MandaLao บ้านของช้าง รูปแบบการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสัตว์

เรื่อง ชัยรัตน์ จิโรจน์มนตรี

ขอบคุณภาพถ่าย World Animal Protection / Nick Axelrod

ไม่ใช่โรงละครสัตว์หรือสวนสัตว์แบบเดิมๆ ที่เรารู้จัก มองเผินๆ ไม่ต่างจากปางช้างทั่วไป ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเสพประสบการณ์บันเทิงกับเจ้ายักษ์ใหญ่ใจดีอย่าง “ช้าง”

ณ ผืนดินที่มีสายน้ำคานไหลผ่าน ป่าใหญ่ปกคลุมไปทั่วทั้งที่ลาดเชิงเขา เหล่าโขลงช้างเพิ่งขึ้นจากน้ำ ยืนอยู่ไม่ไกล จากตลิ่งพวกมันกำลังก้มใช้งวงดูดฝุ่นดินสีแดงแล้วตวัดพ่นเคลือบไปทั่วทั้งตัว ผิวสีเข้มแลดูสดใสขึ้นมา นี่คือพฤติกรรมตามธรรมชาติของช้าง

ที่นี่เสมือนเป็นบ้านอีกหลังของช้าง “มันดาลาว (MandaLao)” ปางช้างแห่งแรกของ สปป.ลาว ที่เป็นมิตรกับช้าง

“จะเลี้ยงช้างให้ดีต้องเลี้ยงเหมือนลูก สอนทั้งร่างกายและจิตใจ คนกับช้างสื่อสารกันเข้าใจได้ ไม่จำเป็นต้องไปบังคับ”  อาจารย์ประสบ ทิพย์ประเสริฐ ผู้เชี่ยวชาญด้านช้างจากประเทศไทย มีประสบการณ์ลองผิดลองถูกสั่งสมภูมิความรู้งานอนุรักษ์ช้างไทยมาร่วม 30 ปี ตัดสินใจมาเริ่มต้นพัฒนาปางช้างที่หลวงพระบางเมื่อ 3 ปีก่อน

อาจารย์ประสบ เล่าถึงจุดเริ่มต้นว่า “มันดาลาว (MandaLao)” บ้านของช้างแห่งนี้เกิดขึ้นจากความตั้งใจ

แรกเริ่มของ ไมเคิล โวคเลอร์ (Michael Vogler) และ อดัม เคสเตอร์โฮลต์ (Adam Kesterholt)” สองหนุ่มอเมริกันผู้รักสัตว์ มีประสบการณ์ทำงานอนุรักษ์ในหลายพื้นที่ เช่น งานปกป้องการล่าลิงอุรังอุตังในอินโดนีเซีย และการอนุรักษ์ลิงกอริลลาที่รวันดาและคองโก พวกเขาเข้ามานำเสนอแนวคิดว่าอยากทำปางช้างในรูปแบบใหม่ เป็นธุรกิจที่เป็นมิตรกับสัตว์ ซึ่งตรงกับแนวคิดของตนพอดี จากประสบการณ์ทำปางช้างทั้งดีและไม่ดี และงานอนุรักษ์กับหลายองค์กร ทำให้มองออกว่าแนวคิดนี้ควรเริ่มต้นอย่างไร จึงตัดสินใจมาช่วยที่นี่ 

เมืองมรดกโลกแห่งนี้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีปางช้างมากที่สุดในลาว ทั้งหมดมีรูปแบบการให้บริการนักท่องเที่ยวที่เหมือนกัน เช่น การขี่ช้าง การเล่นน้ำกับช้าง รวมถึงการแสดงช้าง ซึ่งถือเป็นการทารุณกรรมช้าง ขณะที่ประชากรช้างเลี้ยงในประเทศลาวมีอยู่เพียง 400-500 เชือก โดยในธรรมชาติเหลือช้างป่าไม่เกิน 500 ตัวเท่านั้นซึ่งช้างเลี้ยงเกือบทั้งหมดถูกใช้งานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นหลัก ดังนั้นมันดาลาว จึงพัฒนาให้เป็นโมเดล “ปางช้างรูปแบบใหม่” ที่คำนึงถึงเรื่องสวัสดิภาพสัตว์ควบคู่ไปกับการทำธุรกิจ และสามารถต่อยอดไปถึงการ “อนุรักษ์ช้าง”

