มอแกนอึดอัดนักท่องเที่ยวใส่บิกินี่ชมหมู่บ้าน นักวิชาการ-กสม.แนะกำหนดกติกา-ให้เกียรติสถานที่

ภายโดยปิยศักดิ์ อู่ทรัพย์

วันที่ 28-29 เมษายน 2562 คณะสื่อมวลชนราว 20 คน พร้อมด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ดร.นฤมล อรุโณทัย นักวิชาการจากสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะของศูนย์มานุษวิทยาสิรินธร คณะกรรมการชาวเล เครือข่ายชาวเล มูลนิธิชุมชนไท ได้ร่วมกันลงพื้นที่หมู่บ้านมอแกน หมู่เกาะสุรินทร์ จังหวัดพังงา ซึ่งถูกไฟไหม้เกือบทั้งหมู่บ้านตั้งแต่เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

นายพุทธพจน์ คูประสิทธิ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ กล่าวว่าขณะนี้ชาวมอแกนได้เข้าไปอยู่บ้านเรียบร้อยและดำเนินชีวิตไปตามปกติ

ขณะที่ชาวมอแกนร่วมกันให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนว่า ขณะนี้เรือที่ถูกไฟไหม้ไปพร้อมกับบ้านจำนวน 32 ลำยังไม่มีใครให้ความช่วยเหลือซึ่งในช่วงหน้ามรสุมที่พวกตนไม่มีรายได้จากการท่องเที่ยวก็มักใช้เรือออกหาปลา แต่ในปีนี้ไม่มีเรือ ทั้งนี้ปัจจุบันยังต้องอยู่กันอย่างแออัด บางครอบครัวอยู่กันถึง 8 คน โดยเฉพาะบ้านที่มีครอบครัวใหม่ก็ต้องอยู่รวมกับพ่อแม่เหมือนเดิมเพราะไม่สามารถขยายพื้นที่ออกไปได้ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีการเสนอให้มีการขยับขยายชุมชนไปที่อีกซึกหนึ่งของชายหาดอ่าวบอน แต่ได้รับการปฎิเสธ

“เรื่องนี้นักท่องเที่ยวแต่งบิกินี่หรือชุดว่ายน้ำเดินขึ้นมาเที่ยวหมู่บ้านจริงๆแล้วพวกเราก็รู้สึกอึดอัด เพราะเป็นตัวอย่างที่ไม่ได้กับเยาวชน แต่เราก็ไม่รู้จะห้ามอย่างไร จริงๆแล้วหากไกด์หรือธุรกิจนำเที่ยวบอกกับนักท่องเที่ยวให้เคารพและให้เกียรติ์พวกเราหน่อยก็เป็นเรื่องที่ดีและสามารถแก้ปัญหาได้”ชาวมอแกน กล่าว

นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวกับคณะสื่อมวลชนว่า จากการลงพื้นที่พบว่าที่หมู่เกาะสุรินทร์ มีปัญหาสถานะบุคคล จำนวน 193 คน ได้นำข้อมูลเดิมที่เคยสำรวจเมื่อปี 2559 และการลงพื้นที่ครั้งนี้ได้ หาพยานรู้เห็นการเกิด ตามมาตรา 23 และมาตรา 7 ทวิ ได้พบหมอตำแยที่ทำคลอด และนายอำเภอตะกั่วป่าได้ส่งปลัดฝ่ายทะเบียนมา พบว่าน่าจะเป็นไปได้ที่ใช้พยานรู้เห็นการเกิด และอาจจะสามารถยื่นคำร้องขอลงรายการสัญชาติไทยได้เลย และยังพบว่ามีชาวมอแกนอีกกลุ่มที่ไม่เคยได้รับสำรวจเลย เป็นกลุ่มคนไร้รัฐ

