Search

สถานการณ์ในค่ายผู้ลี้ภัยยังหนักหน่วง ผู้เชี่ยวชาญแนะไทยเร่งแก้ปัญหาให้สิทธิขั้นพื้นฐานเท่าเทียมแรงงานต่างชาติ

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2561 ที่สำนักงานกลางนักเรียนคริสเตียน (สนค.) กรุงเทพฯ จัดการเสวนาเรื่อง “สถานการณ์ผู้ลี้ภัย แนวพรมแดนรัฐฉานและประเทศไทย” โดยมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ซึ่งมีตัวแทนคณะกรรมการผู้ลี้ภัยไทใหญ่ และตัวแทนกลุ่ม Fortify Rights และตัวแทนชาวบ้านไทใหญ่ร่วมเสวนา

ก่อนเริ่มต้นการเสวนา มีการจัดแสดงภาพถ่ายและสารคดีสั้น ผลงานจากนายวินัย ดิษฐจร ช่างภาพสารคดีอิสระ พร้อมทั้งเล่าถ่ายทอดประสบการณ์จากการลงพื้นที่ค่ายผู้ลี้ภัยชาวไทใหญ่ ขณะที่ช่วงท้ายมีการจัดแสดงดนตรีและประมูลภาพถ่ายเพื่อสมทบทุนช่วยเหลือผู้ลี้ภัย

นางสาวลืนหอม คณะกรรมการผู้ลี้ภัยรัฐฉาน กล่าวว่า หลังจากเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ค่ายผู้ลี้ภัยชาวไทใหญ่ในรัฐฉานและในฝั่งไทยทั้ง 6 แห่ง ถูกองค์กรสาธารณกุศลจากต่างประเทศตัดความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม จึงมีการตั้งคณะกรรมการผู้ลี้ภัยรัฐฉานขึ้น เพื่อเร่งให้การช่วยเหลือผู้ลี้ภัยที่อยู่ในค่าย โดยเฉพาะข้าวสารที่มีความขาดแคลนอย่างหนัก ค่ายผู้ลี้ภัยบางแห่งต้องงดการแจกจ่ายข้าวสาร จึงมีการระดมความช่วยเหลือจากเครือข่ายในระเทศไทย มีการจัดคอนเสริต์ระดมทุนที่เชียงใหม่ และรับความช่วยเหลือต่างๆ แต่ก็ยังไม่เพียงพอ

นางสาวลืนหอม กล่าวอีกว่า หลังจากพม่ามีรัฐบาลพลเรือนและมีการเดินหน้ากระบวนการสันติภาพ ทำให้หลายฝ่ายพยายามกดดันให้ผู้ลี้ภัยกลับภูมิลำเนา ซึ่งการตัดความช่วยเหลือก็เป็นส่วนหนึ่งของแผนสันติภาพนี้ ซึ่งสถานการณ์จริงในพื้นที่นั้นตรงกันข้ามกับข้อมูลของรัฐบาลพม่าที่บอกกับสังคมโลก เนื่องจากภายหลังการเลือกตั้งมีการเสริมกำลังทหารในพื้นที่ของทุกกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเฉพาะในรัฐฉานมีขยายฐานทหารถึง 4 กองทัพภาค จากจำนวนกองทัพภาพที่มีทั้งหมด 14 แห่ง เท่ากับว่าจำนวนทหารอาจจะมีมากกว่าจำนวนคนไทใหญ่ในพื้นที่

นางสาวลืนหอม กล่าวต่อว่า ดังนั้นชาวบ้านจะมั่นใจต่อความปลอดภัยได้อย่างไร อีกทั้งหมู่บ้านเดิมถูกทิ้งร้างและถูกยึดครองไว้นาน จึงไม่มีใครกล้ากลับไป เพราะไม่รู้ว่าแต่ละกองกำลังฝั่งกับระเบิดไว้จัดใดบ้าง จึงควรเร่งฟื้นฟูพื้นที่ก่อน นอกจากนี้ที่ดินของชาวบ้านหลายพื้นที่อยู่ในแผนโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ จึงเสี่ยงสูญเสียที่ดินถาวร เช่น แผนสร้างเขื่อนที่เมืองโต๋น และโครงการเขื่อนกั้นแม่น้ำสาละวิน ที่ 3 ใน 5 แห่ง อยู่ในพื้นที่รัฐฉาน รวมถึงโครงการเหมืองแร่ถ่านหินและโครงไฟฟ้าถ่านหินเมืองกก ซึ่งอยู่ในพื้นที่ต้นน้ำแม่น้ำกก ที่ไหลผ่านจังหวัดเชียงใหม่และเชียงรายไหลลงแม่น้ำโขง จะเป็นผลกระทบข้ามมายังประเทศไทยด้วย

