Search

ฝึกจิตฝึกใจ ควบคู่ไปกับการทำงานเพื่อสังคม


พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จังหวัดชัยภูมิ ได้เข้าร่วมกิจกรรม “เดินตามครู” บนเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี และได้บรรยายธรรมในหัวข้อ “ภาวนากับการทำงานเพื่อสังคม” ณ วัดสว่างอารมณ์ ตำบลบ่อผุด อำเภอเกาะสมุย เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2561

พระอาจารย์ไพศาลกล่าวว่า การจะช่วยผู้อื่นต้องกลับมาขัดเกลาตนเองด้วย การช่วยเหลือตนเองและการช่วยเหลือผู้อื่นไม่ได้แยกออกจากกัน ที่จริงถ้าหากว่าเราวางจิตวางใจให้เป็น ไม่ว่าทำงานอะไรก็ถือว่าเป็นการปฏิบัติธรรม อย่างที่ท่านอาจารย์พุทธทาสพูดอยู่เสมอว่า การทำงานคือการปฏิบัติธรรม และยิ่งถ้าเราทำงานเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นหรือช่วยเหลือสังคม ถ้าเรามองว่าอะไรที่เกิดขึ้นในระหว่างการทำงานนี้สามารถจะฝึกฝนพัฒนาจิตใจได้ เริ่มตั้งแต่ทำงานอย่างมีสติ เราสามารถเจริญสติได้จากการทำงาน ไม่ว่าการทำงานที่บ้านหรือการทำงานเพื่อสังคม

เวลาที่มีอุปสรรคจากการทำงานเพื่อสังคม มีปัญหาหรือกระทั่งมีความล้มเหลวเกิดขึ้น ก็จะเป็นการสอนและฝึกเราว่าจะทำอย่างไรและยังคงมีความเพียรอยู่ต่อไปหรือไม่ อย่างน้อย ๆ เป็นการฝึกความเพียรของเรา หรือหากจะฝึกมากกว่านั้นก็คือว่า ทำอย่างไรเราจะไม่เป็นทุกข์ในยามที่เจอความล้มเหลว ซึ่งทำอย่างนี้ได้ต้องรู้จักวาง หรือว่าไม่ยึดเอาอัตตาไปผูกติดกับความสำเร็จหรือความล้มเหลว

หลายคนพอทำงานแล้วเจอกับความล้มเหลวก็จะมีความท้อแท้ เพราะลึก ๆ แล้วรู้สึกว่า นั่นล้มเหลวด้วยเรา เอาตัวกูของกูไปผูกติดกับผลสำเร็จ พอเวลางานไม่สำเร็จ มันจะไม่ใช่เพียงแค่งานล้มเหลว แต่จะรู้สึกว่าตัวเองล้มเหลวด้วย ที่จริงก่อนที่งานจะล้มเหลวนั้น ถ้าหากว่าเราเอาตัวกูไปผูกติดไว้กับงาน เราก็จะมีความทุกข์ เวลาเจออุปสรรคหรือเจอคนวิพากษ์วิจารณ์ จะรู้สึกว่าตัวเราถูกวิจารณ์ หรือกำลังคิดว่าเขาวิจารณ์เรา ไม่ได้วิจารณ์งาน ก็จะโกรธ หรือเวลาทำงานแล้วมีใครมายุ่งย่าม ก็จะรู้สึกว่าเข้ามายุ่งอะไรงานของเรา

ถ้าเราวางจิตวางใจเป็น หรือเราถือว่าการทำงานเป็นการฝึกจิตฝึกใจ เวลามีความไม่พอใจเพราะเกิดเหตุอย่างที่ว่า เราก็จะไม่เอาตัวกูของกูนี้ไปผูกติดกับงาน ใครจะมายุ่งหรือว่า เราก็ไม่โกรธ ไม่คิดว่าเขามายุ่งอะไรกับงานของกู เวลาใครเขามาวิจารณ์งานที่เราทำแทนที่จะโกรธ กลับมองว่าที่เขาพูดวิจารณ์มานี้มันถูกต้องมั้ย มีประโยชน์มั้ย ถ้าเราคิดแบบนี้ เราจะเห็นประโยชน์จากการวิจารณ์ ทำให้สามารถปรับปรุงงานให้ดีขึ้นได้ ถ้าหากคำวิจารณ์นั้นมีประโยชน์ถูกต้อง งานก็ดี ใจก็ไม่ทุกข์ อันนี้เป็นการปฏิบัติธรรม

