ชาวบ้านเมืองทวายกระตุ้นต่อมรับผิดชอบรัฐบาลไทย-เผยได้รับผลกระทบจากโครงการสร้างถนนเชื่อมเขตเศรษฐกิจพิเศษ-ยื่น 7 ข้อเรียกร้อง KNU หวั่นกระทบแผนสันติภาพ

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2562 ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโครงการถนนไทย-เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย เมืองทวาย ประเทศพม่า ได้เข้าพบ พ.อ.ศรัณยู วิริยเวชกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (สพพ.) เพื่อแสดงความกังวลใจและยื่นข้อเสนอแนะ

ทั้งนี้การดำเนินโครงการถนนเชื่อมต่อสองช่องทางระยะทาง 138 กิโลเมตร จากด่านชายแดนบ้านพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรี ถึงโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษและท่าเรือน้ำลึกทวาย ประเทศเมียนมา ซึ่งสพพ. ว่าจ้างที่ปรึกษาเพื่อสำรวจและจัดทำรายละเอียดของโครงการถนนโรดลิงค์ไทย-ทวาย ที่กำหนดจะแล้วเสร็จตามสัญญาในเดือนกันยายน 2562 แต่ผ่านมา 7 เดือน ชาวบ้านยังไม่ได้รับข้อมูลอย่างชัดเจนและทั่วถึง

นายธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร นักวิจัยจากกลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขงกล่าวว่าได้มีการประชุมปรึกษาหารือสาธารณะไปแล้ว เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2562 ที่ห้องประชุมโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายซึ่งอยู่ห่างไกลจากชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างถนนมาก อีกทั้งมีการแจ้งกระชั้นชิดทำให้ชาวบ้านจากที่ได้ผลกระทบจากถนนไม่มีโอกาสเข้าร่วมการประชุมในครั้งนั้น

นายอู เย อ่อง ชาวบ้านกะเลจีกล่าวว่า หมู่บ้านกะเลจี เป็นส่วนหนึ่งของโครงการฯเมื่อมีการอ้างถึงการเสียสละเพื่อการพัฒนา พวกเราเป็นหนึ่งในคนที่ต้องเสียสละ. เราอยู่ที่หมู่บ้านนี้มานาน มีที่ดิน น้ำ และถนนจะผ่านหมู่บ้านที่อยู่มานานหลายปี เราหวังว่าการประชุมหารือจะได้คุยกันว่า ทำอย่างไรจะไม่มีการแย่งยึดที่ดิน หรือทรัพยากรธรรมชาติของเราไป อยากจะเสนอแนะว่า ถ้าชนพื้นเมืองได้รับการปรึกษาหารือที่ลงลึกมากกว่านี้ ความกังวลของชาวบ้านก็จะลดน้อยลงมาก

“มีคำถามว่า ใครรับผิดชอบต่อข้อกังวลของชาวบ้านในครั้งนี้ เราต้องการกระบวนการปรึกษาหารือที่มีความละเอียด และสุดท้ายเราพร้อมเสียสละแต่ต้องมั่นใจว่าเราต้องอยู่ในกระบวนการการพัฒนานั้นด้วย” นายอู เย อ่อง กล่าว

นายอู เย อ่อง กล่าวว่า ที่ผ่านมาไม่มีคนของบริษัทที่ปรึกษามาหาเรา และไม่มีใครมาสอบถาม หรือบอกอะไรเลย โครงการตัดถนนหยุดไปหลายปี ชาวบ้านก็คิดว่าคงไม่มีใครกลับมาทำแล้ว จนตอนนี้ได้ยินว่ามีคนเข้ามาสำรวจ เรารู้ข่าวกันเองจากการบอกเล่าของคนในเมืองทวาย สิ่งที่เราขอคืออยากให้นำข้อมูลมาให้ชาวบ้าน เพราะอยากรู้ว่าจะเข้ามาทำอะไร และจะเกิดผลกระทบขึ้นตรงไหนและใครจะได้รับผลกระทบบ้าง เราจะได้ตัดสินใจถูกว่าจะทำอย่างไรต่อ