นายใจ เหล่า เคือ ตัวแทนชาวบ้านไทใหญ่ ในรัฐฉาน กล่าวว่า เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ตนได้เดินทางกลับไปในรัฐฉานเพื่อช่วยงานเครือข่ายภาคประชาชนจัดเวทีให้ความรู้แก่ชาวบ้าน เพื่อเตรียมความพร้อมแก่คนไทยใหญ่ที่จะต้องมีส่วนร่วมในการประชุมแห่งศตวรรษที่ 21 ที่รัฐบาลพม่าจัดขึ้น โดยวางแผนจัดเวทีให้ความรู้ไว้ 15 เวที กระจายทุกหัวเมืองในรัฐฉาน ใน 5 ประเด็น 1.การเมือง 2.เศรษฐกิจ 3.สังคม 4.ที่ดิน ที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน 5.ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งได้มีการขออนุญาตกับทางการพม่าเป็นที่เรียกร้อย แต่ปรากฏว่าจัดเวทีได้เพียง 10 เวที แต่บางเวทียังถูกขัดขวางจากทหารในพื้นที่จนเวทีต้องยุติกลางคัน คือ ที่เมืองปางโหลง เมืองล่าเสี้ยว เมืองท่าขี้เหล็ก เมืองจ๊อกเม เมืองต้นตี จึงจัดเวทีสำเร็จเพียง 5 เวทีเท่านั้น

“ปัจจัยหลักที่แท้จริงในการสร้่างประชาธิปไตยในพม่าให้เกิดขึ้นจริง คือการให้ชาวบ้านมีความรู้ เชื่อตามความเชื่อ การเข้าขัดขวางเวทีถือว่าเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ จึงอยากให้ทุกคนช่วยกันสื่อสารให้โลก ที่จะช่วยดูและสิทธิของคนไทยใหญ่ในพื้นที่ เพราะทุกคนก็อยากกลับบ้านไปตั้งรกรากที่ดั้งเดิม แต่เมื่อยังเกิดเหตุการณ์แบนี้ และจัดการไม่ได้ คนไทใหญ่ก็อาจต้องหนีทะลักไปที่ชายแดนเพิ่มขึ้นได้” นายใจ เหล่า เคือ กล่าว

นางสาวพุทธณี กางกั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชน จากองค์กร FORTIFY RIGHTS กล่าวว่า นานาชาติเข้าใจผิดมาตลอดว่า เมื่อพม่ามีรัฐบาลพลเรือนแล้วสถานการณ์ในพื้นที่มีความปลอดภัยและกลับสู่ภาวะปกติ ซึ่งความเชื่อนี้เป็นเพียงมายาคติ เพราะความจริงได้ทำให้การบริหารจัดการผู้ลี้ภัยเปลี่ยนไป แต่ชาวบ้านยังไม่สามารถกลับบ้านได้อย่างปลอดภัยทุกคน ขณะที่สถานการณ์ผู้ลี้ภัยโลกนั้น สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ(UNHCR) ได้ลดโควต้ารับผู้ลี้ภัยลงครึ่งหนึ่ง และมีการคัดกรองเลือกผู้ลี้ภัยที่อยู่ในภาวะเปราะบางก่อน ดังนั้นการที่ผู้ลี้ภัยในค่ายในพม่าและไทยจะมีโอกาสถูกส่งไปประเทศที่ 3 ยากขึ้น เพราะยังมีผู้ลี้ภัยที่เปราะบางกว่า เช่น ในซูดาน หรือชาวโรฮิงญา เป็นต้น

นางสาวพุทธณี กล่าวว่า แม้ประเทศไทยไม่ได้เป็นภาคีของอนุสัญญาว่าด้วยผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติ(UN) แต่ที่ผ่านมารัฐบาลไทยดูแลผู้ลี้ภัยโดยยึดหลักด้านมนุษยธรรม แต่ปัจจุบันโลกเปลี่ยนไปเพราะไม่สามารถจำกัดการเคลื่อนย้ายประชากรได้ อย่างกรณีเกิดสงคราม ภัยพิบัติ หรือความยากจน ประชากรย่อยต้องมีการเคลื่อนย้าย ประเทศไทยเองถือว่ามีประสบการณ์ในการจัดการแรงงาน 3 สัญชาติ พม่า ลาว และกัมพูชา หรือกรณีการค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญา จึงถึงเวลาที่ไทยควรมีการจัดการผู้ลี้ภัยให้ดีขึ้น อีกทั้งปีที่แล้วคณะรัฐมนตรีเพื่งมีมติเห็นชอบการจัดตั้งกลไกการคัดกรองผู้ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายและผู้ลี้ภัย เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2560 ถือเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลไทยใช้คำว่าผู้ลี้ภัย ซึ่งรัฐบาลสามารถดำเนินการต่อเนื่องเพื่อให้เกิดกลไกการจัดการอย่างเหมาะสมได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องออกกฏหมาย

“สิ่งสำคัญที่สุด คือต้องเร่งให้สถานภาพแก่ผู้ลี้ภัย ไม่ใช่การให้สิทธิเป็นคนไทย แต่ให้สิทธิจำเป็น เช่น การเดินทาง การอยู่อาศัย การทำงาน ก็เเหมือนกับกรณีแรงงานที่เมื่อก่อนไม่มีบัตรหรือสถานภาพใดๆ หลายประเทศก็มีสิทธิหรือให้สถานภาพผู้ลี้ภัย เช่น ฟิลลิปปินส์ ที่ผู้ลี้ภัยสามารถขอวีซ่าผู้ลี้ภัย อยู่อาศัยและทำงานได้ ซึ่งก็น่าจะช่วยลดปัญหาได้” นางสาวพุทธณี กล่าว