Search

เกาะสมุยในมุมที่คุณไม่รู้จัก

โดย ชัยรัตน์ จิโรจน์มนตรี

เพียงช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา “เกาะสมุย” มีความเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด จากที่เคยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำอันอุดมสมบูรณ์กลางทะเลของนักเดินเรือมาตั้งแต่โบราณกาล มีทรัพยากรอย่างล้นเหลือให้ชุมชนได้พึ่งพิง ปัจจุบันกลายเป็นอัญมณีล้ำค่าในโลกอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ที่เป็นปลายทางปราถนาของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

ในโลกของแหล่งท่องเที่ยว “เกาะสมุย” เป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติมากมาย

นายไพชนม์ แย้มบาน อดีตเกษตรอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราฎร์ธานี เป็นหนึ่งในผู้ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เล่าว่า ตนเองเป็นคนสมุยแต่กำเนิด ตอนเด็ก ๆ จำได้ว่าตามหน้าหาดเต็มไปด้วยทิวมะพร้าว ครั้งแรกที่เห็นฝรั่งผมทองเข้ามาที่เกาะ เด็ก ๆ จะไปรุมเดินตามเพราะไม่เคยเห็นมาก่อน พอเดินไปตามชายหาดแล้วไปนั่งพักในสวน ชาวบ้านบ้านจะต้อนรับอย่างดีตัดมะพร้าวอ่อนให้กิน นักท่องเที่ยวมาก็ไม่รู้จะไปพักที่ไหน ชาวบ้านต้องเปิดบ้านให้พัก ก่อนจะเริ่มสร้างบ้านพักรองรับนักท่องเที่ยวคืนละ 20 บาท ร้านอาหารก็ยังไม่มี ก็ต้องอาศัยกินข้าวกับชาวบ้าน มันเป็นความรู้สึกที่โอบอ้อมอารี เป็นความประทับใจแรกที่นักท่องเที่ยวต่างชาติได้รู้จักเกาะสมุย และบอกต่อกันออกไป เรียกขานเกาะสมุยว่า Coconuts Island หรือ เกาะแห่งมะพร้าว

นายไพชนม์ ต้องออกจากเกาะไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ และทำงานราชการในต่างจังหวัดอยู่หลายปี ก่อนกลับมารับตำแหน่งเกษตรอำเภอเกาะสมุยในปี 2546 ทำให้เขาสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนไปในวิถีชีวิตและสภาพของเกาะสมุย

“นักท่องเที่ยวเริ่มมาสมุยมากขึ้นทุกปี แม้หน้าหาดเริ่มมีโรงแรมตั้งขึ้น แต่ที่ราบชายฝั่งไปจรดเนินเขายังเต็มไปด้วยมะพร้าว การสำรวจในปี 2546 มีเกษตรกรมาลงทะเบียนมีจำนวนต้นมะพร้าว 9.8 หมื่นไร่ พอปี 2556 ต้นมะพร้าวลดลงเหลือประมาณ 6 หมื่นไร่ เท่ากับลดลงถึง 1 ใน 3 โดยมีปัจจัยสำคัญ คือ การเปลี่ยนการถือครองที่ดิน” พี่ไพชนม์ กล่าว

ปัจจุบันที่ดินส่วนใหญ่ที่เคยเป็นสวนมะพร้าวเปลี่ยนสภาพกลายเป็นโรงแรมรองรับนักท่องเที่ยว บรรยากาศทิวมะพร้าวอันเป็นภาพทรงจำที่ทำให้นักท่องเที่ยวประทับใจ กลายเป็นภาพที่หาดูได้ยากยิ่ง แม้หน่วยงานรัฐจะพยายามให้ชาวบ้านช่วยกันอนุรักษ์สวนมะพร้าว ทั้งการส่งเสริมการปลูกเพื่อเพิ่มจำนวนและการอนุรักษ์อาชีพทำสวนมะพร้าวแต่ไม่เป็นผล เพราะวิถีชีวิตของคนบนเกาะสมุยเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และการทำเกษตรที่ต้องเหนื่อยและได้ผลตอบแทนน้อยกว่า จึงเทียบไม่ได้กับข้อเสนออันยั่วยั่วของนักลงทุน ที่หอบกระเป๋ามาพร้อมจ่ายอย่างไม่อั้น

