เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 เว็บไซต์​ของมหาวิทยาลัยวอชิงตันรายงานผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยวอชิงตันพบว่าเขื่อนผลิตไฟฟ้าที่ใช้การไหลของน้ำเป็นแหล่งพลังงาน เพื่อลดการใช้พลังงานฟอสซิล แต่เขื่อนเหล่านั้นก็กระทบการไหลของน้ำ ปลาและประชาชนที่พึ่งพาสายน้ำ โดยนักวิทยาศาสตร์ได้เฝ้าติดตามผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมหลายด้าน รวมถึงผลกระทบต่ออุณหภูมิของน้ำ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อปลาในตอนล่างของแม่น้ำ

ทั้งนี้นักวิจัยของมหาวิทยาลัยวอชิงตันได้ทำการศึกษาผลกระทบของเขื่อนผลิตไฟฟ้าต่ออุณหภูมิของแม่น้ำ 3 สายในลุ่มน้ำโขง นับตั้งแต่ปี 2001 แม่น้ำทั้ง 3 สายมีการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่อย่างน้อย 1 แห่งและมีแผนการก่อสร้างอีกมากมาย แม่น้ำ3 สายไหลลงแม่น้ำโขงสายหลักเป็นแหล่งพึ่งพิงทั้งปลาและน้ำเพื่อการชลประทานในการปลูกข้าวและพืชอื่น ๆ โดยการใช้ภาพถ่ายดาวเทียมรอบ 30 ปี ทีมนักวิจัยพบว่า เพียงเวลา 1 ปีของการเปิดใช้เขื่อนหลัก ได้ทำให้ให้อุณภูมิของน้ำในตอนท้ายน้ำ-ตอนล่าง ลดลงถึง 2 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะบริเวณปากแม่น้ำลงแม่น้ำโขง ซึ่งแสดงผลชัดเจนว่า ระดับความเย็นของน้ำลดลงถึง 0.8 องศาเซลเซียส ซึ่งได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาดังกล่าวในวารสาร Environmental Research Letters เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาและได้นำเสนอผลการวิจัยในการประชุมประจำปีของ American Association for the Advancement of Science ทีเมืองซีแอตเทิล เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

นายฟาซาล โฮซเซล อาจารยด้านวิศกรสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยวอชิงตันกล่าวว่า คนทั่วไปอาจจะทราบแล้วเรื่องน้ำที่เย็นลงเพราะเขื่อนผลิตไฟฟ้า ในสหรัฐอเมริกาความเย็นของน้ำอาจจะเกิดขึ้นในพื้นที่ทั่วไปของเขื่อน แต่บนลุ่มน้ำโขงนั้น น่าตกใจมาก ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างชัดเจนในรอบ 20 ปี เขื่อนสร้างขึ้นมากมายตลอดสายแม่น้ำ และเราก็เห็นว่าผลกระทบต่ออุณหภูมิของน้ำไม่ได้เกิดเฉพาะในพื้นที่เขื่อนเท่านั้น แต่มันส่งผลกระทบไปทั้งลุ่มน้ำอย่างที่เราไม่เคยพบมาก่อนในสารบบความรู้ของเรา

นักวิจัยได้ใช้แผนที่ภาพถ่ายดาวเทียม Landsat เพื่อดึงผลการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิผิวน้ำของแม่น้ำเซกอง เซซานและซเรป็อก โดยดาวเทียมได้จับความร้อนหรือรังสีอินฟาเรดจากแม่น้ำ

“จากข้อมูลเหล่านี้ เรากำลังดูการปล่อยอุณหภูมิของน้ำในแม่น้ำ ในช่วงกลางคืน: ความอุ่นของน้ำจะมีการปล่อยรังสีได้มากกว่าความเย็น” แมทธิว โบนเนมา นักวิจัยแห่ง NASA’s Jet Propulsion Laboratory ที่ทำการวิจัยเป็นหัวข้อในการวิทยานิพนธ์ของมหาวิทยาลัยวอชิงตัน กล่าว และว่า “แต่ก่อนการใช้ดาวเทียมเพื่อการประเมินสภาพพื้นดินเท่านั้น ไม่ใช้กับสภาพน้ำ เพราะเป็นการดูพื้นที่ขนาดใหญ่ แต่ตลอดเวลากว่า 40 ปีของข้อมูล Landsat นั้นมีมากเพียงพอที่จะใช้สำหรับแม่น้ำขนาดใหญ่ที่เราสามารถเอามาใช้ประโยชน์ในการประเมินเรื่องน้ำได้แล้ว”

ในการวิจัยระบุว่า การใช้แผนที่ดาวเทียมเพื่อติดตามอุณหภูมิของน้ำ อาจจะมีข้อจำกัดเช่น มีเมฆบังการบันทึกภาพของดาวเทียม ดังนั้นทีมวิจัยจึงติดตามการเปลี่ยนแปลงช่วงฤดูแล้งเป็นหลัก และนักวิจัยค้นพบการลดลงของอุณหภูมิของน้ำภายในเวลาเพียงปีเดียวของการสร้างเขื่อนใหญ่บนแม่น้ำทั้ง 3 สาย