หลวงพ่อคำเขียนท่านทำงานช่วยเหลือชาวบ้านเยอะ ทั้งทำศูนย์เด็ก ทำสหกรณ์ข้าว พัฒนาหมู่บ้าน ท่านทำหลายอย่าง ไม่นับเรื่องการฟื้นฟูป่า ท่านพยายามชวนชาวบ้านหันมาทำเกษตรแบบผสมผสาน ไม่ไปทำเกษตรเชิงเดี่ยวซึ่งทำให้เกิดหนี้สิน สิ่งที่ท่านทำหลายอย่างไม่สำเร็จ มีคนมาถามท่านว่า ทำงานพัฒนาชุมชนมานับสิบปีแล้ว หลวงพ่อคิดว่างานสำเร็จแค่ไหน ท่านบอกว่างานของท่านล้มเหลว แต่ตัวหลวงพ่อไม่ได้ล้มเหลว เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ท่านไม่ได้เอาตัวกูไปผูกติดกับงาน

สิ่งนี้เป็นตัวอย่างว่า การทำงานเพื่อสังคมหรือการทำงานเพื่อช่วยเหลือคนอื่นนั้น สามารถเป็นเวทีในการฝึกจิตฝึกใจทั้งในเรื่องของความอดทน ความเมตตากรุณา ได้เจริญสติ และได้ฝึกการลดละอัตตา ซึ่งถ้าเรามีทัศนคติหรือท่าทีแบบนี้นาน ก็มีโอกาสเจริญก้าวหน้า เป็นเครื่องเชื่อมประสานผู้คนแทนที่จะยิ่งทำงานแล้วยิ่งมีความขัดแย้ง ทะเลาะเบาะแว้งกัน ทำให้เราได้ฝึกใจของเราด้วย สิ่งสำคัญที่ช่วยฝึกใจเราได้มากคือการเรียนรู้ที่จะเป็นปกติเวลาเจอคำวิพากษ์วิจารณ์ สมัยนี้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ทั้งจากเพื่อนร่วมงาน คนที่ไม่เข้าใจ แต่ถ้าเรารู้จักฝึกจิตใจ ก็ทำให้ไม่เป็นทุกข์

หากเรามองว่าการทำงานเพื่อสังคมหรือการทำงานเพื่อช่วยเหลือส่วนรวมเป็นการฝึกตนแบบหนึ่ง ภาษาพระเรียกว่า ทำประโยชน์ท่านแล้ว ก็ทำประโยชน์ตนด้วย เราจะไม่มีความรู้สึกว่าล้มเหลว เรียกว่ามีแต่ได้ ไม่มีเสีย ถึงแม้ล้มเหลวแต่ก็ยังได้ คือได้พัฒนาจิตใจ พัฒนาคุณธรรมขึ้นมา กลายเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดแรงกระตุ้นหรือเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจได้ เพราะว่าการทำงานเพื่อสังคมในบางเรื่อง เช่น การอนุรักษ์ธรรมชาติ ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมนั้น ความสำเร็จเห็นได้ช้า บางเรื่องอาจไม่เห็นความสำเร็จในตอนนั้น หลายคนทำไปแล้วไม่เห็นความสำเร็จก็เกิดความท้อ แต่ถ้าเรามองว่า ถึงงานไม่สำเร็จ แต่ข้างในของเราได้ คือได้พัฒนาจิตใจ ช่วยลดอัตตาของเรา แบบนี้จะไม่มีคำว่าเสียเวลาหรือท้อแท้ ถึงอย่างไรก็ได้

ปุจฉา : ในขณะเดินอย่างรู้สึกตัว เหมือนเราเพิ่มคำบริกรรม เช่น ซ้าย-ขวา หรือ พุท-โธ ไปด้วย มีความแตกต่างกันหรือไม่

