ภาพจาก RFA

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2563 สำนักข่าววิทยุเอเชียเสรี รายงานว่า ทางการลาวเตรียมย้ายประชาชน 6 หมู่บ้าน 581 ครอบครัว 2,285คน ออกจากหลวงพระบางไปอยู่แปลงอพยพจัดสรรใหม่ภายในปลายปี 2020 ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านห้วยย้อ เมืองจอมเพ็ด แขวงหลวงพระบาง

“เราต้องถูกย้ายไปยังแปลงอพยพใหม่ห่างจากเดิม 2 กิโลเมตร ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำอะไร เพราะเราทำไร่ทำสวน ทำการประมง พอเลี้ยงปากท้องและขาย” ชาวบ้านกล่าว และว่า รัฐบาลลาว จะเริ่มสร้างเขื่อนหลวงพระบางแล้ว ชาวบ้านในพื้นที่จะไม่สามารถออกหาปลาได้เช่นเดิม เนื่องจากรัฐบาลกำหนดขอบเขตแม่น้ำโขงในเขตเหนือเขื่อน 2 กิโลเมตรและท้ายเขื่อนในระยะ 3 กิโลเมตร ให้เป็นเขตโครงการก่อสร้างเขื่อนหลวงพระบาง

แหล่งข่าวจากรัฐบาลลาว ระบุว่า นอกจาก 6 หมู่บ้านจะถูกย้ายไปยังแปลงอพยพแล้ว ยังมีประชาชนอีกประมาณ 20 หมู่บ้านที่จะได้รับผลกระทบบางส่วนจากการเสียที่ดินนา ที่สวน

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่กระทรวงกสิกรรมและป่าไม้รายหนึ่งที่รับผิดชอบโครงการโยกย้ายกล่าวว่า หากชาวบ้านอพยพไปแล้ว เขาจะมีที่ดินทำกินที่ยั่งยืนหรือไม่ ส่วนมากกระทรวงพลังงานจะดูแต่เรื่องที่อยู่อาศัยเป็นหลัก แต่ไม่ได้ดูเรื่องของที่ทำกินของชาวบ้าน ทุกครั้งที่ชาวบ้านต้องถูกอพยพเพราะโครงการเขื่อนไฟฟ้า ความรับผิดชอบมีเพียงการให้เงินหรือว่าสร้างบ้านเรือน แต่ไม่ได้พิจารณาว่าชาวบ้านจะทำมาหากินอย่างไรในอนาคต ซึ่งหลายโครงการที่ประชาชนได้รับผลกระทบและต้องอพยพโยกย้ายนั้น รัฐบาลเพียงจ่ายค่าชดเชยและสร้างบ้านให้เท่านั้น แต่ไม่ได้กล่าวถึงการวางแผนชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เช่น การจัดหาอาชีพ ต้องมีการศึกษาผลกระทบอย่างละเอียดก่อนจะเริ่มการก่อสร้างเขื่อนหลวงพระบางขึ้นในปลายปีนี้

ด้านนายอานุลัก กิติคุน หัวหน้าฝ่ายยุทศาสตร์และหุ้นส่วน คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง กล่าวว่า ก็มีข้อกังวลเรื่องการอพยพของปลา การไหลของตะกอน ระดับน้ำ การไหลของน้ำ เป็นประเด็นหลักที่ MRC พยายามแนะนำเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลลาวก็มีความพยายามที่จะปรับปรุงแก้ไข ตามคำแนะนำของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง แต่ถือว่ายังไม่ดีพอ และในฐานะที่รัฐบาลลาวเป็นเจ้าของโครงการ จำเป็นต้องทบทวนกันใหม่ด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคมให้ละเอียดและต้องแจ้งข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง และประเทศสมาชิก ลาว ไทย กัมพูชาและเวียดนาม และผู้มีส่วนได้เสียได้รับทราบร่วมกัน

ทั้งนี้ในเวทีรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียระดับภูมิภาค กรณี เขื่อนหลวงพระบาง เมื่อวันที่ 5-6 กุมภาพันธ์ 2563 ที่เมืองหลวงพระบางที่ผ่านมา ได้มีตัวแทนทั้งรัฐบาลสมาชิกคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง 4 ประเทศ ภาคประชาสังคม นักวิชาการและตัวแทนภาคธุรกิจเอกชนและหุ้นส่วนการพัฒนาของเอ็มอาร์ซี ได้เข้าร่วมประมาณ 200 คน เข้าร่วมการประชุมดังกล่าว นาย โสก บุนเฮง ตัวแทนคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง กัมพูชา กล่าวว่า ต้องมีข้อมูลและการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคมที่มากกว่านี้ก่อนจะดำเนินโครงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิเคราะห์ผลกระทบต่อการไหลของน้ำต่อประเทศตอนล่างในช่วงหน้าแล้ง ซึ่งถือว่าปีนี้เป็นปีที่แห้งแล้งที่สุดในรอบหลายสิบปี

“นอกจากนี้เขายังเรียกร้องให้รัฐบาลลาวแลกเปลี่ยนข้อมูลผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจจะเกิดขึ้นกับประชาชนในประเทศต่างและชาวบ้านในพื้นที่โครงการ รวมถึงแผนเตรียมการในภาวะฉุกเฉินทั้งการช่วยเหลือด้านสิ่งของและค่าชดเชยต่อประชาชนที่อาจจะได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติจากเขื่อน ที่ผ่านมาชาวบ้านกัมพูชาหลายแห่งที่อยู่กับชายแดนลาวก็ได้รับผลกระทบจากกรณีเขื่อนยาลีและเขื่อนเซเปียนเซน้ำน้อยแตกมาแล้ว” แหล่งข่าว กล่าว

นางสาวบุญธิดา เพ็งแสน ตัวแทนของรัฐบาลไทย กล่าว่า โครงการต้องมีการรับประกันที่จะรับผิดชอบความเสียหายและค่าชดเชยอาจจะเกิดขึ้นจากภัยพิบัติของเขื่อนหลวงพระบาง และเห็นด้วยว่าจะต้องมีการทำการศึกษาที่มากกว่า โดยเฉพาะประเด็นการอพยพและวางไข่ของปลา รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับโครงการให้แต่ละประเทศ

ส่วนตัวแทนของรัฐบาลเวียดนามเสนอให้ยกเลิกโครงการและหาทางเลือกด้านพลังงานอื่นแทนการสร้างเขื่อนหลวงพระบาง

อนึ่งโครงการเขื่อนหลวงพระบาง มีแผนจะสร้างที่บริเวณแม่น้ำโขง บ้านห้วยย้อ เมืองจอมเพ็ด เหนือเมืองหลวงพระบางขึ้นไปประมาณ 35 กิโลเมตร เขื่อนมีกำลังการผลิต 1460 เมกะวัตต์ เป้าหมายเพื่อส่งไฟฟ้าขายให้กับประเทศไทยและเวียดนาม บริษัท Petro Vietnam เป็นผู้ได้รับสัญญาการพัฒนาโครงการตั้งปี 2007 ปัจจุบันคาดว่า บริษัทช.การช่างของไทย มีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันโครงการนี้ต่อจากโครงการเขื่อนไซยะบุรี

ที่มา https://www.rfa.org/lao/daily/environment/villagers-in-luangprabang-dam-area-to-be-relocated-laos-02102020071758.html
https://www.khmertimeskh.com/50687612/countries-urge-laos-to-conduct-dam-impact-studies

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.