
เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 15 มกราคม 2561 ที่โฮงเฮียนแม่น้ำโขง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ได้มีการเจรจาหารือระหว่างผู้แทนบริษัทต้าถัง(ลาว) เขื่อนไฟฟ้าปากแบ่ง จำกัดและตัวแทนภาคประชาชนริมแม่น้ำโขง นำโดยนายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ เกี่ยวกับโครงการสร้างเขื่อนปากแบ่ง ในสปป.ลาวซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนไทยเข้าไปในลาวกว่า 90 กิโลเมตร เนื่องจากชาวบ้านริมแม่น้ำโขงหวั่นเกรงในเรื่องผลกระทบข้ามแดน โดยมีนักวิชาการ เช่น ดร.ชยันต์ วรรธนะภูติ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้แทนกรมน้ำ ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมสังเกตการณ์ ซึ่งมีพล.ต.ต.ณัฐกณฑ์ การปลูก อดีตผบก.ภ.จว.สกลนครเป็นผู้ประสานงานให้กับบริษัทต้าถัง ที่น่าสนใจคือได้มีผู้แทนรัฐบาลลาวคือนายจันแสวง บุนนอง อธิบดีกรมนโยบายและแผน กระทรวงพลังงานและบ่อแร่ของลาว ได้เข้าร่วมชี้แจงด้วยโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารหลายสิบคนมาร่วมดูแล
ดร.ชยันต์ วรรธนะภูติ กล่าวว่าได้ติดตามกรณีแม่น้ำโขงมาโดยตลอด คำว่าแม่ ในภาษาไทย ลาวและเขมร หมายถึงผู้ให้กำเนิดหล่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิต และอีกความหมายของแม่น้ำโขงคือเป็นแม่น้ำของทุกคน ซึ่งในทางวิชาการถือว่าทุกคนต้องดูแลรักษาจัดการร่วมกันโดยไม่มีใครคนใดเป็นเจ้าของและนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนซึ่งเป็นแนวคิดที่ชาวบ้านและนักวิชาการยอมรับการเป็นสากล ตนดีใจที่ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันมีการเจรจาเรื่องกรอบความร่วมมือแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง หรือแอลเอ็มซี ซึ่งเน้นเรื่องมิตรภาพและการพัฒนาที่ต้องนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำและปัญหาความยากจน ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไทยบอกว่า เราต้องไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลังซึ่งเป็นแนวคิดที่มีคุณค่า นำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน การที่ท่านทั้งหลายได้ร่วมกันหารือครั้งแรกเพื่อการพัฒนาแม่น้ำโขงด้วยการสร้างเขื่อนปากแบ่งจะมีประโยชน์และนำความเจริญหรือแก้ไขปัญหาความยากจนได้อย่างไร จุดสำคัญการประชุมคือการเคารพทางความคิดของทุกฝ่าย ทั้งชาวบ้านที่อาศัยแม่น้ำโขงเป็นแหล่งหล่อเลี้ยงชีวิต เราต้องคำนึงถึงการพัฒนาการมีส่วนร่วมที่มีความรู้ ไม่ใช่ทำโครงการโดยไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นและไม่รู้ว่าประชาชนดำรงชีวิตอยู่อย่างไร เราควรคำนึงถึงองค์ความรู้ของแม่น้ำโขงให้พัฒนายั่งยืน และนำไปสู่การทำงานร่วมกัน สร้างความรู้ ออกแบบการพัฒนาร่วมกัน

