เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2563 ที่ฐานกองพล 5 บ้านเดปุนุ เมืองมือตรอ รัฐกะเหรี่ยง ประเทศพม่า สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Union-KNU) ได้จัดงานพิธีรำลึกครบรอบ 71 ปี วันปฏิวัติกะเหรี่ยง โดยมีผู้นำคนสำคัญและผู้อาวุโสของ KNU และกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen Nation Liberation Army-KNLA) เข้าร่วมอย่างคับคั่ง ซึ่งมีประชาชนกะเหรี่ยงจากพื้นที่ต่างๆ ทั้งจากฝั่งไทยและพม่าเดินทางมาร่วมงานนับพันคน

พลเอกมูตู เซโพ ประธาน KNU ได้ออกแถลงการณ์ในวาระครบรอบ 71 ปีของการปฏิวัติกะเหรี่ยง มีเนื้อหาส่วนหนึ่งระบุว่า วันนี้เป็นวันครบรอบที่ชาวกะเหรี่ยงลุกขึ้นเพื่อต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม และเพื่อสิทธิและเสรีภาพ โดยขอคาราวะเจ้าหน้าที่และประชาชนชาวกะเหรี่ยงทุกคนที่ยืนหยัดต่อสู้ ด้วยเลือดเนื้อและชีวิต มาจนถึงวันนี้ โดยจุดมุ่งหมายหลักก็เพื่อการเปลี่ยนแปลงของสหภาพ ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สิทธิมนุษยชน ระบบความมั่นคง และนโยบาย เพื่อประโยชน์ของชาวกะเหรี่ยง ตลอดจนประชาชนกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งปวงในประเทศ ทั้งนี้สหภาพชนชาติกะเหรี่ยงได้เรียกร้องผ่านกระบวนการเจรจาทางการเมือง โดยการลงนามข้อตกลงสันติภาพ แต่ข้อตกลงหยุดยิงกลับเป็นไปอย่างยากยิ่ง

แหล่งข่าวจากผู้นำ KNU แจ้งว่า สถานการณ์ในรัฐกะเหรี่ยง ล่าสุดในเดือนมกราคมที่ผ่านมา พบว่ากองทัพพม่ายังมีความพยายามจะตัดถนนเข้ามาใสพื้นที่ของ KNU เพื่อวัตถุประสงค์ด้านยุทศาสตร์ทางทหาร โดยเป็นถนนที่ตัดผ่านรัฐกะเหรี่ยง จากเมืองพะปุน มายังหมู่บ้านเคปู ซึ่งมีฐานของกองทัพพม่า เพื่อตัดเข้ามายังพื้นที่เขตกองพล 5 ซึ่งก่อนหน้านี้ทางฝ่าย KNU ได้มีการทำจดหมายส่งไปยังกองทัพแล้ว ว่าความพยายามในการตัดถนนดังกล่าวเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง แต่กองทัพพม่ายังคงเดินหน้า จนเป็นเหตุให้มีมีการเก็บกู้ระเบิด จนทำให้ผู้นำทหารพม่าเสียชีวิตหนึ่งราย

ผู้นำของ KNU กล่าวว่าได้มีการตรวจพบการใช้โดรนตรวจการณ์ของกองทัพพม่า เข้ามาในพื้นที่ของ KNU โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2018 ซึ่งทหารพม่าได้บินโดรนทั้งกลางวันและกลางคืน ทำให้ผู้นำ KNU รู้สึกว่ากองทัพพม่าไม่จริงใจในข้อตกลงหยุดยิง และสร้างความหวาดกลัวให้แก่ประชาชนชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยในพื้นที่ ทั้งนี้ KNU พยายามรักษาเงื่อนไขในการเจรจาสันติภาพ โดยใช้พื้นที่การเจรจาทางการเมือง แต่หากมีการละเมิดก็จำเป็นต้องทำตามหน้าที่ในการปกป้องดินแดน

อนึ่ง ประชาชนในรัฐกะเรหรี่ยง โดยเฉพาะในพื้นที่กองพล 5 ส่วนใหญ่เป็นผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ (internally displaced persons- IDPs) ซึ่งถูกกองทัพพม่าเข้ามายึดพื้นที่ ดังเช่นชาวกะเหรี่ยงในค่ายผู้พลัดถิ่นอิตูท่า ซึ่งได้เรียกร้องให้กองทัพพม่าคืนที่ดินทำกินของประชาชนชาวกะเหรี่ยง และถอนกำลังทหารออกจากหมู่บ้านที่พวกเขาเคยอยู่ ก่อนที่จะอพยพมาอยู่ที่ค่ายผู้พลัดถิ่นภายในแห่งนี้ โดยชาวบ้านระบุว่า หากทหารพม่ายอมถอนออกไปจะทำให้ชาวบ้านกล้ากลับไปที่หมู่บ้านภูมิลำเนาของพวกเขา ซึ่งชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ที่ค่ายอิตูท่ามีอยู่ด้วยกันกว่า 4,000 คน

ทั้งนี้ค่ายอิตุท่าถูกตัดความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากแหล่งทุนต่างชาติในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในพม่า การลงนามหยุดยิง และกระบวนการสันติภาพ แม้ผู้พลัดถิ่นภายในอยากกลับบ้านไปอยู่ถิ่นฐานเดิม แต่ยังพบปัญหามากมาย เช่น ปัญหากับระเบิดที่มีอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่งในชุมชนของพวกเขา และที่ดินของผู้พลัดถิ่นเหล่านี้ยังคงถูกกองทัพพม่ายึดไว้

ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา กองทัพพม่าได้ทำการโจมตีต่อต้านคนชาติพันธุ์อย่างหนัก เป็นเหตุให้มีประชาชนอพยพทิ้งบ้านเกิดของตัวเองมากกว่า 600,000 คน โดยเฉพาะจากภาคตะวันออกของประเทศพม่า แม้จะมีการพูดคุยทางการเมือง การปฏิรูป และความพยายามสร้างสันติภาพ นับตั้งแต่ปี 2555 แต่ก็ยังพบว่า ในปี 2560 นี้ ยังคงมีประชาชนต้องพลัดถิ่นฐานอยู่อีก 400,000 คน จากสงครามและการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยคนเหล่านี้ บางส่วนอาศัยอยู่ในป่า และอีก 120,000 คน อาศัยอยู่ตามค่ายผู้ลี้ภัยตามแนวชายแดนไทย-พม่า

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.