พระอาจารย์ไพศาล : การรู้สึกตัวนั้น ไม่ต้องใช้คำบริกรรม เพราะว่าถ้าเราบริกรรมความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ก็จะลดทอนลง ใจจะไปอยู่ที่คำบริกรรมหรืออยู่ที่เท้าและจะไม่รู้สึกตัวทั่วพร้อม แต่มีข้อดีอย่างหนึ่งคือได้สมาธิ ทำให้ใจไม่ทุกข์ เวลาเจอแดดร้อนหรือเวลาที่กายเหนื่อย ถ้าใจเราไปจดจ่ออยู่กับความร้อนหรือทุกขเวทนา เราจะยิ่งทุกข์ ถ้าใจไม่ไปรับรู้มันก็ไม่ทุกข์ เวลาที่เราโดนยุงกัดแต่ถ้าเรากำลังเล่นไลน์ เล่นเฟสอยู่ เราจะไม่รู้สึกเจ็บใช่มั้ย เพราะว่าใจไม่ได้ไปรับรู้ความเจ็บซึ่งเกิดจากยุงกัด ทำนองเดียวกันเวลาเราเดิน แม้ว่ากายร้อน ขาเมื่อย แต่ถ้าใจของเราจดจ่ออยู่ที่คำบริกรรม มันก็ไม่ค่อยถูกหรอก

คำบริกรรมจึงมีประโยชน์ตรงที่ว่า ทำให้ไม่ปวด ทำให้จิตไม่โวยวาย ถ้าไม่บริกรรมจิตก็จะโวยวาย คิดไปเพียงว่าเมื่อไหร่จะถึง เดินมากไปกว่านี้แล้วฉันจะป่วยมั้ย เดี๋ยวสิวฝ้าจะขึ้นหรือเปล่า เราก็จะทุกข์ แต่พอเอาใจมาอยู่กับคำบริกรรมมันไม่คิดแล้วกายทุกข์แต่ใจไม่ทุกข์ แต่ถามว่าช่วยให้เกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อมมั้ย มันคนละส่วนกัน

ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมนี้ ไม่ต้องใช้คำบริกรรม แค่ให้ใจอยู่กับเนื้อกับตัวก็พอใจ จะไม่เพ่งที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือส่วนใดส่วนหนึ่ง หากเราต้องการฝึกความรู้สึกตัวทั่วพร้อม เราต้องฝึกให้ใจอยู่กับเนื้อกับตัวก็พอ เวลาใจคิดโน่นคิดนี่ เราก็พยายามดึงมันกลับมา อย่าไปใช้คำบริกรรม

ปุจฉา : เราทำงานทางสังคม บางครั้งมองว่าสิ่งที่ทำน่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง อาจจะไม่ถูกใจเพราะคนทุกคนไม่เท่ากัน บางทีเราทำไปก็อาจจะท้อบ้าง เพราะความไม่ถูกใจนั้นสร้างผลกระทบทั้งกับตัวเราและคนรอบข้าง เราควรจะวางตนเอง วางใจ หรือปล่อยวางอย่างไรดี

พระอาจารย์ไพศาล : สมัยนี้เราเอาความถูกใจเป็นหลักมากกว่าความถูกต้อง ยิ่ง Facebook แพร่หลาย คำว่าไลค์หรือถูกใจทําให้คนถูกใจ สนใจ ซึ่งทำให้คนเป็นทุกข์ง่าย เวลาที่เราทำงานเพื่อสังคมนั้น เราทำเพื่อช่วยเหลือส่วนรวม แต่มีคนจำนวนหนึ่งไม่ถูกใจ เพราะยังไม่เข้าใจหรือเขาอาจสูญเสียผลประโยชน์ เราก็ต้องมองว่านี่เป็นธรรมดา ไม่ว่าเราจะทำอะไรดีแค่ไหน จะมีคนจำนวนหนึ่งที่ไม่เข้าใจ และคนอื่นอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่พอใจ เป็นอย่างนี้อยู่เสมอ