นางเตือนใจดีเทศน์กล่าวว่า เห็นได้ชัดว่าการท่องเที่ยวเป็นแบบไม่มีส่วนร่วม นักท่องเที่ยวขึ้นเกาะมา ใครอยากมาเดินดูบ้านชาวมอแกนก็ดูได้ตามสบาย ปัญหาคือทำอย่างไรจะกำหนดกติกาการเข้าชุมชนสำหรับนักท่องเที่ยว กลุ่มชาติพันธุ์มอแกนมีวิถีชีวิตไม่มีพรมแดนรัฐชาติ อาจต้องประสานไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนพม่าเพื่อจัดการร่วมกัน

ขณะที่ผู้แทนจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร กล่าวว่าที่นี่เป็นพื้นที่ห่างไกล การที่เจ้าหน้าที่อำเภอมาสำรวจ ก็มีค่าใช้จ่ายแพง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูมรสุม เด็กส่วนมากเกิดโดยการทำคลอดของหมอตำแย แล้วเมื่อหมดฤดูมรสุมจึงไปแจ้งเกิดที่อำเภอ ซึ่งหากมีการทำข้อมูลบุคคลที่ตกหล่น กรมการปกครองจะส่งเจ้าหน้าที่มาช่วย กรณีแบบนี้ที่อำเภอตะกั่วป่า จะนำไปสู่การแก้ปัญหาชาวมอแกนไร้สัญชาติ และจะทำข้อเสนอต่อกรมการปกครอง จะเป็นตัวอย่างให้แก่พื้นที่อื่น อาทิ เกาะเหลา เกาะพยาม

ดร นฤมล อรุโณทัย นักวิชาการจากสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าชาวเลที่นี่มีการเดินทางเยี่ยมญาติพี่น้องระหว่างเกาะย่านเชือกในพม่ากับมอแกนตามเกาะต่างๆของไทย แต่สามารถจัดการได้และสามารถเป็นตัวอย่างให้ทาง จ.ระนอง ซึ่งมีลักษณะพิเศษคล้ายกัน ที่นี่ห่างไกล ชาวเลแทบไม่ได้รับการศึกษา น่าจะมีการหารือกับหน่วยงานรัฐเพื่อรูปแบบการจัดการศึกษาที่เหมาะสมให้แก่ชาวมอแกน

“ทะเลไม่สีเขตแดน มอแกนเป็นกลุ่มที่โยกย้ายไปมา อาจต้องมีสิทธิอีกแบบ เราไม่สามารถปิดกั้นการเดินทางข้ามพรมแดนได้เพราะพวกเขาอยู่กันมานาน ต้องดูว่าการอพยพในปัจจุบันเป็นเพราะปัจจัยอะไร เพราะปัญหาเศรษฐกิจหรือไม่ ที่นี่เป็นอุทยานแห่งชาติ การท่องเที่ยวเป็นใหญ่ เวลาที่นั่งคุยอยู่บนชายหาดนี้ก็เห็นชัดว่าใบพัดเรือคุ้ยตะกอนขึ้นมาทำน้ำขุ่น จริงๆ ควรมีการพูดคุยหารือเรื่องปัญหาต่างๆ และทางออกร่วมกับอุทยาน ธุรกิจท่องเที่ยว และชุมชน ว่าจะทำอย่างไรให้ชาวบ้านมอแกนมีศักดิ์ศรี ชาวมอแกนอยู่อย่างสบายๆ แต่อะไรๆ เปลี่ยนไปมากมาย ในชุมชนไม่มีผู้นำชัดเจนโดดเด่น เป็นสังคมที่เท่าเทียมกัน ปรัชญาในชีวิตแบบมอแกน การที่เขาอยู่มานาน แต่ยังสามารถประกาศอุทยานได้แปลว่าเขาไม่ได้ทำลายทรัพยากร แต่ทุกวันนี้ชุมชนมอแกนเป็นฝ่ายตั้งรับ การที่เขาต้องการอะไรในปัจจุบันต้องวิเคราะห์ให้ดี” ดร.นฤมล กล่าว

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.