“บ้านสิงขร”ยุค 4.0 เก่าสู่ใหม่หัวใจไม่เปลี่ยน


ผลงานตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ วันที่ 16 มิถุนายน 2562

เรื่องโดย ภาคภูมิป้องภัย

โครงการพัฒนาและเสริมสร้างจริยธรรมนักสื่อสารชายขอบ –  พื้นที่เปราะบาง
สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์


สงครามทำให้วิถีชีวิตคนสิงขรเปลี่ยนแปลง เส้นเขตแดนทำให้คนสิงขรเป็นอื่น แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ทั้งหมดก็มีสายเลือดไทยอยู่เต็มเปี่ยม ไม่มีวันแปรเปลี่ยนเป็นอื่น

ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา หลังสิ้นสุดสงครามพม่า-กะเหรี่ยง ชาวสิงขรสายเลือดไทย-สัญชาติไทย กับสายเลือดไทย-สัญชาติพม่ายังไปมาหาสู่กันมิได้ขาด ยิ่งถนนลาดยางเพิ่งแล้วเสร็จ ระยะเวลา 3-4 ชั่วโมงถูกย่นเหลือชั่วโมงเดียว ทำให้เครือญาติสองฝั่งกระชับสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น 

แต่ถึงกระนั้นคนทั้งสองฝั่งยังถูกระเบียบ และกฎหมายไทยขีดวงจำกัดมากเกินไป คนไทยพลัดถิ่นฝั่งไทย 18,000 คนรอการพิจารณาให้สัญชาติไทยอย่างมีความหวังแม้น้อยนิด ขณะที่คนไทยพลัดถิ่นสิงขรถูกจำกัดเวลาไปมาหาสู่เครือญาติฝั่งไทย รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลมีราคาสูง

ตัวแทนคนสิงขรเล่าประสบการณ์ในฝั่งไทยด้วยน้ำเสียงน้อยใจ เช่น อยู่ไทยเกินกำหนดต้องเสียค่าปรับวันละ 100 บาท โดนเจ้าหน้าที่รีดไถเงิน โรงพยาบาลเรียกเก็บค่าพักรักษาในโรงพยาบาลคืนละ 1,000 บาท ฯลฯ ทั้งที่ความจริง พวกเขาลงหลักปักฐานทำมาหากินที่สิงขรแล้ว เพียงแต่ในฐานะคนไทยที่ถูกรัฐในอดีตทำพลัดถิ่น พวกเขาสมควรได้รับการเยียวยาช่วยเหลือจากรัฐไทยในวันนี้บ้าง เพียงเท่านี้จริงๆที่คนสิงขร 500 คน 150 ครอบครัวต้องการ หาได้อยากมีสัญชาติไทยไม่

คนไทยพลัดถิ่นตั้งรกรากที่บ้านสิงขร ต.สิงขร อ.ตะนาวศรี จ.มะริด ประเทศเมียนมาร์มานานนับร้อยปี นี่คือวิถีเกษตรกรรมดั้งเดิมคล้ายคลึงคนปักษ์ใต้ไทย ผู้เฒ่าใช้บั้นปลายชีวิตอยู่บ้าน นั่งดูความเป็นไปของลูกหลาน หนุ่มใหญ่ถึงวัยกลางคนเข้าสวนดูแลพืชผล วัยรุ่นออกไปทำมาหากินนอกพื้นที่ ส่งรายได้เสริมครอบครัว

นี่คือภาพกว้างๆระหว่างลงพื้นที่บ้านสิงขรเมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2562 ของทีมงานสำนักข่าวชายขอบ (www.transbordernews.in.th.) สื่อมวลชนไทย มูลนิธิชุมชนไท และตัวแทนเครือญาติ ตลอดสองวันช่วยให้เราสัมผัสวิถีดั้งเดิมแห่งสิงขรมากกว่ารับรู้เพียงผิวเผิน

ลึกลงไปในสภาพภูมิประเทศ ต.สิงขร ที่นี่มีลักษณะเป็นดอนกว้างใหญ่แต่ถูกแม่น้ำสิงขร และทุ่งหญ้ากว้าง 100-200 เมตร ยาวหลายกิโลเมตรพาดผ่านคดโค้งไปมาจนกลายสภาพเป็นดอนใหญ่น้อยหลายดอน แต่ละดอนเคยเป็นที่ตั้งหมู่บ้านเก่าเกิน  50 ปี เช่น บ้านทุ่งมะนาว บ้านสวนจำปา บ้านสวนหมากน้อย บ้านสวนขนุน บ้านทุ่งพร้าว ฯลฯ ปัจจุบันกลายเป็นหมู่บ้านร้าง เหลือเพียงเสาเรือน และรั้วไผ่ผุพังตั้งอยู่ให้รำลึกถึง แต่ละชุมชนร้างแทรกตัวอยู่ในสวนสุมรุม มีต้นไม้หลากพันธุ์ จัดลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ หมาก มะม่วงหิมพานต์ ยางพารา ทุเรียน มะม่วง ขนุน มังคุด เงาะ มะพร้าว ฯลฯ คละเคล้ากันไป