นายจันแสวง บุนนอง อธิบดีกรมนโยบายและแผนพลังงาน สปป.ลาว กล่าวว่า ในลาวได้มีการพัฒนาพลังงานโดยการสร้างแผนแม่บทลุ่มแม่น้ำโขง ค.ศ.1970 โดยว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาจากแคนาดาซึ่งเป็นเขื่อนที่มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ซึ่งสร้างผลกระทบมหศาล จนภาครัฐได้มีบันทึกความเข้าใจรับซื้อพลังงานไฟฟ้าเพื่อแก้ไขปัหาความยากจน และทบทวนการศึกษาโดยจ้างที่ปรึกษาจากเยอรมันในหลายแง่มุม ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม รวมทั้งจ้างบริษัทที่ปรึกษาอีกจากฝรั่งเศส และเปลี่ยนรูปแบบเขื่อนและระดับน้ำ ปี 1995 ได้มีการเซ็นสัญญาความร่วมมือเพื่อตีกรอบการพัฒนาให้คำนึงถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยโครงการปากแบงได้ส่งเอกสารปรึกษาหารือล่วงหน้าเป็นเวลา 6 เดือนโดยเชิญนักวิชาการร่วมตรวจสอบ มีการหารือระดับท้องถิ่นจนถึงสากลในหลายครั้งและได้มีข้อสรุปร่วมกันว่าให้ปรับปรุงโครงการเช่น ทางเดินของปลา การระบายตะกอน นอกจากนี้ต้องมีคณะกรรมการติดตามซึ่งปัจจุบันได้กำหนดบทบาทภาครัฐและประชาชนร่วมกันติดตาม โดยหลังจากนั้นได้มีคำแนะนำจากเอ็มอาร์ซี โดยรัฐบาลแนะนำให้ลดระดับการกักเก็บน้ำของเขื่อนปากแบงลงเหลือระดับ 340 ม.รทก. เพื่อลดผลกระทบข้ามแดน และปรับปรุงทางเดินของปลา
“โครงการนี้เป็นความร่วมมือหนึ่งระหว่างลาว-ไทย เพื่อสร้างผลประโยชน์ทั้งทางตรงและอ้อม ไฟฟ้าที่ผลิตได้ร้อยละ 90 ส่งเข้าประเทศไทย เป็นการส่งเสริมให้สร้างอุตสาหกรรมและกิจกรรมอื่นๆ เช่นเดียวกับโครงการเขื่อนไซยะบุรี วัตถุอุปกรณ์ก่อสร้างต่างๆ ก็เอาไปจากไทย แม้จะมีการแก้ไขแบบการก่อสร้างเขื่อน ก็อาจมีสิ่งที่พวกเราคาดไม่ถึง ยังไม่มีความสมบูรณ์ เราก็มาเติมได้ อยากให้พวกเราแนะนำเพื่อสร้างความสมดุลย์และผลประโยชน์ของประชาชนทั้งสองฟาก” นายจันแสวง กล่าว
ขณะที่บริษัทต้าถังได้มอบให้ที่ปรึกษาจากบริษัท Norconsult เป็นผู้ชี้แจงถึงโครงการก่อสร้างเขื่อนปากแบ่ง โดยได้อธิบายถึงการลดผลกระทบต่างๆ รวมทั้งการใช้แรงงานส่วนใหญ่มาจากประเทศไทยเช่นเดียวกับการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรี ขณะที่การล่องเรือที่เป็นการท่องเที่ยวคงได้รับการพัฒนาดีขึ้นเพราะได้รับการส่งเสริม ส่วนระดับน้ำเหนือเขื่อนนั้น แก่งผาไดอยู่ห่างจากตัวเขื่อนเกือบ 100 กิโลเมตร ผลกระทบจากการเอ่อของน้ำจะท่วมไม่ถึง และเขื่อนปากแบ่งเป็นเขื่อนน้ำไหลผ่าน หรือฝายน้ำล้น ไม่ใช่เขื่อนกักเก็บน้ำ ซึ่งการก่อสร้างจะเอาความแรงของกระแสน้ำโขงปั่นกระแสไฟ น้ำไหลมาเท่าไรก็ปล่อยหมดไม่มีการกักเก็บไว้ และลดระดับการกักเก็บน้ำลง 5-10 เมตร ทำให้น้ำเอ่อไม่ถึง โดยในหน้าฝนจะมีน้ำเพิ่มขึ้นมาอยู่แล้ว การกักเก็บน้ำก็จะไม่ให้เกินหน้าฝนหรือน้ำตามธรรมชาติที่มีอยู่ ซึ่งเป็นไปได้ว่า ในธรรมชาติท้ายน้ำอาจมีระดับน้ำมากกว่าปกติเล็กน้อยแต่ไม่มีผลต่อการท่วมริมฝั่งน้ำทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ยังได้มีการสำรวจระบบนิเวศทางน้ำและทางปลาผ่านซี่งเป็นลักษณะเดียวกับที่ทำอยู่ทั่วโลก โดยมีการเสนอให้ปรับปรุงทางปลาผ่านให้ดีขึ้น โดยอาศัยประสบการณ์จากโครงการอื่นๆ ทั่วโลกรวมทั้งเขื่อนไซยะบุรี ส่วนเรื่องการระบายตะกอนก็ไม่มีปัญหาใดๆ ส่วนผลกระทบจากการเดินเรือนั้น จะมีบานประตูทั้งท้ายเขื่อนและเหนือเขื่อนโดยไม่ว่าเรือจะมาจากท้ายน้ำหรือเหนือน้ำจะมีการปรับระดับน้ำให้ผ่านไปได้ และไม่มีผลต่อการผลิตกระแสไฟฟ้า ในเรื่องผลกระทบข้ามพรมแดนได้มีการเอาใจใส่จากรัฐบาลลาวเป็นอย่างดี สิ่งเหล่านี้พยายามระดมสมองจากผู้เชี่ยวชาญและผู้พัฒนาโครงการให้เหลือผลกระทบข้ามแดนน้อยที่สุด

หลังจากนั้นได้มีการเปิดเวทีให้มีการซักถาม โดยนายนิวัฒน์กล่าวว่า ที่ยังกังวลจะยังมีปัญหาต่อการผ่านของปลาหรือไม่ แม้แต่เขื่อนไซยะบุรีก็ยังเป็นปัญหาอยู่เพราะยังไม่สามารถตอบคำถามได้ชัดเจนว่าปลาผ่านได้จริงแค่ไหน โดยทางปลาผ่านเขื่อนไซยะบุรีระบุว่า ปลาผ่านได้ 1 แสนตัวต่อชั่วโมง แต่จากข้อมูลพบว่าในแม่น้ำโขงมีปลาผ่าน 3 ล้านตัวต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องยกระดับหารือกัน ที่สำคัญ โมเดลหรือแบบจำลองมีหลายสมมุติฐาน และเรื่องเขื่อนเป็นปัญหามาโดยตลอด ที่บอกว่าเป็นพลังงานสะอาดแต่มีผลกระทบอย่างมาก และควรมีการพูดถึงความคุ้มค่าเพราะสร้างตอนบนแล้ว 11 เขื่อน และจากก้าวไปถึง 20 เขื่อนดังนั้นต้องคุยเรื่องความคุ้มค่าของการสร้างในตอนล่าง ถ้าต้าถังมองพลังงานสะอาดคือโซลาเซล ที่อาบูดาบีผลิตไฟฟ้าโซลาเซล 1,200 เมกะวัตต์ใช้เวลาก่อสร้าง 2 ปี ลงทุนแค่ 900 ล้าน แต่เขื่อนปากแบงลงทุนมากกว่า ใช้เวลาก่อสร้าง 5-6 ปี เรามีทางเลือก นี่คือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าทางเลือกของการพัฒนาพลังงาน จะเห็นว่าเขื่อนไม่คุ้มค่า ทางบริษัทเองก็ควรต้องเปลี่ยนแปลงมุมมองด้วย หากเราต้องการอยู่ร่วมกันอย่างสันติต้องเลือกทางที่ดีที่สุด และเขื่อนไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด กรณีเขื่อนปากแบ่งเราได้ฟ้องศาลปกครอง เพราะยังไม่มีคำตอบในกระบวนการการมีส่วนร่วมโดยเฉพาะการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ยังมีข้อด้อยหลายอย่าง