เรื่อง ไพรินทร์ เสาะสาย ขอบคุณ​ภาพจาก hanoitimes

นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2562 เป็นต้นมา กระแสการผลักดันโครงการเขื่อนหลวงพระบาง ซึ่งจะกั้นแม่น้ำโขงสายหลัก มาแรงแซงทางโค้ง ปาดหน้าโครงการเขื่อนปากแบงและโครงการเขื่อนปากลาย ของนักลงทุนสัญชาติจีน แม้ว่าโครงการเขื่อนทั้ง 2 จะเสร็จสิ้นกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า (Procedure for Notification, Public Consultation and Agreement – PNPCA) ตามข้อตกลงแม่น้ำโขง ไปแล้วเมื่อ 2-3 ปีก่อน แต่ทั้งสองโครงการก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะได้เริ่มก่อสร้าง  

ขณะที่โครงการเขื่อนหลวงพระบาง ดูท่ากลับได้รับความสนใจจากรัฐบาลลาวมากกว่า นักสังเกตการณ์ต่างเห็นว่าการผลักดันโครงเขื่อนหลวงพระบางรอบนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางผลกระทบของเขื่อนไซยะบุรี ที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์วิกฤตทางสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง นับตั้งแต่มีการผลิตไฟฟ้าในกลางปี 2562 เป้นต้นมา โดยเฉพาะทางท้ายน้ำที่พรมแดนไทยลาวตอนล่าง นับตั้งแต่อ.เชียงคาน จ.เลย เรื่อยลงไป เช่น ระดับน้ำโขงที่แห้งลงอย่างกระทันหัน ภาพปลาตายอยู่ริมฝั่งเนื่องจากน้ำลดระดับและถูกความร้อน เหล่านี้มีให้เห็นมากมาย นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าชาวบ้านบางพื้นที่จับปลาได้เป็นจำนวนมากอย่างผิดปกติ 

ที่สร้างความประหลาดใจในวงกว้าง คือปรากฏการณ์แม่น้ำโขงสีฟ้า ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่าเป็นสัญญาณของแม่น้ำที่หิวตะกอน ขณะที่มีรายงานเป็นระยะๆ ถึงน้ำเค็มรุกเข้ามายังพื้นที่ปากแม่น้ำโขงในเวียดนามนับร้อยกิโลเมตร ทำให้ชาวบ้านประสบปัญหาด้านเกษตรกรรมและน้ำอุปโภคบริโภคหนักมาก 

นำไปสู่ประเด็นถกเถียงและวิพากษ์วิจารณ์ต่อเหตุการณ์สิ่งแวดล้อมระดับภูมิภาคที่กำลังเกิดขึ้นกับแม่น้ำโขงตอนล่างในขณะนี้  

โครงการเขื่อนหลวงพระบาง (Luang Prabang Hydropower Project) เดิมทีมีบริษัท Petro Vietnam ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานของเวียดนาม เป็นผู้ได้รับสัมปทานในการพัฒนาโครงการตั้งแต่ปี 2007 โดยมีการบันทึกข้อตกลงเพื่อความเข้าใจ (MOU) ระหว่างรัฐบาลลาวและเวียดนาม มีการจัดทำรายงานความเป็นไปได้ของโครงการ ต่อมา บริษัท Petro Vietnam ได้ว่าจ้างให้บริษัทที่ปรึกษา Poyry สัญชาติฟินแลนด์ จัดทำรายงานการประเมินผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมเมื่อปี 2562 และ คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงแห่งชาติลาว (LNMC) ได้ยืนเอกสารต่อสำนักงานเลขาธิการแม่น้ำโขง (MRCs) เพื่อขอให้มีการจัดกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า (PNPCA) ตามข้อตกลงแม่น้ำโขง พ.ศ. 2538 และได้เริ่มกระบวนการฯ เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2562 -8 เมษายน 2563 กำหนดระยะเวลา 6 เดือน   

นักสังเกตการณ์บางรายมองว่า ก่อนหน้านี้ผู้บริหารของบริษัท ช.การช่าง เคยให้สัมภาษณ์ว่ามีความสนใจในโครงการเขื่อนหลวงพระบาง  แม้ระยะหลังจะดูเก็บเนื้อเก็บตัวไม่ค่อยพูดถึงโครงการนี้สักเท่าไหร่ 

เมื่อมีข่าวว่าบริษัทเวียดนามเตรียมผลักดันการสร้างเขื่อนหลวงพระบางเช่นนี้ ภาคประชาสังคมและนักวิชาการในเวียดนามได้ต่างวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามกับรัฐบาลของตนเองอย่างหนัก  เพราะเป็นที่ทราบดีว่าแผนการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักทั้ง 11 แห่งนั้น เวียดนามเป็นประเทศที่แทบไม่ได้ประโยชน์ แถมยังเป็นผู้ได้รับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนรุนแรงมากที่สุดในบรรดาสมาชิกของประเทศลุ่มน้ำโขง เนื่องจากพื้นที่ปากแม่น้ำโขงในเวียดนามคือแหล่งผลิตอาหารเลี้ยงคนทั้งประเทศ รวมถึงคนอีกครึ่งค่อนโลก 

เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2562 นายลอง พี ฟาม จากองค์กร Viet Ecology Foundation ได้เผยแพร่บทความในนิตยสาร PV Magazine นำเสนอข้อมูลทางเลือกให้แก่ทั้งรัฐบาลลาวและเวียดนามว่า ว่าหากไม่ต้องสร้างเขื่อนแม่น้ำโขง 3 โครงการ คือ โครงการเขื่อนปากแบง ปากลาย และหลวงพระบาง รัฐบาลลาวจะมีแหล่งพลังงานอื่นหรือไม่? 