ในงานวิจัยพบว่า ช่วงหน้าแล้งของปี 2001 แม่น้ำเซซาน มีอุณหภูมิลดลง 1 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับการสร้างเขื่อนยาลีฟอลเสร็จ ต่อมาระหว่างปี 2008-2009 อุณหภูมิของน้ำลดลงอีก 2 องศาเซลเซียส จากการสร้างเขื่อนอีก 2แห่งคือ เซซาน 4 และเขื่อนปรัยกอง เช่นเดียวกับ เมื่อปี 2009 อุณหภูมิของแม่น้ำเซปร็อกลดลง 0.7 องศาเซลเซียส ภายใน 1 ปีหลังจากการสร้างเขื่อนเซกะมาน บนแม่น้ำเซกะมาน แม่น้ำสาขาของแม่น้ำเซกอง

งานวิจัยระบุว่า แม่น้ำทั้ง 3 สาย มีการติตตั้งระบบเซ็นเซอร์ติดตามอุณหภูมิของน้ำตลอดทั้งปีตั้งแต่ปี 2004-2011 ก่อนปี 2009 อุณหภูมิของแม่น้ำยังปกติดคือ เริ่มอุ่นขึ้นช่วงต้นฤดูแล้ง คือเดือนพฤศจิกายน – ตุลาคม และจะเริ่มเย็นลงอีกครั้งในช่วงหน้าฝนคือเดือนเมษายน – พฤษภาคม ของปี แต่หลังจากปี 2009 แม่น้ำเซซานและเซรป็อก ที่มีการสร้างเขื่อนหลายแห่งปรากฏว่า อุณหภูมิของน้ำนั้นเย็นตลอดทั้งปี นับแต่ปี 2009

“แม้ช่วงต้นฤดูฝน เขื่อนเริ่มกักเก็บน้ำไว้ให้เพียงพอในการผลิตไฟฟ้าและปล่อยออกมามากในช่วงฤดูแล้ง ถ้าเราดูลักษณะการไหลของน้ำจะเห็นว่า น้ำมากหน้าแล้ง น้ำแห้งหน้าฝน และในหน้าแล้งเกิดปรากฏการณ์น้ำเย็นกว่าเพราะว่า น้ำถูกปล่อยออกมาจากส่วนที่ลึกของอ่างเก็บน้ำ ซึ่งทำให้อุณหภูมิของน้ำต่ำกว่าในช่วงหน้าฝน” โบนเนม่า กล่าว

ทีมวิจัยได้ตรวจสอบว่า มีปัจจัยอื่นที่จะทำให้อุณหภูมิของน้ำลดลง เช่น อุณหภูมิอากาศ การใช้ประโยชน์ของที่ดินในพื้นที่รอบ ๆ ซึ่งการคาดคะเนในตลอดระยะเวลาช่วง 30 ปี ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ อุณหภูมิแสดงให้เห็นแนวโน้มอุ่นขึ้นเล็กนน้อย มีการตัดไม้ทำลายป่าในพื้นที่รอบเขื่อนต่าง ๆ แต่นักวิจัยเชื่อว่าจะส่งผลให้อุณภูมิของน้ำต้องอุ่นขึ้น ไม่ใช่เย็นลง จึงเชื่อว่าเป็นเพราะเขื่อนมากกว่า

ทั้งนี้แม่น้ำเซกอง เซซาน และเซรป็อก ไหลมารวมกันเป็นแม่น้ำหนึ่งสายและไหลลงแม่น้ำโขงสายหลัก โดยทีมวิจัยยังพบว่า บริเวณปากน้ำเซกองลงแม่น้ำโขง มีอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยที่ 0.4 องศาเซลเซียส แต่หลังจากปี 2001 แนวโน้มกลับตาลปัด แม่น้ำ 3 สายมีอุณหภูมิที่เย็นลงเล็กน้อยกว่าแม่น้ำโขง อุณหภูมิของน้ำโขงขณะนี้สูงขึ้น 0.8 องศาเซลเซียส น้ำเย็นกว่าปกติ จากตอนล่างของจุดบรรจบของแม่น้ำ 3 สายและแม่น้ำโขง

“เมื่อน้ำเย็นลงอาจจะส่งผลกระทบต่อปลาที่อาศัยอยู่ตอนล่าง” โบนเน่มา กล่าว และว่า “เราพบว่า มีแผนการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่มากขึ้นบนลุ่มน้ำทั้ง 3 แห่ง และมีแผนสร้างใกล้ๆกับแม่น้ำโขงมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อแม่น้ำโขง การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิน้ำจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรง เราจึงมีคำถามว่าจะลดผลกระทบจากเขื่อนหล่านี้ได้อย่างไร ข้อเสนอของเราคือ ต้องชะลอการก่อสร้างลงและตระหนักให้มากขึ้น”

ที่มา https://www.washington.edu/news/2020/02/13/hydropower-dams-cool-rivers-in-the-mekong-river-basin-satellites-show/?fbclid=IwAR0ADR03DbKGULSl9rJHfPL0rKJ84IWplQ1hUTujXZCsMy1_CLto5n_b1Gw

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.