สำนักข่าว VOA ขแมร์ รายงานข่าวเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 ว่า โรงงานน้ำตาลสัญชาติจีนที่มีกำลังการผลิตอ้อยและน้ำตาล 20,000 ตันต่อวัน ไม่เคยแสดงผลการผลิตของโรงงาน บริษัท ลุ่ยฟงและเครือฯ ที่ได้รับสัมปทานการปลูกอ้อยและผลิตน้ำตาลในพื้นที่กว่า 6,500 ไร่ในทางภาคเหนือของกัมพูชา ต่อมานักข่าวของVOA ได้เดินทางลงพื้นที่และพบว่าโรงงานไม่มีการผลิตเลยทั้งบริษัทลุ่ยฟง, ลาน เฟง,เฮง ยู, เฮง ลุย และเฮง นง ซึ่งทุกบริษัทมีปัญหาการรุกที่ดินกว่า 6,500ไร่ของชนพื้นเมือง

ทั้งนี้โรงงานน้ำตาลดังกล่าวเริ่มต้นเมื่อปี 2559 มูลค่าการลงทุนกว่า 360 ล้านเหรียญสหรัฐและเป็นหนึ่งในบริษัทน้ำตาลที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ตั้งเป้ากำลังการผลิตอ้อยกว่า 20,000 ตันต่อปีและผลิตน้ำตาลทรายกว่า 20,000 ตันและบริษัทเครือข่ายดังกล่าวไม่เคยรายงานผลการผลิตต่อสาธารณะเลย จากการลงพื้นที่โรงงานในเมืองฉาบ จังหวัดพระวิหาร พบว่า โรงงานไม่ได้ทำการผลิต ในพื้นที่อาคารต่าง ๆ ไม่มีทั้งแรงงานและยามรักษาความปลอดภัยอยู่ตรงทางเข้าเลย

นายเมีย ซาวี อายุ 33 ปี เคยทำงานเป็นล่ามให้กับบริษัทของจีนดังกล่าว เล่าว่า เขาถูกสั่งให้หยุดทำงานตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562และได้ยินว่ามีคนงานถูกปลดนับร้อยเช่นกัน

“บริษัทบอกผมว่า เขาจะปิดโรงงานชั่วคราวและถ้าเขากลับมา เขาจะเรียกให้ผมกลับไปทำงานเหมือนเดิม” นายซาวีได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 700 ดอลล่าร์สหรัฐต่อเดือนจากบริษัทจีน

นายเมีย ซาวี กล่าวว่า เขาไม่ทราบเหตุผลของการปิดโรงงาน แต่มีเพียงข่าวลือว่า บริษัทมีหุ้นส่วนใหม่

พึง ธีดา ผู้อำนวยการสำนักงานเกษตรกรรมของจังหวัดกัมพูชา กล่าวเพียงว่า สำนักงานได้รับการแจ้งจากบริษัทว่า กำลังมีปัญหาด้านงบประมาณภายใน และจะกลับมาเปิดกิจการในปีหน้า”

โรงงานน้ำตาลดังกล่าว ได้กระจายรายได้ทางเศรษฐกิจในพื้นที่เช่นร้านอาหาร ปั้มน้ำมันและอื่นๆให้กับแรงงานที่ทำงานในลุยเฟง

ลิม โสคิม อายุ 50 ปี กล่าวว่า เธอมีรายได้จากการขายของชำและน้ำมันลดลงวันละ 500 ดอลล่าร์ เพราะว่าไม่มีแรงงานมาทำงานในพื้นที่โรงงาน ตอนนี้ก็อยู่ลำบากแล้วหลังจากการปิดโรงงาน และเธอมีลูกสองคนที่ต้องดูแล

การปิดโรงงานดังกล่าวได้ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อชาวบ้านแถบนั้น มีแรงงานถูกลอยแพนับร้อย บริษัทได้ถางที่ดินของพวกเขาเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะพื้นที่ทางวัฒนธรรมและพื้นที่ป่าทางจิตวิญญาณของชุมชนที่เป็นพื้นที่ส่วนรวม

การบุกรุกที่ดินดังกล่าวส่งผลกระทบต่อหลายพันครอบครัว และมีโอกาสทางกฎหมายเพียงเล็กน้อยที่พวกเขาใช้ในการต่อสู้ การรุกที่ดินดังกล่าวได้สร้างการเผชิญหน้าหลายครั้งระหว่างคนงานของโรงงานและชนพื้นเมืองและบางครั้งก็เกิดความรุนแรง

พาบ ยูน ชาวกูย ที่เสียที่ดินกว่า 25 ไร่ ให้กับบริษัทน้ำตาลกล่าวว่า เขาปลูกข้าวในที่ดินที่เหลือเพียงเล็กน้อย แต่ถ้าบริษัทปิดตัวลง เขาจะต้องได้ที่ดินทั้งหมดที่เสียไปคืนมา

“ถ้าบริษัทหยุดกิจกรรมต่างๆบนที่ดินนั้น รัฐบาลต้องเอาที่ดินกลับคืนมาและกระจายให้กับชาวบ้าน และต้องให้สิทธิในที่ดินต่อเรา”เขากล่าว

อยึ่ง การยึดครองที่ดินของบริษัทน้ำตาลเพื่อการปลูกอ้อยในจังหวัดพระวิหาร ถูกวิจารณ์อย่างหนักจากสหภาพยุโรปและมีการสอบสวนการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งอาจจะเป็นประเด็นที่นำไปสู่การชะลอการให้สิทธิพิเศษทางการค้าต่อกัมพูชา ซึ่งจะมีบทสรุปในอาทิตย์หน้านี้

สำนักข่าวVOA ได้ทำการตรวจสอบข้อมูลเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2562 มีการประเมินว่า ชาวบ้านกว่า 15,000 คนต้องไร้ที่อยู่เนื่องจากการให้สัมปทานที่ดินเพื่อน้ำตาลทั่วประเทศในจังหวัดพระวิหาร กำปงสปือ เกาะกงและอุดรมีชัย

ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังสำนักงานของบริษัทลุยเฟง ที่กรุงพนมเปญ พบว่าสำนักงานปิดและพยายามติดต่อทางโทรศัพท์แต่ไม่มีคนตอบรับ และพยายามติดต่อนายปราก โสวาน ผู้ว่าราชการจังหวัดพระวิหารและ นาย สรัย วุทธี โฆษกกระทรวงเกษตรกรรม แต่ไม่มีความเห็นใดๆ

https://www.voacambodia.com/a/massive-chinese-sugarcane-firm-disappears-from-preah-vihear/5273014.html

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.