ทำไมชาวบ้านเขาถึงต้องมาทำเนียบอีก

PMOVE1

พ่อใหญ่แม่ใหญ่หลายคนกำลังให้ลูกๆหลานๆบีบนวด ขณะที่บางคนกำลังต่อสายไฟแข่งกับความมืดที่คืบคลานเข้ามา บางส่วนกำลังล้อมวงเปิบข้าวเหนียวจิ้มแจ่ว

 

ชาวบ้านที่รวมตัวกันเป็นเครือข่าย “พีมูฟ”เก็บข้าวเก็บของนั่งรถหลังขดหลังแข็งกันมานับสิบชั่วโมงตั้งแต่เย็นวันที่ 5 พฤษภาคม และมาถึงกทม.เช้ามืดวันที่ 6 เพราะอยากเห็นความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาของพวกเขา

 

ผมยืนมองผู้เฒ่าผู้แก่เหล่านี้อยู่พักใหญ่ ในใจอดตั้งคำถามให้สะท้อนใจตัวเองไม่ได้ว่า “สังคมนี้มันเป็นอะไร ทำไมคนรุ่นปู่ย่าตายายถึงต้องมาลำบากลำบนปานนี้”

กลางวันร้อนแสนร้อน แถมช่วงนี้บางวันฝนตกอีกต่างหาก ห้องน้ำห้องท่าก็มีแค่รถสุขาของกทม.อยู่ 2 คัน น้ำอาบก็หายากเต็มที แต่ละกลุ่มต่างหอบเสบียงเท่าที่มีติดไม้ติดมือมาด้วย

 

ชาวบ้านจากอีสานขนมะละกอมากองใหญ่ ส่วนชาวบ้านจากภาคใต้ขนปลาแห้งมากันหลายถุง

 

ลองคิดเล่นๆว่าถ้าคนเฒ่าคนแก่วัย 70 หรือ 80 ปีเหล่านี้เป็นโคตรเหง้าของนักการเมืองที่มีอำนาจในทำเนียบ พวกเขาจะปล่อยให้ปู่ย่าตายายต้องมาทนทุกข์อย่างนี้มั้ย

 

ป้าลาบชาวเลจากบ้านทับตะวัน จ.พังงา เข้ามาทักด้วยคุ้นเคย ผมและเพื่อนๆนักข่าวเคยพากันลงพื้นที่ขุมเขียว ซึ่งเป็นบ่อแร่เก่าซึ่งในความเป็นจริงก็น่าจะเป็นพื้นที่สาธารณะ และชาวเลใช้เป็นที่จอดเรือและหาปลากันมานาน แต่นายทุนก็มายึดเอาไปซ่ะงั้น แกเดินทางไปร้องเรียนของความเป็นธรรมในทุกที่เพราะอยากให้ลูกๆหลานๆได้มีที่หากิน แต่ผ่านไปหลายรัฐบาล ชาวเลกลับยิ่งทุกข์หนักเพราะนายทุนห้ามเข้าขุมเขียวเด็ดขาด ไม่งั้นโดนลูกปืน หน่วยงานราชการก็เกี่ยงกันไปเกี่ยงกันมาไม่มีใครกล้าเป็นโจทย์ต่อสู้กับนายทุน

ชาวบ้านเหนื่อยหน่ายกับการต่อสู้ ท้ายสุดเลยเหลือป้าลาบและชาวเลอีกไม่กี่คนที่ยังมุ่งมั่น

 

เช่นเดียวกับป้ามะไล ที่เดินทางมาจากอ.น้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี เพื่อทวงถามถึงที่นาซึ่งถูกน้ำท่วมจากการสร้างอ่างเก็บน้ำของกรมชลประทานซึ่งถือว่าเป็นความผิดพลาดเมื่อ 20 ปีก่อน และทางการเคยมีมติให้ลดระดับน้ำเพื่อคืนที่นาให้ชาวบ้าน แต่ท้ายสุดเมื่อเปลี่ยนรัฐบาล ปัญหาก็กลับไปเป็นเหมือนเดิม และป้ามะไลก็ยังต้องกลับมาร้องเรียนที่ทำเนียบอีกไม่รู้เป็นครั้งที่เท่าไหร่

 

แต่ความล้มเหลวในการแก้ปัญหาของคนจนที่สะท้อนภาพได้ชัดสุดคือกรณีของการสร้างเขื่อนปากมูน ซึ่งทุกวันนี้แม้มีข้อมูลและงานวิจัยยืนยันถึงความผิดพลาดจากการสร้างเขื่อนที่ทำลายระบบนิเวศและวิถีวัฒนธรรมของชุมชนไปหมด แต่ก็ไม่มีรัฐบาลใดกล้าที่จะทำลายสิ่งปลูกสร้างที่กั้นลำน้ำมูนและฟื้นฟูวิถีชีวิตของชาวบ้าน

 

การต่อสู้ของชาวปากมูนกลายเป็นมหากาพย์ และพ่อใหญ่แม่ใหญ่ยังคงต้องกลับมานั่งให้ลูกหลานบีบๆนวดๆอยู่ข้างทำเนียบต่อไป เช่นเดียวกับชาวบ้านเทือกเขาบรรทัด ชาวบ้านเกษตรกรจากภาคเหนือ ชาวบ้านที่เป็นคนไทยพลัดถิ่น ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ ฯลฯ

 

ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลอำมาตย์หรือรัฐบาลไพร่ ผมก็ไม่เห็นว่าเขาจะจริงจังแก้ไขปัญหารากเหง้าของคนเล็กคนน้อยให้ลุล่วงเลย ส่วนใหญ่ก็เป็นอีหรอบเดียวกัน คือตั้งคณะกรรมการฯชุดต่างๆขึ้นมา ซื้อเวลายื้อกันไปยื้อกันมาจนสิ้นวาระ พอรัฐบาลใหม่เข้ามา ชาวบ้านก็ต้องมาแสดงพลังกันใหม่และรัฐบาลก็ตั้งคณะกรรมการเหมือนเดิม

 

นึกถึงแววตาของคนเฒ่าคนแก่ นึกถึงท่าบีบๆนวดๆ

นึกถึงมะละกอกองใหญ่ที่ขนกันขึ้นรถไฟมา นึกถึงเปลวแดดยามบ่าย

นึกเลยไปถึงเงินที่จะนำไปใช้โครงการจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท

นึกถึงงบประมาณเงินกู้อีก 2 ล้านล้านบาทที่อ้างว่านำไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน

นึกแล้วก็ไม่รู้จะนึกไปทำไม

สังคมบิดๆเบี้ยวๆนี้จะหาความเป็นธรรมกันอย่างไร.

 

โดย ภาสกร จำลองราช

 

 

 

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.