เราทำหนังสือถึงกรมประมงเพื่อสอบถามถึงผลกระทบ ซึ่งกรมประมงให้ความเห็นว่า การศึกษายังขาดความสมบูรณ์และไม่ครอบคลุมพื้นที่โครงการ โดยเก็บกลุ่มตัวอย่างน้อย ไม่สะท้อนข้อมูลที่แท้จริง และช่วงระยะเวลาในการเก็บตัวอย่างยังไม่ครอบคลุมการเปลี่ยนแปลงในรอบปี ส่งผลให้พันธุ์ปลาที่ศึกษามีน้อยมาก และวิธีการสุ่มตัวอย่างภาคสนามยังไม่เป็นมาตฐานสากล จึงไม่สามารถสะท้อนความชุกชุมของปลาได้ และยังไม่มีการสุ่มปลาวัยอ่อนและวัยรุ่น นอกจากนี้ยังไม่มีการประเมินผลกระทบกับกลุ่มประมงอาชีพโดยเฉพาะในประเทศไทย นี่คือสิ่งที่เป็นห่วงของภาครัฐไทยซึ่งถือว่ายังเป็นปัญหาอยู่มาก
พ่อหลวงทองสุข อินทวงศ์ ผู้ใหญ่บ้านห้วยลึก อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ซึ่งอยู่ติดชายแดนไทย-ลาว กล่าวว่า บ้านห้วยลึกเป็นหมู่บ้านที่จะได้รับผลกระทบจากน้ำเอ่อผ่านแก่งผาได ทั้งในแง่วิถีชีวิตและทำการเกษตร ตามข้อมูลที่ได้รับมาตั้งแต่เริ่มต้น นั้นน่าใจหายว่า ถึงปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานใดมายืนยันว่าน้ำท่วมมาถึงแค่ไหน หากอยู่เขตประเทศลาวทั้งหมดก็ไม่น่ากังวล แต่ถ้าหน้าฝน หากเขื่อนทางใต้ปิดทางตอนบนปล่อยก็จะต้องเกิดน้ำเอ่อ หากกักเก็บน้ำสูง 345 ม.รทก. จริง บ้านห้วยลึกและอีก 10 หมู่บ้านน้ำจะเอ่อเข้าแม่น้ำงาว ดังนั้นควรศึกษาให้ดี เคยมีเจ้าหน้าที่ให้คำตอบว่า หากมีผลกระทบต่อฝั่งไทยในสองอำเภอใครจะรับผิดชอบ เขาบอกว่ารัฐบาลลาวจะรับผิดชอบ ซึ่งฟังดูลอยๆ มีการทำสัญญาจริงหรือไม่ แต่ตนไม่ต้องการเพราะหากจ่ายค่าชดเชยก็จ่ายแค่ 1 ปี แต่น้ำจะท่วมบ้านเราอีกกี่ร้อยปี จะให้ชาวบ้านไปอยู่ที่ไหน
“รัฐอาจมองว่าเรามีกันไม่กี่หมู่บ้าน คนเดือดร้อนไม่ถึงหมื่นราย แต่ท่านก็ควรฟัง และลงไปดูความเป็นจริง ไม่ใช่นั่งประชุมกันแล้วก็ตัดสิน ผมเป็นตัวแทนภาครัฐที่ต้องการรักษาระบบนิเวศสิ่งแวดล้อม เราไม่อยากให้มีสิ่งกีดขวางมาทำลายระบบธรรมชาติ การสร้างเขื่อนทำลายนิเวศต่างๆ แต่ผู้ที่จะทำก็จะทำต่อไป มันคงยากต่อต้าน แต่อยากให้หลายภาคส่วนตระหนักถึงข้อควรระวัง ในเมื่อโลกสร้างระบบไว้ให้แล้ว ก็ควรให้อยู่กับเราต่อไปนานๆ” นายทองสุข กล่าว
นายเกษม นันชัย นายกเทศมนตรีตำบลม่วงยาย อำเภอเวียงแก่น กล่าวว่าที่แก่งผาไดซึ่งเป็นพื้นที่ติดต่อระหว่างไทย-ลาวทั้งทางน้ำและทางบก เราพยายามพัฒนา ถามว่าถ้าสร้างเขื่อนปากแบ่งได้รับผลกระทบหรือไม่ ได้รับไปแล้ว ตอนวันที่ 14 กุมภาพันธ์ เราได้จัดงานจดทะเบียนสมรสกลางแม่น้ำโขง แต่ 2 ปีที่ผ่านมาเราสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่าง เราลงทุนสร้างไปมากมาย แต่ถูกแม่น้ำโขงพัดไปหมด 2 ปีติดต่อกันทั้งๆ ที่เป็นหน้าแล้ง
