โดย ภาสกร จำลองราช padsakorn@gmail.com

พระสงกรานต์กำลังพาชมหมู่บ้านและวัด

ในคืนวันหนึ่งเมื่อ พ.ศ. 2515 ได้มีกองกำลังทหารป่าหรือคอมมิวนิสต์พม่า บุกเข้ามาปิดล้อมบ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้านสิงขร เขตมะริด ภาคตะนาวศรี ประเทศพม่า และได้สังหารสมาชิกในครอบครัวนั้น 13 ราย แต่เหลือรอด 3 รายเพราะคนร้ายเข้าใจผิดคิดว่าฆ่าตายหมดแล้ว

หลังเหตุการณ์สงบชาวบ้านได้เข้าไปดูความโหดเหี้ยม พบว่าหนูน้อยคนหนึ่งวัย 1 ขวบซึ่งเป็นลูกเจ้าของบ้านกำลังกินนมแม่ที่ถูกยิงนอนเสียชีวิต ชาวบ้านช่วยกันอุ้มเด็กชายคนนั้นซึ่งเนื้อตัวชุ่มไปด้วยเลือดมาล้างและนำไปให้อาของเด็กชายคนนั้นชุบเลี้ยงจนเติบใหญ่

พออายุได้ 20 ปีเขาได้ไปบวชเณรที่วัดแห่งหนึ่งฝั่งไทย อีก 1 ปีต่อมาได้อุปสมบทเป็นพระและได้ชื่อใหม่ว่าพระสงกรานต์ อาภากโร

พระสงกรานต์เป็นคนไทยพลัดถิ่นที่เข้ามาเล่าเรียนศึกษาอยู่ในประเทศแม่ จนสามารถอ่านออกเขียนได้อย่างแตกฉาน พร้อมทั้งศึกษาพระธรรมตามคำสอนของศาสดา

“ตอนเด็กๆ อาตมารู้สึกแค้นมาก ตั้งใจจะบวชสัก 3-4 พรรษาให้โยมพ่อ และไม่กลับคิดจะกลับมาที่สิงขรอีก” พระสงกรานต์เล่าถึงความกดดันของชีวิตตั้งแต่เด็กจนเข้าสู่วัยรุ่น

อาคารไม้โบราณวัดสิงขรเก่าที่รอการบูรณะ

พระสงฆ์กรานต์และชาวสิงขรต่างมีชีวิตอยู่บนความยากลำบาก เนื่องจากกลายเป็นชน “พลัด” แผ่นดินสยามตั้งแต่เมืองตะนาวศรี เมืองมะริดและเมืองทวายถูกพม่ายึดได้ สู่ยุคล่าอาณานิคมที่อังกฤษเข้ามามีอำนาจเหนือแผ่นดินพม่าและมีการปักปันเขตแดนครั้งสุดท้ายในปี พ.ศ. 2411 ปลายรัชกาลที่ 4 ที่ทำให้ดินแดนแถบนั้นกลายเป็นของพม่าอย่างถาวร เพียงแต่ในอดีตเส้นเขตแดนไม่มีผลต่อการข้ามกันไป-มา ระหว่างญาติพี่น้องสองฟากสักเท่าไหร่ 

เมื่อสถานการณ์ในพม่าเกิดการสู้รบระหว่างกองกำลังกลุ่มต่างๆ ทำให้คนไทยในดินแดนพม่าต่างเผชิญชะตากรรมอันเลวร้ายเพราะไม่ได้รับการปกป้องจากกองกำลังใดๆ 

คนไทย “ถิ่นพลัด” จำนวนมากจึงหนีตายกลับคืนแผ่นดินแม่ แต่กลับกลายเป็นคนเถื่อนเพราะไม่สามารถทำบัตรประชาชนได้ จนกระทั่งมีการรวมตัวเดินเท้าสู่เมืองหลวงจึงได้มีการแก้ไขกฎหมายสัญชาติเพื่อคืนสัญชาติให้กับคนไทยพลัดถิ่น แต่ในปัจจุบันการให้สถานะบุคคลเหล่านี้ก็ยังไม่สามารถทำให้ลุล่วงได้มากนัก