ขนาดพื้นที่กว้างใหญ่ ทำให้พวกเราใช้เวลากว่าครึ่งวันเดินสำรวจ โดยมี อนันต์ ปฏิแพทย์ และน้อย-มานิตย์ ประกอบปราณ แกนนำบ้านสิงขร พาลัดเลาะสวนหลังวัดสิงขร (ศูนย์กลางตำบล ซึ่งเป็นที่ตั้งชุมชนใหม่) ผ่านสะพานไม้ข้ามแม่น้ำสิงขรออกมาโผล่ตรงทุ่งหญ้าเขียวขจีที่ทอดผ่านเป็นแนวยาวสุดลูกหูลูกตา ในหน้าฝนทุ่งหญ้าจะแปรสภาพเป็นนาข้าว กั้นขวางหมู่บ้านเก่ากับใหม่

บริเวณทุ่งหญ้าท้องที่หมู่บ้านทุ่งพร้าวซึ่งเป็นหนึ่งในสมรภูมิรบระหว่างทหารพม่ากับกองกำลังกะเหรี่ยง ระหว่างปี  2535-2538 เราอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ยืนฟัง น้อย ประกอบปราณ เล่าเหตุการณ์ทหารพม่า 40 นายยึดป่าหมากหลังวัดสิงขรเก่าเป็นที่มั่น ระดมยิงปืนเล็กยาวเข้าใส่ฝ่ายต่อต้าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม ฝ่ายแรกได้เปรียบทั้งชัยภูมิและอาวุธ ทำให้ฝ่ายหลังบาดเจ็บล้มตายหลายคนขณะพยายามวิ่งฝ่าทุ่งเข้ามาโจมตี

น้อยยังเล่าถึงตัวเองในวัย 30 ถูกทหารพม่าเกณฑ์มาเป็นล่าม ชี้จุดและทิศทางที่ตัวเองพาครอบครัวหนีการสู้รบเดินเท้าข้ามมาฝั่งไทยโดยใช้เวลา 8 คืนจึงรอดตาย

อย่างไรก็ดี มานิตย์ ประกอบปราณ ไม่ต้องการให้สื่อไทยรื้อฟื้นเหตุการณ์ในอดีตเพื่อนำไปตีแผ่ความโหดร้ายของทหารพม่าอีกต่อไป เรื่องผ่านไปแล้วให้เป็นบทเรียน ทุกวันนี้ ทางการพม่าเปิดโอกาสให้คนไทยผลัดถิ่นสืบทอดวิถีชีวิตดั้งเดิมได้เต็มที่ ไม่ได้ปิดกั้นขัดขวาง จะบวชพระไทย มีพระไทยจำวัด ติดรูปพระมหากษัตริย์-สมเด็จพระสังฆราชไทย จัดงานบุญประเพณีได้ ยกเว้นเรื่องการศึกษาต้องใช้ภาษาพม่าเป็นภาษาทางการ และห้ามชักธงชาติไทย ดังนั้นข้อวิตกกังวลเรื่องขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิมจะเสื่อมสูญไปหรือไม่นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับทางการพม่า แต่ขึ้นอยู่กับคนสิงขรทั้งสองฝั่งเป็นหลัก   

ตัดกลับมาที่สวนสุมรุมบ้านสิงขร ไฮไลต์ของสวนวันนี้ไม่ใช่หมาก และเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ พืชสร้างรายได้สูงสุดในชุมชน แต่เป็นทุเรียน    