การเอาคำด่า คำวิจารณ์ เอาคำไม่ถูกใจของผู้คนมาใช้ประโยชน์ ซึ่งประโยชน์นั้นมีหลายอย่าง ประโยชน์ในทางที่เอามาช่วยทำให้งานเราดีขึ้น เพราะการไม่ถูกใจของบางคน อาจมีเหตุมีผล ถ้าเราเอามารับฟังสักหน่อยก็อาจมีเหตุผลกับเรา หรือไม่ฉะนั้นก็นำมาใช้ในการขัดหรือขูดกิเลสของ ถ้าเราก้าวข้ามตรงนี้ไปได้เราจะใช้ประโยชน์จากมัน อันนี้ก็ต้องวางอัตตา ถ้าเรายึดในอัตตาจะมีความทุกข์ตลอดเวลา แต่ถ้าเราวางอัตตาลงได้หรือไม่เอาอัตตาไปรับ เราก็จะมองเห็นประโยชน์

ปุจฉา : วันนี้เพิ่งมาเดินเป็นวันแรก ขณะที่เดินไปตอนแรกไม่ถูกใจ ในขณะที่มองไปเริ่มเห็นขยะ มีเสียงวิพากษ์อยู่ในใจมาเรื่อยๆ คนขับรถเร็วๆ เดินผ่านที่พรุ เห็นร้านอาหารปล่อยน้ำเสียลงซึ่งเป็นแหล่งน้ำจืดของสมุย เราก็เริ่มทุกข์กับสิ่งที่เห็น ในระหว่างที่เดินไป เราควรมีการทำใจหรือว่าจำกัดใจให้เดินได้อย่างไร

พระอาจารย์ไพศาล : เวลาเราเดินภาวนา นอกจากเราเดินอย่างมีสติเดินด้วยความสงบแล้ว ในด้านหนึ่งคือเราเดินเปิดใจรับรู้ทุกข์สุขของสรรพชีวิตตามรายทางด้วย ถ้าใจว่างเราก็จะสามารถรับรู้ทุกข์สุขได้ แต่ขณะเดียวกันเราก็ต้องรักษาใจของเราให้อย่าไปโกรธ อย่าไปเกลียด บางทีมันอาจหาเส้นแบ่งได้ยากเพราะใกล้กันมาก เวลาเราเห็นความทุกข์แล้วมันจะเกิดความโกรธ ความเกลียดหรือความไม่พอใจได้ง่าย อันนี้เราต้องมีสติ อย่าให้ความโกรธความเกลียดมันมาเล่นงานจิตใจ เราเพียงแต่รับรู้ว่ามันมีปัญหาเกิดขึ้นและปัญหานั้นมันก็คือสิ่งที่เราควรจะหาทางแก้ไข ถ้าอยู่ในวิสัยที่เราสามารถทำได้ เรารับรู้ปัญหา แต่ว่าเราไม่ปล่อยใจให้เกลียดชัง โดยเฉพาะการเกลียดชังตัวบุคคล

อาตมาชอบที่ท่านติช นัท ฮัน พูดไว้ว่า ศัตรูของเราไม่ใช่มนุษย์ ศัตรูของเราคือความหลง ความโลภ ความโกรธ เพราะฉะนั้นถ้าเราเห็นปัญหาแบบนี้อย่าไปโกรธอย่าไปเกลียดตัวบุคคล แต่ให้เรามองว่าสิ่งที่เป็นปัญหา สิ่งที่เป็นตัวการนั้นคือความโลภ ความหลง ความเห็นแก่ตัว ความไม่รู้ ถ้าเรามองแบบนี้จะเกิดกำลังใจหรือเกิดความมุ่งมั่นที่จะช่วยทำให้คนโลภน้อยลง แต่ถ้าเราวางใจไม่เป็น เราจะไปโกรธคน โกรธนักท่องเที่ยว โกรธกลุ่มนายทุนนักการเมือง มันก็เลยทำให้จิตใจเราเศร้าหมอง ทำให้เรารู้สึกว่าจิตใจของเราเริ่มจะเป็นปฏิปักษ์กับคนค่อนโลกก็ได้ เพราะเป็นแบบนี้เกือบทั้งโลก ไปที่ไหนก็เจอ ไม่ใช่เป็นคนที่เป็นตัวปัญหา แต่ตัวปัญหาคือความหลง ความโลภ