 ขณะที่คนไทยพลัดถิ่นจำนวนไม่น้อยยังคงปักหลักอยู่ในถิ่นฐานเดิม

หลวงพ่อสงวน เจ้าอาวาสวัดสิงขร

“เมื่อศึกษาพระธรรมไปได้สักระยะหนึ่ง ทำให้จิตใจของอาตมาเริ่มเย็นลง ความแค้นค่อยๆ จางไป แม้แต่ใครที่เป็นศัตรูก็ไม่คิดจะแก้แค้น เพราะเชื่อว่าความแค้นมันเหมือนไฟบรรลัยกัลป์ที่ข้ามภพข้ามชาติ อาตมาจึงบวชต่อเรื่อยมา” พระสงกรานต์บวชอยู่ที่ฝั่งไทย 26 พรรษา จนกระทั่งมีชาวบ้านมาชักชวนให้กลับหมู่บ้านสิงขรโดยโน้มน้าวว่า หากไม่กลับ วัดสิงขรก็จะกลายเป็นวัดพม่า ในที่สุดเมื่อ 2 ปีก่อนจึงกลับมาจำวัดสิงขร

“เมื่อปีที่แล้วอาตมาได้มีโอกาสเจอกับอดีตทหารป่าคนหนึ่งที่เป็น 1 ในกลุ่มคนที่บุกฆ่าครอบครัวของอาตมาในคืนนั้นซึ่งขณะนี้ท่านได้บวชเป็นพระเช่นกัน อาตมาไม่รู้สึกแค้นแล้ว เราแยกแยะได้ อาตมาได้เข้าไปกราบท่าน แต่ไม่ได้พูดคุยอะไรกัน” ศิษย์ตถาคตสามารถบรรลุในหลักธรรมอย่างน่าสรรเสริญ

ปัจจุบันวัดไทยในเมืองตะนาวศรีจำนวนมากกลายเป็นวัดพม่าไปหมดแล้ว เนื่องจากไม่มีพระไทยมาจำวัด เหลือเพียงวัดสิงขรที่เป็นวัดไทยและพระสงฆ์ไทย

วัดสิงขรสร้างขึ้นมาไม่น้อยกว่า 200 ปี ต่อมาหมู่บ้านได้ขยายตัวมากขึ้นและหมู่บ้านทุ่งมะพร้าวซึ่งอยู่อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำสิงขร เมื่อถึงหน้าฝนชาวบ้านเดินทางมายังวัดสิงขรลำบากเพราะน้ำท่วมสูง ดังนั้นเมื่อราว 30 ปีก่อนจึงได้สร้างวัดอีกแห่งหนึ่งชื่อวัดทุ่งมะพร้าว โดยวัดทั้งสองแห่งเหมือนวัดพี่น้องที่พระสงฆ์โยกย้ายกันไป-มา

เกวียน-พาหนะที่ยังใช้กันอยู่ในสิงขร

ต่อมาเมื่อปี 2538-2539 เกิดการสู้รบอย่างรุนแรงระหว่างกองกำลังต่างๆ ทั้งสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง(เคเอ็นยู) ทหารพม่า กองกำลังมอญ กองกำลังกะเหรี่ยงมุสลิม ซึ่งเดิมทีบริเวณย่านนี้อยู่ในเขตอิทธิพลของเคเอ็นยูซึ่งทหารพม่ามองว่าเป็นพื้นที่ยากควบคุมจึงเข้ามาโจมตี และจัดระเบียบชุมชนเสียใหม่โดยบังคับให้ชาวไทยสิงขรอพยพจากหมู่บ้านเดิมโดยย้ายขยับออกมาอยู่ใกล้ถนน และได้ย้ายวัดสิงขรออกมาอยู่ที่วัดสิงขรแห่งใหม่ในปัจจุบัน 

