมูลและประเด็นต่างๆ กสม.จะนำเสนอข้อสรุปในการแก้ปัญหาระดับนโยบาย เพื่อนำไปสู่กระบวนการแก้ปัญหาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

นายกำพล จันทะยม ปลัดอำเภอเชียงของ จ.เชียงราย กล่าวว่า ชาวบ้านในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ปัญหาผู้เฒ่าไร้สัญชาติส่วนใหญ่เกิดจากการที่อดีตผู้เฒ่าที่เป็นแม่บ้านส่วนมากไม่เคยติดต่อกับราชการ แต่ปัจจุบันมีการเพิ่มสิทธิต่างไป เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ การเข้ารับบริการกับโรงพยาบาล ทำให้พบปัญหาไร้สัญชาติ ซึ่งขั้นตอนการแก้ปัญหายังพบปัญหาการสื่อสารในการสอบข้อเท็จจริงตามกระบวนการพิสูจน์สัญชาติ ทำให้หลายครั้งการบันทึกปากคำไม่ถูกต้อง หรือระบุการเกิดคลาดเคลื่อน สำหรับอำเภอเชียงของมีการยื่นคำร้องขอพิสูจน์สัญชาติ 170 คำร้อง แต่ยังมีผู้เฒ่าไร้สัญชาติที่หลงเหลืออยู่ในบางหมู่บ้าน
จึงต้องอาศัยเครือข่ายชาวบ้านในพื้นที่ช่วยกันกลั่นกรองและระบุการเกิด
นายชวลิต กิตติชัยพาณิชย์ ปลัดอำเภอแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า ขณะนี้มีการดำเนินการพิสูจน์สัญชาติแล้ว 9,448 ราย ปัญหาส่วนใหญ่ที่พบในกลุ่มผู้เฒ่าคือการออกหนังสือรับรองการเกิด ที่ไม่สามารถหาพยานรับรองการเกิดตามระเบียบที่กำหนดไว้ว่าผู้รับรองต้องมีอายุมากกว่า 15 ปีขึ้นไปได้ อย่างน้อย 3 คน อีกทั้งเอกสารทางทะเบียนของผู้เฒ่าส่วนใหญ่สูญหาย ดังนั้นจึงมีการแก้กฏเกณฑ์ให้เอื้อต่อการดำเนินการแก้ปัญหา
ด้านนายชุติ งามอุรุเลิศ ทนายความและนักวิชาการกฏหมายด้านสัญชาติ กล่าวว่า ปัญหาสำคัญอยู่ที่กฏหมายและกลไกที่เกี่ยวข้องไม่เอื้อต่อการแปลงสัญชาติในกลุ่มผู้เฒ่าให้ทำได้จริง เพราะบางรายดำเนินการขอพิสูจน์สัญชาติถึง 10 ปีก็ยังไม่ได้รับสัญชาติไทย แม้ว่ากฏหมายด้านสัญชาติในภาพรวมจะเป็นกฏหมายที่ดี แต่นโยบายและระดับปฏิบัตการเรียกร้องความสมบูรณ์ของหลักฐาน ซึ่งกับผู้เฒ่าถือเป็นเรื่องยากที่จะมีหลักฐานครบถ้วน และควรแก้ไขขอบเขตดุลพินิจ ที่น่าจะลดปัญหา ทำให้แปลงสัญชาติได้ง่ายขึ้น เช่น เกณฑ์รายได้ การร้องเพลงชาติไทย การพูดภาษไทย การวัดความรู้ เพราะผู้เฒ่าส่วนใหญ่ไม่เคยเรียนหนังสือ ดังนั้นควรใช้หลักความกลมกลืนสภาพสังคมความเป็นอยู่เป็นตัวชี้วัดมากกว่า
อนึ่ง ก่อนหน้านี้พชภ.ได้พาสื่อมวลชนหลายสำนักข่าวลงพื้นที่สำรวจข้อมูลกลุ่มผู้เฒ่าไร้สัญชาติที่บ้านกิ่วสะไต อ.แม่จันและบ้านป่าคาสุขใจ อ.แม่ฟ้าหลวง โดยพบว่าที่บ้านกิ่วสะไตมีหญิงสูงวัยจำนวนมากที่ยังไร้บัตรประชาชนทั้งๆ ที่เกิดในประเทศไทยและเคยผ่านการสำรวจมาแล้ว โดยสาเหตุสำคัญมาจากวิถีชีวิตของชาวอาข่าที่ผู้ชายมักออกไปทำหน้าที่นอกบ้านส่วนผู้หญิงอยู่บ้านและทำไร่ ดังนั้นเมื่อถูกเรียกไปทำเรื่องและรายงานตัว ทำให้ผู้ชายเป็นฝ่ายไป ส่วนผู้หญิงอยู่เฝ้าบ้าน เพราะในอดีตกว่าจะไปถึงอำเภอต้องเดินทางข้ามวันข้ามคืนเนื่องจากถนนหนทางไม่สะดวกและผู้หญิงอาข่าคิดว่าไม่จำเป็นต้องมีบัตรประชาชนก็ได้ ในที่สุดจึงมีแต่ฝ่ายชายและลูกๆ ต่างได้บัตรประชาชน ส่วนผู้หญิงมักถือบัตรต่างด้าว แต่ปัจจุบันมีการจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุ ทำให้คนเฒ่ากลุ่มนี้รู้สึกว่าตนเองน่าจะได้รับสิทธิเหล่านี้ด้วย
ส่วนที่บ้านป่าคาสุขใจนั้น ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านเป็นชาติพันธุ์อาข่าเช่นเดียวกัน แต่ส่วนใหญ่ในอดีตยุคบุกเบิกนั้น เป็นคนที่ย้ายมาจากฝั่งพม่า ดังนั้นการจะได้บัตรประชาชนต้องแปลงสัญชาติ.