“เมื่อก่อนเรามองว่าการขี่ช้างเป็นวัฒนธรรม มองการใช้ตะขอเพื่อบังคับช้างให้สร้างความบันเทิงเป็นเรื่องปกติ แต่ปัจจุบันเรามองเรื่องสวัสดิภาพช้างเป็นเรื่องหลักและสากลให้ความสำคัญ  แถบบ้านเราอยู่กับช้างมาแล้ว 700 ปี รู้ว่าช้างมีการเจริญเติบโตทางร่างกาย และพัฒนาความฉลาดไม่สิ้นสุด จากประสบการณ์ที่อยู่กับช้างจึงรู้ว่าคนสื่อสารกับช้างได้ ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการแบบเดิมๆ” อาจารย์ประสบ กล่าว

บนพื้นที่ 1,500 ไร่ ของ “มันดาลาว(MandaLao)” เกือบทั้งหมดคือพื้นที่หากินของช้าง ทั้งอาหารเส้นใย อาหารพลังงาน และอาหารสมุนไพร ช้างทั้ง 9 เชือกจะถูกปล่อยอย่างอิสระ ไม่มีการล่ามโซ่ หรือใช้ตะขอบังคับอย่างสิ้นเชิง โดยมีควาญช้างดูแล ไม่มีคำว่า “เจ้านายหรือสัตว์เลี้ยง” ควาญกับช้างคือ “เพื่อน” 

“แม้เขาตัวใหญ่ที่สุด แต่ช้างอ่อนแอที่สุดในป่า แต่มันฉลาดที่สุดรู้จักกินพืชสมุนไพรมากกว่า 73 ชนิดเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน ไม่เช่นนั้นคงไม่อยู่รอดหรือมีอายุมากกว่ามนุษย์ 50 ล้านปี เราจึงต้องผสมผสานปลูกพืชทั้งอาหารและสมุนไพรให้ช้าง และอาหารพลังงานบางส่วนต้องรับซื้อจากชุมชนโดยรอบประมาณ 8,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 240,000 บาท) ต่อเดือน” อาจารย์ประสบ อธิบายรายละเอียด

“ประชาธิปไตยของช้าง” นี่คือสิ่งที่ควาญช้างต้องเรียนรู้เพื่อสื่อสารกับช้าง อาจารย์ประสบ อธิบายต่อว่า ช้างเหล่านี้เป็นช้่างเลี้ยงถูกตัดสายสัมพันธ์กับป่า ไม่มีเพื่อน ควาญจึงต้องเข้าใจว่าจริงๆ แล้ว ธรรมชาติของช้างเป็นสัตว์สังคมต้องอยู่กันเป็นโขลง เมื่ออยู่รวมกันช้างต้องหล่อหลอมรวมกันเป็นครอบครัว พวกเขาจะเลือกแม่ใหญ่ที่ไม่ใช่ตัวที่แก่ที่สุด แต่เป็นตัวที่ฉลาดที่สุด มีความมั่นใจที่สุด เป็นที่ปรึกษาตัวอื่นได้ โดยมีแม่แปรกหรือแม่รับ เป็นผู้ช่วยดูแลช้างเด็ก อยู่กันใหม่ๆ ควาญต้องคอยดูพฤติกรรมว่าอยู่ด้วยกันได้หรือไม่ ถ้าช้างสามารถยอมรับกันได้อันนี้คือความสำเร็จของควาญช้าง

“ถ้ามีช้างมาใหม่เราต้องแยกออกมาให้อยู่กับแม่ใหญ่ก่อน ถ้าแม่ใหญ่ยอมรับ แล้วพวกเขาก็จะพาไปรู้จักสัมพันธ์กับตัวอื่นๆ กันเอง เหมือนกันการสอนช้างให้รู้จักการกิน เดิน เล่น เรียนรู้ ควาญจะเป็นผู้ถ่ายทอดให้แม่ใหญ่ แล้วมันก็จะนำไปสื่อสารให้กับตัวอื่นๆ” 