ขณะที่วัดทุ่งมะพร้าวกลายเป็นวัดร้างอยู่หลายปีเพราะพื้นที่นั้นเกิดการสู้รบ และทางการพม่าได้มีการนำพระพุทธรูปซึ่งเป็นพระประธานของวัดไปไว้ที่อื่น

ช่วงนั้นชาวบ้านที่เป็นคนไทยท้องถิ่นตะนาวศรีพากันหนีตายไปอยู่ฝั่งไทยจำนวนมาก เพราะไม่สามารถทนการกดขี่ข่มเหงของทหารพม่าได้ จนกระทั่งทหารพม่าสามารถขับไล่อิทธิพลของเคเอ็นยูได้หมด หลังการสู้รบสงบลง ชาวบ้านบางส่วนจึงกลับคืนถิ่นแต่จำนวนประชากรก็ยังไม่มากเหมือนในอดีต

ปัจจุบันวัดสิงขรมีเจ้าอาวาสชื่อหลวงพ่อสงวนอายุ 81 ปี โดยหลวงพ่อมีความปรารถนาที่จะฟื้นฟูวัดทุ่งมะพร้าวให้กลับมาเป็นของชุมชนอีกครั้งโดยท่านได้มาจำวัดอยู่ที่วัดทุ่งมะพร้าวเพียงรูปเดียว

“ตอนที่ชาวบ้านถูกบังคับให้ย้ายบ้านทุกคนต่างน้ำตาไหล ใครๆก็อยากกลับมาอยู่บ้านเดิม วัดสิงขรเก่าเองก็เป็นเหมือนจิตวิญญาณของคนสิงขร เราจึงอยากบูรณะอาคารไม้หลังเก่าเอาไว้ให้ลูกหลาน” หลวงพ่อสงวนและชาวบ้านสิงขรต่างมีความตั้งใจแน่วแน่ แต่ยังขาดทุนทรัพย์

อาคารไม้ในวัดสิงขรเก่ามีความงดงามยิ่ง แต่ทรุดโทรมลงเรื่อยๆเพราะไม่ได้ใช้และชาวบ้านต่างก็ยากจนแต่ทั้งพระและฆราวาสเห็นตรงกันว่าควรอนุรักษ์เอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา

พระสงกรานต์เป็นกำลังหลักในการดูแลวัดสิงขรใหม่และเก่า โดยความมุ่งหวังของวัดและชุมชนคือต้องการสร้างโบสถ์ที่มีสถาปัตยกรรมแบบไทย แต่ดูท่าจะเป็นไปได้ยาก หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากแผ่นดินแม่

“เรื่องหนึ่งที่พระสงฆ์ไทยในพม่าประสบคือวัดไทยในพม่าไม่มีการขึ้นทะเบียนเหมือนวัดไทยในต่างแดนอื่น เช่น อินเดีย มาเลเซีย ทำให้ไม่ได้รับการเหลียวแลเท่าที่ควร” เสียงสะท้อนของพระสงฆ์ไทยพลัดถิ่น ซึ่งเป็นปัญหาชวนคิดเพราะวัดในสิงขรเป็นแม้เป็นวัดไทยเก่าแก่และอยู่ใกล้ชายแดน กลับถูกมองข้ามและปล่อยปละ

วันนี้พระสงกรานต์ก้าวพ้นความโกรธแค้น และเจริญรอยตามหลักพุทธธรรม ขณะที่วัดไทยในสิงขรกลายเป็น “วัดพลัดถิ่น” ที่กำลังถูกโดดเดี่ยวจากสังคมไทย

การระดมพลังสร้างโบสถ์ให้วัดสิงขรน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการเยียวยาชุมชนและวัด “ถิ่นพลัด” ไป

—————-


Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.