เพราะฉะนั้นในการเดินให้เราตระหนักว่าทุกวันนี้ความโลภความหลงมีเยอะมาก สิ่งที่เราต้องทำคือ อย่าให้สิ่งเหล่านี้มาครองใจเรา รวมทั้งความโกรธด้วย เพราะการที่เราเดินไปแล้วเกิดความโกรธ เราจะมีความโกรธมากขึ้น แสดงว่าเราพ่ายแพ้ต่อสิ่งนี้ พ่ายแพ้ต่อความโกรธ ไป ๆ มา ๆ เราก็ไม่ได้ต่างจากคนอื่นเลย

อาตมาคิดว่าเราต้องดูใจของเรา ในขณะที่เห็นปัญหา เราก็อย่าให้ความโกรธความเกลียดตัวบุคคลมาครอบงำใจ แต่ทำให้เราตระหนักเห็นถึงความเร่งด่วนในการที่จะทำให้สู้กับความโลภ ความหลง ซึ่งอาจจะมาในรูปของการบริโภคนิยม วัตถุนิยม มาในรูปของการพัฒนาที่เน้นเอาเม็ดเงินเป็นสรณะ ตรงนี้มันจะถูกจุดมากกว่า ไม่เช่นนั้นทำไปทำไปแล้วเราจะเป็นศัตรูกับคนทั้งโลกที่ทำลายสิ่งแวดล้อม

ปุจฉา : อยากขอคำแนะนำพระอาจารย์เกี่ยวกับเรื่องของการปล่อยวาง เพราะเข้าใจว่าคำ ๆ นี้เรานำมาใช้ในการทำงานทางสังคม อยากให้ท่านพระอาจารย์ได้ให้คำนิยามตรงคำว่าปล่อยวางว่าควรจะอยู่ตรงไหนที่เหมาะสมสำหรับทุกคน

พระอาจารย์ไพศาล : พุทธศาสนาท่านสอน 2 อย่างนะ ทำจิตกับทันจิต โดยทำจิตเช่นการช่วยเหลือผู้อื่น การมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องฝึกการทันจิตด้วย ที่จริงแล้วเวลาพระพุทธเจ้าตรัสเรื่องความไม่เที่ยงของสังขาร ท่านพูด 2 ลักษณะคือ ลักษณะที่ 1 ท่านสอนว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เพราะฉะนั้นต้องเร่งทำประโยชน์ให้ถึงพร้อมด้วย ความไม่ประมาท อันนี้เป็นสิ่งที่อยู่ในปัจฉิมโอวาท แต่ในบางที่ท่านสอนว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นไม่เที่ยง เพราะฉะนั้นให้รู้จักปล่อยวาง ในการบังสกุลตายอนิจจาวะตะสังขารานั้น สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงเกิดขึ้นแล้วเสื่อมไป มีแล้วดับไปเป็นธรรมดา การระงับปล่อยวางสังขารทั้งหลายเป็นความสุขอย่างยิ่ง บางคนสงสัยว่าพระพุทธเจ้าในบางที่ให้ขยันหมั่นเพียร แต่ในบางทีให้ปล่อยวางมันเป็นความขัดแย้งกันหรือเปล่า ไม่ได้ขัดแย้งเลย ในด้านหนึ่งพระพุทธเจ้าบอกให้ทำจิตขยัน แต่ในขณะเดียวกันก็ให้รู้จักทันจิตด้วย ทันจิตคือปล่อยวาง ทำจิตนี้เราสามารถทำได้หลายอย่างที่สุดคือการปล่อยวาง เวลาที่พระพุทธเจ้าหรือครูบาอาจารย์บอกว่า ปล่อยวางนั้นจะเน้นเรื่องการทำจิตไม่ได้แปลว่าไม่ให้ทำกิจ