ขณะที่พะตีซอว์โค ตัวแทนชาวบ้านในเขตพื้นที่กาโมต่วย ในพื้นที่ดูแลของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรือ KNU ได้แสดงความเป็นห่วงต่อกระบวนการสันติภาพ ที่อาจเกิดปัญหาขึ้นได้ หากไม่มีการตกลงที่ชัดเจนในเรื่องรายละเอียดของโครงการถนนระหว่างรัฐบาลเมียนมา และสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง

พันเอกศรัณยู กล่าวว่า สพพ.มีหน้าที่ในการให้เงินกู้และสนับสนุนด้านการออกแบบโครงการ แต่ในส่วนของการจ่ายค่าชดเชยนั้น ต้องเสนอรัฐบาลพม่าเป็นคนพิจารณาเนื่องจากผู้ให้ทุนไม่สามารถทำได้ สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดคือ เราสามารถเสนอต่อรัฐบาลพม่าได้ว่า ควรมีการจ่ายค่าชดเชยที่เป็นธรรมตามกฎหมาย และทำได้แค่การเสนอความคิดเห็นเท่านั้น

“เรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เราได้มีการพูดคุยกับ WWF พยายามออกแบบหลายๆทางเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงปัญหาสิ่งแวดล้อม ได้ทำงานร่วมกับรัฐบาลพม่า และรัฐบาล KNU เพื่อแก้ไขปัญหา แต่เรายังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เราไม่สามารถที่จะเข้าถึงทุกหมู่บ้านทุกครัวเรือนได้ แต่มีข้อมูลที่ได้รับผ่านจากผู้นำหมู่บ้านที่เขามาร่วมประชุม หลังจากประชุมแล้ว บริษัทที่ปรึกษาก็ได้มีการทำเฟสบุ๊คและเว็บไซด์ เพื่อรับข้อคิดเห็นต่าง ๆ และมีเบอร์โทรศัพท์ที่จะสามารถมีความเห็นได้” รองผู้นวยการ สพพ. กล่าว

หลังจากการแลกเปลี่ยนกัน ตัวแทนชาวบ้านได้ยื่นจดหมายร้องเรียน และข้อเสนอต่อ สพพ.ในการดำเนินโครงการ โดยมีข้อเสนอแนะ 7 ข้อ ได้แก่

  1. ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการก่อสร้างถนนที่ผ่านมา ที่ยังไม่ได้รับการจัดการแก้ไข ต้องได้รับการแก้ไขก่อน
  2. ต้องพัฒนาแผนจัดการ (รวมถึงระบุระยะเวลาและงบประมาณ) และดำเนินงานเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (โดยเฉพาะทรัพยากรน้ำ) ซึ่งได้รับความเสียหายจากโครงการนี้
  3. ต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับชุมชนท้องถิ่น โดยร่วมมือกับชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบในการคำนวณค่าชดเชยอย่างเป็นธรรม
  4. ควรมีการทำการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ครอบคลุมทั้งโครงการ (Side-wide EIA) และการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ และต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายพม่า ชุมชนผู้ได้รับผลกระทบขอเรียกร้องใสิ่งแวดล้อมด้วย
  5. รัฐบาลและบริษัทผู้ดำเนินงานในโครงการนี้ควรเคารพหลักการความยินยอมที่ต้องบอกแจ้งล่วงหน้าและเป็นอิสระในการตัดสินใจ (Free, Prior and Informed Consent -FPIC) ซึ่งเป็นสิทธิของชนพื้นเมือง
  6. ผู้ดำเนินงานโครงการและรัฐบาลควรคำนึงถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่ และมีการเตรียมพร้อมล่วงหน้า โดยต้องเคารพข้อตกลงทวิภาคีที่มีการลงนามในปี 2555 และข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศที่ลงนามในปี 2558 ระหว่างรัฐบาลเมียนมากับKNU
  7. เพื่อรับมือกับประเด็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างถนนและโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ควรมีการตั้งคณะกรรมการที่ดำเนินงานอย่างโปร่งใส ร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากหลายภาคส่วน รวมถึงชุมชนที่ได้รับผลกระทบ และคณะกรรมการนี้ต้องมีอำนาจในการตัดสินใจ

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.