นายจาง เจ้า รองผู้จัดการบริษัทต้าถัง กล่าวว่า การสร้างโรงไฟฟ้าไม่ว่าจะเกิดจากอะไรก็เป็นส่วนสำคัญของประเทศนั้น เพราะเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรม การสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงถือว่าเป็นความร่วมมือที่สำคัญจากประเทศ 4 ประเทศ แสดงถึงจุดประสงค์ในการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นเขื่อนไซยะบุรี หรือเขื่อนปากแบ่ง ถือว่าเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนา พวกเราในฐานะพัฒนาโครงการมีหน้าที่พัฒนาเทคโนโลยีให้เป็นไปตามจุดประสงค์ของรัฐบาล เพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน รวมทั้งกฎหมายจารีตประเพณีของประเทศนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงภายใต้การสนับสนุนเพื่อผลักดันให้โครงการมีความก้าวหน้า ข้อสงสัยที่ทุกท่านเสนอมา พวกเราจะปรึกษากันภายในเพื่อหามาตรการแก้ไขที่ถูกต้องและเหมาะสมเพื่อแก้ไขสิ่งที่ทุกคนเป็นห่วงกังวล พวกเราเชื่อว่าการพัฒนาโครงการจะให้ประโยชน์มากที่สุดกับฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
ขณะที่ผู้แทนกรมทรัพยากรน้ำ กล่าวว่า รู้สึกห่วงใยการบริหารจัดการเขื่อนปากแบ่ง เราไม่ห่วงเรื่องโครงสร้าง แต่ห่วงการบริหารจัดการน้ำหลังจากสร้างเขื่อนแล้ว โดยเฉพาะจากเขื่อนจิงหง ในมณฑลยูนนาน หากมีการปิด-เปิดเขื่อนในระยะไม่เหมะสมจะส่งผลกระทบกับเขื่อนปากแบ่ง ซึ่งตรงกับที่พี่น้องเป็นห่วง และควรมีการแจ้งการปิด-เปิดน้ำล่วงหน้าด้วย
ดร.ชยันต์กล่าวสรุปในตอนท้ายว่า ยังมีความสงสัยและต้องแสวงหาข้อมูลเพิ่มเติม จึงเป็นโอกาสดีที่มีแอลเอ็มซีมาทบทวนลุ่มแม่น้ำโขงทั้งสายเพื่อหาทางเลือกในการแสวงหาไฟฟ้า เราต้องมีการทบทวนพัฒนาให้ดีขึ้นและไม่ควรพูดแค่โครงการเขื่อนปากแบ่งอย่างเดียว แต่เขื่อนอื่นๆ เช่น ไซยะบุรี จิงหง รวมไปถึงโครงการขนาดใหญ่ที่ลงมาในแม่น้ำโขง และเรื่องธรรมาภิบาลเป็นเรื่องสำคัญที่ใช้น้ำอย่างยั่งยืน ที่ผ่านมาเอ็มอาร์ซีมีข้อจำกัดในการทำงาน ดังนั้นองค์กรใหม่จึงน่าจะมีประโยชน์เพราะมีจีนเข้ามาด้วย
“เรื่องใหญ่คือการเอาความรู้ เอางานวิจัยมาเป็นองค์ประกอบในการตัดสินใจ รวมไปถึงวิธีการวิจัย ซึ่งเราต้องปรับปรุงให้ดีและต้องทำหลายระดับ และเอาข้อมูลมาแชร์กัน ครั้งนี้ถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดีที่ทุกคนมาร่วมแสดงความคิดเห็นและอยากเห็นเวทีลักษณะนี้ในหลายระดับ” ดร.ชยันต์ กล่าว
นายจันแสวงให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า จะทำข้อเสนอและข้อห่วงใยจากประชาชนไทยเสนอไปยังรัฐบาล แต่การสร้างเขื่อนถือว่ามีประโยชน์เพราะเป็นแหล่งพลังงานสอาด.