ที่จริงมันไม่ใช่เป็นเรื่องที่ลึกลับซับซ้อนอะไรเลย เราจะทำจิตให้ดีต้องรู้จักวาง เช่น การที่เราเดินตามครูนั้น ถ้าคุณเดินแล้วใจของคุณไม่ปล่อยวาง คุณทุกข์ คุณเหนื่อย ดังนั้นคุณต้องปล่อยวาง ปล่อยวางจุดหมายปลายทาง เวลาเดินอย่ามัวไปคิดถึงจุดหมาย ถ้าใจไปคิดอยู่ที่จุดหมายมันจะเหนื่อย เพราะมัวคิดว่าเมื่อไหร่จะถึง เวลาเดินเราต้องปล่อยวางความเจ็บความป่วยของกาย อย่ามัวไปยึดว่าเป็นของเรา กายปวดก็ปวดไป แต่ใจไม่ปวด กายร้อนก็ร้อนไป แต่ใจไม่ร้อน นี่คือการปล่อยวาง ถ้าหากว่าเราเดินด้วยใจที่ยึดติด ไม่ใช่แค่ปวดกายแต่มันจะปวดใจด้วย มันไม่ใช่เพียงแค่ร้อนกายแต่ร้อนใจด้วย แล้วเราจะเดินได้ไม่ไกล

ปัญหาคือเราปล่อยวางกันไม่เป็น เราจึงคิดว่าการปล่อยปละละเลย คือการปล่อยวาง งานจึงไม่ได้ทำ จิตก็ไม่ได้พัฒนา ดังนั้นเราต้องเข้าใจว่าการปล่อยวางนั้น ถ้าหากเราทำเป็น มันจะทำให้เราทำงานได้ดี ดังคำกล่าวที่ว่างานได้ผลคนเป็นสุข

ปุจฉา : การใช้พลังจิตในการขับเคลื่อนสังคมในภาวะปัจจุบัน ที่พบว่านักต่อสู้หรือผู้มีจิตที่ดีพยายามที่จะต่อสู้ในการทำความดีงามให้กับสังคม แต่พบอุปสรรคหรือปัญหาทำให้หลาย ๆ คนเลิกราหรือเกิดความท้อแท้ จนสุดท้าย บางครั้งก็เหมือนกับไม่มีพลังในการขับเคลื่อน

พระอาจารย์ไพศาล: การทำงานเพื่อสังคมนั้นอาตมาคิดว่า เราต้องมีฉันทะเป็นแรงจูงใจหรือเป็นแรงผลักดัน ถ้าเราทำด้วยความชอบเพราะเห็นคุณค่า ดังนั้นหากเราทำด้วยฉันทะเราจะทำด้วยความสุข ไม่ใช่เมื่องานสำเร็จแต่มีความสุขในขณะที่ทำ ฉันทะคือความอยากทำ ได้ทำก็มีความสุขแล้ว เหมือนกับคนที่เขามีศรัทธาในการเรียน การที่เขาได้อ่านหนังสือ ได้ค้นคว้า เขาก็มีความสุขแล้ว ส่วนจะสอบได้คะแนนสูงหรือน้อยนั้นเป็นเรื่องรอง โดยส่วนใหญ่ในการทำงานของเรานั้นมักจะทำด้วยตัณหา คือความอยากได้อยากมี อยากได้รางวัล อยากได้ชื่อเสียง อยากเป็นที่ยอมรับ ถ้าทำด้วยตัณหาจะมีความทุกข์ขณะที่ทำ ตัณหานั้นมีความสัมพันธ์กับอัตตา หากเรามีตัณหาเราก็ย่อมมีอัตตาเข้ามาบงการอยู่ตลอดเวลา อัตตานี้มันอยากมี อยากได้ อยากเป็น

การทำงานเพื่อสังคมในทีแรก เราทำด้วยอุดมการณ์และอุดมคติคือฉันทะ แต่พอทำไป เราอาจจะเผลอทำไปด้วยตัณหา เราถูกครอบงำด้วยอัตตา อยากมี อยากทำ อยากสำเร็จ อยากได้ แล้วก็ยึดอะไรต่อมิอะไรว่าเป็นของเรา แม้กระทั่งความคิดความเห็นก็ยึดมั่นว่าเป็นของเรา ถ้าใครคิดไม่เหมือนเราแล้วนั้นก็ไม่พอใจหรืออยากตัดออกไป ฉะนั้นอาตมาคิดว่าเราต้องพยายามนำเอาฉันทะมาเป็นแรงจูงใจให้ได้ควบคู่ไปกับการปล่อยวาง