ไม่ผิดเลยหากกล่าวว่า ‘เกาะสมุย’ คือ ขุมทรัพย์ เมื่อนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกหลั่งไหลมาที่เกาะสมุย เพื่อสัมผัสธรรมชาติและพร้อมที่จะจ่าย ตลาดต้องการแรงงาน คนไทยหลายภูมิภาคจึงเดินทางมาแสวงหาโอกาส ส่วนคนเกาะสมุยมักจะส่งลูกหลานออกไปเรียนและออกไปทำงานในเมืองใหญ่ ปัจจุบันประชากรกว่า 80 เปอร์เซ็น ไม่ใช่คนสมุยดั้งเดิม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของวิถีคนสมุย

นายสถิรพงศ์ สุรินทร์วรางกูร หรือ โกหม่ำ เครือข่ายพลเมืองสมุย และเป็นผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม กล่าวว่า หากเราไปพูดคุยกับชาวบ้านจะพบว่า คนรุ่นใหม่ที่เป็นลูกหลานของคนสมุยจริง ๆ เกือบ 100 เปอร์เซ็น รวมทั้งคนที่เข้ามาอยู่ที่สมุยจะประกอบอาชีพที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจการท่องเที่ยว ระบบเศรษฐกิจพึ่งพากับการท่องเที่ยวเป็นหลัก แต่ปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณการอิ่มตัวของธุรกิจ เพราะโรงแรมต่างๆ กำลังแข่งขันลดราคาห้องพักลงเรื่อย ๆ แต่นักท่องเที่ยวกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นตามจำนวนโรงแรมที่เกิดใหม่

“ในอดีตนักท่องเที่ยวมาที่สมุย มาเมืองไทย ก็ด้วยสเน่ห์ของสมุย นิสัยผู้คนที่มีความมีน้ำใจ ยิ้มสยาม การแบ่งปัน ความโอบอ้อมอารี เชื่อฟังผู้อาวุโส และธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ แต่สมุยในวันนี้ไม่ได้ขายคุณค่าเหล่านี้ เพราะเป็นสิ่งที่กำลังเลือนหายไป ทำให้นักท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องมาที่สมุย หากต้องการทะเลสวยๆ ไปที่ไหนก็ได้ในโลกที่ถูกกว่า เช่น ฟิลลิปปินส์ อินโดนีเซีย” นายสถิรพงศ์

ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เกาะสมุยต้องประสบภัยแล้ง น้ำในพรุที่เคยเป็นแหล่งกักเก็บตามธรรมชาติและเป็นแหล่งน้ำวัตถุดิบในการผลิตน้ำปะปาเหือดแห้ง สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงของป่าต้นน้ำ ปัญหานี้ โกหม่ำ กล่าวว่า ไม่น่าเชื่อว่าสมุยจะขาดน้ำ เพราะภูมิประเทศเป็นเกาะขนาดใหญ่ มีภูเขาเป็นป่าต้นน้ำ มีลำน้ำมากถึง 14 สายไหลลงพรุ ปริมาณน้ำฝนมากถึง 500 ล้านคิวต่อปี เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีฝนตกมากที่สุด โดยมีความต้องการใช้น้ำเฉลี่ยเพียง 10 ล้านคิวต่อปี จึงตั้งข้อสังเกตว่าพื้นที่ป่าต้นน้ำที่คอยซึมซับน้ำไว้น่าจะมีปัญหา

เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2560 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการการก่อสร้างระบบท่อส่งประปาลอดใต้ทะเลไปยังเกาะสมุย เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ แต่ชาวบ้านมองว่าเป็นการแก้ปัญหาผิดวิธี และอาจเป็นปัจจัยกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล โดยเฉพาะ “ลุงเจษ” นายสมเจษฐ สมวงษ์ เครือข่ายพลเมืองสมุย อาชีพเกษตรกร สวนผลไม้ ที่เชื่อว่าเกาะสมุยมีความอุดมสมบูรณ์โดยธรรมชาติอยู่แล้ว มีป่าต้นน้ำเป็นแหล่ผลิตน้ำอย่างไม่เคยขาดแคลน โดยบอกว่า อดีตพื้นที่เชิงเขาและบนเขาชาวบ้านที่มีที่ดินไม่ได้ขึ้นมาทำสวนอย่างจริงจัง พื้นด้านบนจึงมีสภาพเป็นป่าทีบ แต่เมื่อเมืองขยายตัวที่สวนจึงแปรสภาพกลายเป็นโรงแรมและที่อยู่อาศัย จนต้องขยับขึ้นมาทำสวนด้านบน ดังนั้นก็กระทบกับป่าต้นน้ำ และชาวสวนมีการใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงอย่างเข้มข้น ทำให้ดินเสีย สารพิษต่าง ๆ จึงปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ

“เมื่อก่อนผมเคยทำสวนทุเรียน แต่พอเราใช้เคมีเข้มข้น ใช้ปุ๋ย ขายได้ต้องเอาเงินไปจ่ายค่าปุ๋ยค่ายา ทำไปนานๆ น้ำเริ่มมีปัญหา สายน้ำแห้ง ดินก็เสีย ผมจึงเปลี่ยนวิธี พยายามทำสวนผลไม้แบบธรรมชาติมากที่สุด ปลูกไม้ใหญ่ ทำสวนให้เหมือนสภาพป่า รักษาความชุ่มชื้นของดิน จนตาน้ำธรรมชาติกลับมาอีกครั้ง” ลุงเจษ กล่าว

ลุงเจษ บอกอีกว่า แรก ๆ ที่เริ่มเปลี่ยนสวนให้เป็นป่า ทำสวนด้วยวิธีธรรมชาติ ชาวบ้านมองว่าตนบ้า แต่วันนี้เมื่อเกิดปัญหาเรื่องน้ำ ปัญหาศัตรูพืช ต้นทุนในการทำสวนที่สูงขึ้น อาจจะทำให้มีคนเหล่านั้นหันกลับมาสู่วิถีดั้งเดิม ซึ่งจะเป็นแรงช่วยกันฟื้นฟูแหล่งต้นน้ำด้วยกัน

ในขณะนี้ประชาชนชาวสมุยและลูกศิษย์ “อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์” ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมขึ้นตามความปรารถนาของอาจารย์ประมวล นักปรัชญาลูกหลานที่เกิดบนเกาะสมุย และได้ใช้การก้าวเดินค้นหาความหมายของชีวิตจนเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนมากมายได้ร่วมเรียนรู้ระหว่างทาง ในกิจกรรม “เดินตามครู กินห่อ สาวย่าน ตำนานหมุย” เดินรอบเกาะสมุย ระยะทาง 174 กิโลเมตร ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน สิ้นสุดวันที่ 2 พฤษภาคม 2561

นอกจากนี้ยังมีครูอีกหลายท่านที่ถือเป็นคนสมุยและเป็นที่เคารพศรัทธา ร่วมขบวนการปลุกสำนึกคนสมุยในครั้งนี้ อาทิ พระภาวนาโพธิคุณ หรือท่านอาจารย์โพธิ์ เจ้าอาวาสวัดธารน้ำไหล(สวนโมกขพลาราม) จังหวัดสุราษฎร์ธานี และ ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ เภสัชกรผู้อุทิศตนเพื่อสังคม เป็นต้น

การเปลี่ยนแปลงสมุยไปสู่การสร้างคุณค่าอย่างที่ควรจะเป็น คงเป็นโจทย์ที่คนสมุยต้องช่วยกันหาคำตอบ.