ทุเรียนพื้นเมืองที่นี่ไม่มีชื่อสายพันธุ์ แต่ถ้าจะพัฒนาสายพันธุ์เพื่อเพิ่มผลผลิตและตั้งชื่อก็ไม่หนี “ทุเรียนพันธุ์สิงขร”  แต่ละต้นสูงใหญ่ แหงนมองคอตั้งบ่า กิ่งก้านลำต้นเกรอะไปด้วยมอร์สและเฟิร์น  มันช่วยยืนยันอายุแต่ละต้นไม่ต่ำกว่า 80 ปี ดร.เอื้อมพร โตภาณุรักษ์กุล เลขานุการศูนย์สิงขร-มะริดศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฎเพชรบุรี ซึ่งร่วมเดินทางมาด้วย และเคยมาชิมทุเรียนที่นี่แล้ว 2 ฤดูกาล ยืนยันว่าอร่อยจริง เนื้อหนา เมล็ดเล็ก รสชาดหวานมัน มีกลิ่นหอมเฉพาะ

สภาพภูมิประเทศ ธรรมชาติ ทิวทัศน์ และสวนสุมรุมแบบปักษ์ใต้ เหมาะกับการเปิดรับนักท่องเที่ยวสไตล์  “อีโคทัวร์” ฤดูเก็บเกี่ยวจะกลายเป็นไฮไลต์แห่งสิงขรทีเดียว ชาวสิงขรสามารถทำโฮมสเตย์ จัดเส้นทางปั่นจักรยานลัดเลาะไปตามสวนบนดอนต่างๆ ผ่านสมรภูมิเก่า พักเก็บกินทุเรียน มังคุด เงาะซึ่งออกผลในเวลาไล่เรี่ยกัน เล่นน้ำใสในแม่น้ำสิงขร ฯลฯ การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์จะช่วยให้โลกรู้จักสิงขรมากขึ้นกว่าเดิม

ในห้วงเวลาเดียวกับที่เราเยือนบ้านสิงขร ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดระนอง คณะนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต เครือข่ายคนไทยพลัดถิ่น มูลนิธิชุมชนไท และเจ้าหน้าที่กรมการปกครอง ร่วมกันตั้งโต๊ะสัมภาษณ์คนไทยพลัดถิ่นซึ่งขึ้นทะเบียนเอาไว้หลายพันคน ตรวจสอบประวัติความเชื่อมโยงเครือญาติไทย ช่วยกรอกแบบฟอร์มเอกสารก่อนยื่นคำร้องขอสัญชาติไทยอย่างเป็นทางการ หลังจากที่เกิดปัญหาความล่าช้ามานานหลายปี

ก่อนหน้านี้ฝ่ายปกครองหลายอำเภอในจังหวัดภาคใต้ตีกลับ ยกเลิก และแทงสูญคำร้องขอสัญชาติของคนไทยพลัดถิ่นหลายพันคน โดยอ้างสาเหตุต่างๆนานา ผลคือในแต่ละเดือนที่ผ่านมามีการอนุมัติสัญชาติไทยน้อยมาก ทำให้ยอดคนไทยพลัดถิ่นตกค้างในมือมูลนิธิชุมชนไทยสูงถึง 18,000 ราย ดังนั้น หลายฝ่ายจึงระดมกำลังกันช่วยให้เกิดขั้นตอนแรกเร็วขึ้น ขณะที่อธิบดีกรมการปกครองรับปากเร่งรัดกระบวนการพิสูจน์สิทธิให้เร็วขึ้นกว่าเดิม

แต่อย่างที่ระบุตอนต้นว่า ความต้องการของคนไทยพลัดถิ่นฝั่งไทยกับฝั่งสิงขรนั้นแตกต่างกัน

ฝ่ายแรกต้องการสัญชาติไทย ส่วนฝั่งสิงขร ตัวแทนคนที่นี่ฝากข้อเสนอแนะผ่านมูลนิธิชุมชนไท และสื่อมวลชนให้ช่วยเหลือ 2 เรื่องสำคัญ ได้แก่

1.ผลักดันให้กระทรวงสาธาณสุขพิจารณาลดค่ารักษาพยาบาลให้คนไทยพลัดถิ่นจากบ้านสิงขรที่ข้ามมารักษาอาการป่วยหนัก ขอให้ฝ่ายปกครองเพิ่มระยะเวลาให้ข้ามเขตมารักษาตัวหรือเยี่ยมเครือญาติฝั่งไทยจาก 3 วันเป็น 7 วัน และข้ามไปยังจังหวัดข้างเคียงได้

2.สนับสนุนการเรียนการสอนให้เยาวชนสิงขรอ่านเขียนภาษาไทยได้ และสนับสนุนเด็กโตได้เรียนจนจบปริญญาตรี โดยจัดสรรให้เรียนวิชาที่สามารถนำกลับมาพัฒนาชุมชนได้ เช่น การเกษตร ปศุสัตว์ ช่างฝีมือ