ปุจฉา : พบเจอคนจำนวนมากที่มีอาการนอนไม่หลับ เราควรจะเริ่มฝึกด้วยวิธีอะไรบ้าง บางคนบอกว่าสวดมนต์ บางคนบอกว่านั่งสมาธิ บางคนก็เดินจงกรม บางคนก็ทำหลาย ๆ แบบ

พระอาจารย์ไพศาล : การนอนไม่หลับนั้น เราคิดมากหรือคิดจนหยุดไม่ได้ เพราะเราถูกฝึกมาให้คิดเก่ง คิดไว แต่เราไม่ได้ฝึกเพื่อให้หยุดคิด หรือวางความคิด เพราะฉะนั้นมันก็เลยเกิดอาการที่ว่า หยุดความคิดไม่ได้เลยนอนไม่หลับ การสวดมนต์การนั่งสมาธิก็เป็นวิธีการที่สามารถช่วยได้ การเจริญสติโดยไม่ต้องมีรูปแบบเลยก็ได้ เช่น เวลาที่เรานอนไม่หลับให้รู้ทันความคิด รู้แล้วก็วาง ระหว่างที่เรานอนอาจจะคลึงนิ้วไปก็ได้ ถ้าไม่มีสติรู้ทันความคิด ความคิดก็จะฟุ้งปรุงแต่งไป จริง ๆ แล้วคนเรานั้น ถ้ามีความอยากหลับ ก็อาจจะไม่หลับ แต่ถ้าเราไม่สนใจมันก็อาจจะหลับ แต่เวลาที่เราไม่อยากหลับมันก็อาจจะอยากหลับ เช่น เวลาที่เราเดินเจริญสติ-สมาธิเราไม่อยากหลับแต่เรากลับง่วงโงก เพราะฉะนั้นเวลาที่เรานอนไม่หลับนั้น มันจะมีความอยาก คือความอยากหลับ ให้เรารู้ทันความอยากนั้นเสีย เพราะถ้าเราอยากหลับมันอาจจะไม่หลับ แต่พอเราลืมมันก็อาจจะหลับ หรือไม่รู้ตัวไม่รู้เรื่องว่าหลับไปเมื่อไหร่ เพราะอาจจะต้องบอกตนเองว่า ไม่หลับก็ไม่หลับช่างมัน ไม่หลับก็ไม่หลับ อย่าหลับหากเรามีความอยาก เมื่อไหร่รู้ทันมันแล้วก็วางลง ปัญหาของคนที่นอนไม่หลับโดยส่วนใหญ่คือคนที่มีความวิตกกังวล ชอบคิดเรื่องที่ยังมาไม่ถึง ดังนั้นจึงต้องฝึกจิตว่า อย่าไปคิดในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง สิ่งใดที่ยังมาไม่ถึง ก็อย่าเพิ่งไปกังวลกับมันมาก หลายสิ่งหลายอย่างที่เรากังวลว่าเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ พอมันเกิดขึ้นจริงอาจจะไม่มีอะไรเลย

ประสบการณ์ของเราอาจะนำมาเตือนใจเราได้ว่า สิ่งที่เรากำลังกังวลนั้น พอถึงเวลาจริง ๆ พอถึงเหตุการณ์จริง ๆ มันกลับไม่มีอะไร  แล้วเราจะกังวลไปทำไม มีคำพูดของท่านทะไลลามะที่ดีมากว่า อะไรก็ตามที่มันแก้ได้ ปัญหาอะไรที่มันแก้ได้ จะวิตกกังวลไปทำไม ปัญหาอะไรที่มันแก้ไม่ได้ มีประโยชน์อะไรที่จะต้องไปกังวล เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องกังวล เหตุการณ์อะไรที่มันแก้ได้ ถ้ามันแก้ได้เราก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปกังวล แต่ถ้ามันแก้ไม่ได้ กังวลไปก็ไม่มีประโยชน์ เตือนใจตัวเราเองแบบนี้บ้าง บางทีมันอาจจะทำให้เราหลับง่ายขึ้นเพราะว่าส่วนหนึ่งที่เราหลับไม่ได้เพราะเรามีความกังวล
///////////////