แม้หลวงพระบางจะมีปางช้างมากกว่า 10 แห่ง แต่แนวทางใหม่ของ “มันดาลาว (MandaLao)” ในการสร้างปางช้างที่เป็นมิตรกับช้างได้รับการตอบสนองจากนักท่องเที่ยวอย่างดี จนเป็นที่ยอมนิยมอันดับหนึ่งของหลวงพระบาง ซึ่ง “อดัม” ยอมรับว่า นักท่องเที่ยวจากตะวันตกกำลังปรับเปลี่ยนมุมมองต่อการท่องเที่ยวโดยคำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์มากขึ้น แต่บางกลุ่มยังนิยมการนั่งช้างอยู่เพราะราคาถูกกว่า ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญของเจ้าของปางช้างต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบ เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างราคาและสวัสดิภาพสัตว์ที่เหมาะสม ซึ่งถ้าสามารถทำให้ที่นี่อยู่ได้ ก็น่าจะเป็นแบบอย่างให้ปางช้างอื่นๆ นำรูปแบบของเราไปปรับใช้

“นักท่องเที่ยวเดินเข้ามา เราบอกตรงๆ ว่ามาที่นี่ไม่มีบริการขี่ช้าง แต่คุณจะได้รู้จักและเข้าใจช้างชีวิตของช้างมากกว่าการขี่ เราก็ต้องให้ความรู้ไปด้วย คิดว่าทิศทางของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะค่อยๆ เปลี่ยนได้” อดัม กล่าว

ขณะที่ “สมศักดิ์ สุนทรนวภัทร” หัวหน้าโครงการรณรงค์ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก บอกว่า ที่ผ่านมาธุรกิจการท่องเที่ยวเติบโตไปทั่วโลก หลายประเทศนำสัตว์มาเป็นจุดขาย แต่ปัจจุบันนักท่องเที่ยวมีมุมมองที่เปลี่ยนไป มองว่าการนำช้างมาให้บริการหรือจัดการแสดงเป็นการทารุณกรรมสัตว์ สอดคล้องกับข้อมูลงานวิจัยขององค์กรพิทักษ์สัตว์ฯ พบว่ากระแสการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับช้างมีแนวโน้มได้รับความนิยมมากขึ้น เมื่อ “มันดาลาว (MandaLao)” เข้ามาปรึกษาและขอความร่วมมือเพื่อทำปางช้างรูปแบบใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการทำงานรณรงค์เพื่อยุติการนำสัตว์ป่ามาใช้ในการบันเทิงทุกชนิด จึงให้การสนับสนุนพัฒนาเป็นปางช้างที่เป็นมิตรกับช้างแห่งแรกของหลวงพระบาง โดยการสร้างที่พักอาศัยของช้างตอนกลางคืน ที่หากินของช้างตอนกลางวัน ระบบน้ำ บ้านควาญช้าง และสถานที่เก็บอาหารช้าง ฯลฯ  หวังว่าจะเป็นแนวทางต้นแบบที่สามารถขยายผลไปสู่ปางช้างอื่นๆ ทั้งในลาวและไทยต่อไป 

“ปัญจเดช สิงห์โท” ที่ปรึกษาด้านนโยบาย องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก กล่าวว่า กระแสการท่องเที่ยวโดยการขี่ช้าง บังคับแสดงโชว์ช้าง เช่น ยืนบนเก้าอี้ ไต่เชือก ปั่นจักรยานสามล้อ  เตะบอล และวาดรูป เริ่มเปลี่ยนไป นักท่องเที่ยวตระหนักต่อการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสัตว์มากขึ้น ประกอบกับทั่วโลกกว่า 54 ประเทศ ยกเลิกการแสดงโชว์ของสัตว์ป่าไปแล้ว หากประเทศไทยไม่ปรับปรุงกฏหมาย หรือออกนโยบายใหม่เพื่อปกป้องสวัสดิภาพสัตว์ และยังอนุญาตให้จัดมีการบังคับสัตว์เพื่อการแสดง ระยะยาวอาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ที่จะถูกต่อต้านจากกลุ่มนักท่องเที่ยวแนวคิดใหม่ที่กำลังเติบโต ผู้ที่เกี่ยวข้องจึงควรเร่งปรับนโยบายเพื่อแก้ปัญหา

กระแสการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับช้างกำลังเติบโต นี่อาจเป็นทางเลือกทางรอดของช้างและปางช้างในประเทศไทย.

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.