พูดถึงเรื่องการศึกษาของเยาวชนไทยพลัดถิ่นแล้ว ใครจบมัธยม 3 ถือว่าโชคดีมาก ส่วนระดับปริญญาตรีนี่แทบไม่มีเลย เช่นเรื่องของ “แอ๊ว”สุริยา การแสงใจ วัย 26 แอ๊วเรียนโรงเรียนพม่าใน ต.สิงขร จนจบชั้น 10 (มัธยม 3) อยากเรียนต่อให้จบปริญญาที่มหาวิทยาลัยมะริด แต่ด้วยฐานะการเงินและภาระทางบ้าน ทำให้เธอต้องออกเรือนช่วยครอบครัวทำมาหากิน และมีลูกเสียก่อน

แอ๊วยอมรับว่าความฝันจะเรียนต่อหมดไปแล้ว โชคดีพ่อสอนภาษาไทยตั้งแต่เล็กจนอ่านออกเขียนได้ จึงหวังให้เด็กสิงขรจำนวนมากอ่านออกเขียนภาษาไทยได้ ทั้งหมดจะได้นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับชุมชนฃน

“สิงขรยังไม่มีตลาดรองรับผลผลิตทางการเกษตรจากทุกท้องถิ่นใน ต.สิงขร ทุกวันนี้ต่างคนต่างเปิดร้านขายของเล็กๆน้อยๆ ไม่มีจุดศูนย์รวม ที่นี่ยังมีอะไรหลายอย่างพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก เช่น ธรรมชาติ วิถีชีวิตดั้งเดิม วัด อาหาร สวนผลไม้ โดยเฉพาะทุเรียนกวน ที่นี่กวนแบบไม่ใส่น้ำตาล หรือแป้ง เพียงแต่เราทำคนเดียวไม่ได้ คงต้องรอหลายฝ่ายพร้อมใจช่วย ยังไม่รู้จะมีวันนั้นเมื่อไหร่”แอ๊วทิ้งท้าย

สุริยา การแสงใจ เหมือนกับ “ฟ้า”ทักษิณา ศศิปาริฉัตร สาวใสวัย 19 ตรงเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขคนสิงขร จบมัธยม 3 และอ่านออกเขียนภาษาไทยได้ จะต่างกันตรงฟ้าถือสัญชาติไทย และทำงานอยู่ที่ร้านอาหารใน อ.เมืองชุมพร แต่ใจของเธออยู่ที่มาตุภูมิ เมื่อไหร่ได้หยุดหลายวัน เธอจะกลับไปอยู่กับพ่อแม่มากกว่าใช้ชีวิตอยู่ในไทย

“หนูรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่ไทย 100 % จึงไม่ค่อยสุงสิงคลุกคลีกับเพื่อนร่วมงานคนไทยเท่าไหร่นัก จะสนิทกับคนบ้านเดียวกันมากกว่า อยู่เมืองไทยมีค่าใช้จ่ายเยอะ อยู่ที่นี่ประหยัดมาก อยากกินก็เข้าสวน”ฟ้าให้เหตุผลที่กลับสิงขรปีละประมาณ 10 หน มาร่วมงานบุญ งานประเพณี และงานประจำปีไม่เคยขาด หนุ่มสาวสิงขรฝั่งไทยมักจัดกองกฐินไปร่วมบุญที่วัดสิงขร และวัดใกล้เคียงเป็นประจำ

คนรุ่นใหม่อย่างแอ๊ว และฟ้าซึมซับวิถีชีวิตดั้งเดิมมาจากพ่อและแม่ ถึงทำอาหารพื้นถิ่นไม่อร่อยเท่า แต่เรื่องเข้าสวนเก็บเกี่ยวพืชผลนี่ขอให้บอก ฉะนั้นการเชื่อมโยงอัตลักษณ์แห่งสิงขรระหว่างคนรุ่นเก่าสู่คนรุ่นใหม่จึงไม่ใช่เรื่องน่าวิตกกังวล ครอบครัวและเครือญาติจะเป็นตัวส่งต่ออดีตมาปัจจุบัน สู่อนาคต

เพียงแต่คนยุค 4.0 มีเครื่องมือไฮเทคมาช่วยขยายการรับรู้เรื่องราวของที่นี่สู่สังคมภายนอก ผ่านเฟซบุ๊ค และไลน์ เครือข่ายออนไลน์ยอดฮิตของหนุ่มสาวสิงขร

เป็นคนไทยพลัดถิ่นยุคใหม่ที่กลมกล่อมในแบบ “เปลี่ยนแปลง แต่ไม่เปลี่ยนไป”

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.