ทั้งนี้นายลอง ฟี ฟาม  ได้ทำการศึกษาความเป็นไปได้ทั้งด้านเทคโนโลยีและด้านเศรษฐกิจ เพื่อตอบคำถามสำคัญดังกล่าว โดยเสนอโครงการ การติดตั้งโซล่าร์ลอยน้ำและระบบเก็บกักพลังงาน (floating solar-with-storage (FSS)) ขนาด 11,400 เมกะวัตต์และระบบเก็บกักพลังงาน เพื่อผลิตพลังงานให้ได้ขนาด 15,000 กิโลวัตต์ต่อปี ซึ่งมีต้นทุนด้านพลังงานที่ต่ำกว่าการสร้างเขื่อนปากแบง ปากลาย และหลวงพระบาง   

บทความระบุว่าแม้ขอบเขตโครงการจะมีขนาดใหญ่ แต่โครงการโซล่าร์ลอยน้ำนี้สามารถดำเนินการได้ภายในระยะเวลา 15 ปี โดยเริ่มจากกำลังการผลิตที่ 760 เมกะวัตต์ 1,000 กิโลวัตต์ต่อปี และขยับเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นไปเรื่อย ๆ ซึ่งหากเปรียบเทียบกันแล้ว ก็อาจจะใช้เวลาพอๆ กับการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงทั้ง 3 โครงการ เพราะโดยเฉลี่ยแล้วการสร้างเขื่อน 1 แห่งต้องใช้เวลาอย่างน้อย 7 ปี 

แต่ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคมน้อยกว่ากันมาก 

นายฟาม ระบุว่ารัฐบาลลาววางแผนที่จะสร้างเขื่อนไฟฟ้าผลิตพลังงานบนแม่น้ำโขงสายหลักจำนวน 9 โครงการ ปัจจุบันมีการก่อสร้างแล้วเสร็จจำนวน 2 แห่ง คือ เขื่อนไซยะบุรี และเขื่อนดอนสะโฮง และกำลังเตรียมการจะสร้างเขื่อนเพิ่มเติมอีกจำนวน  3 โครงการ คือ เขื่อนปากลาย เขื่อนปากแบง และหลวงพระบาง กำลังการผลิตรวม 3,142 เมกะวัตต์ คิดเป็น 15,418 กิโลวัตต์ต่อปี มูลค่าการลงทุนกว่า 8.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ  

เป้าหมายการผลิตไฟฟ้าดังกล่าวเพื่อการส่งออกไปขายให้ประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงมาเลเซียและสิงคโปร์ที่อยู่ห่างไกลออกไป   

การสร้างเขื่อนทั้ง 3 โครงการต้องใช้พื้นที่มากถึง 143 ตารางกิโลเมตร หรือ  88,750 ไร่ หรือตลอดความยาวกว่า 400 กิโลเมตรเพื่อเป็นอ่างเก็บน้ำของเชื่อนทั้ง 3 และจะต้องมีชาวบ้านที่ต้องอพยพมากถึง 41,767 คน ซึ่งมีรายงานอ้างอิงจากสถาบันทางวิชาการหลายแห่งทั้ง ICEM, Vietnam Delta study, MRC council และงานศึกษาด้านความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลัก โดย อภิสม อินทรลาวัลย์  ล้วนมีข้อสรุปที่ตรงกันว่า เขื่อนแม่น้ำโขงทั้งหมดไม่สามารถกระจายผลประโยชน์ได้เท่าเทียมกันทุกประเทศ

ซึ่งผิดหลักการของข้อตกลงแม่น้ำโขง ปี 2538

นายฟาม จึงได้เสนอทางเลือกด้านพลังงานที่ไม่ใช่เขื่อนผลิตไฟฟ้า แต่เป็นโครงการการติดตั้งโซล่าร์ลอยน้ำหรือ Solar Floating Panel project และระบบกักเก็บพลังงานขนาด 11,400  เมกะวัตต์ บนอ่างเก็บน้ำของเขื่อนน้ำงึม ที่มีพื้นที่จำนวน 370 ตารางกิโลเมตร หรือ 321,250 ไร่ โดยเชื่อว่า โครงการโซล่าร์ลอยน้ำนี้จะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ปีละ 15,000 กิโลวัตต์ชั่วโมง-ปี ซึ่งเท่ากับกำลังการผลิตของเขื่อนทั้ง 3 แห่ง  

การศึกษาได้ใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์ของ Global Solar Atlas calculator จัดทำโดยธนาคารโลก และอีกหลายสถาบัน  โดยอาจจะใช้พื้นที่เพียง 30 % ของอ่างเก็บน้ำเขื่อนงึมเท่านั้น และหากสำเร็จ โครงการดังกล่าวก็จะกลายเป็น โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ลอยน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก 

ประเด็นสำคัญคือต้นทุนโครงการด้านพลังงานแสงอาทิตย์กำลังลดลงอย่างมาก ไม่ใช่แค่ในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่รวมถึงเวียดนามและกัมพูชาด้วย งานศึกษาของเขายังระบุว่า ต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการผลิตพลังงานของโครงการโซล่าร์ลอยบนน้ำเขื่อนน้ำงึม ด้วยแบตเตอรี่เก็บกัก 4 ชั่วโมง สามารถผลิตไฟฟ้าระดับเดียวกับเขื่อนผลิตไฟฟ้า มีต้นทุนเฉลี่ย คือ 0.058 เซ็นต์/กิโลวัตต์-ชั่วโมง และแบตเตอรี่ขนาด 2 ชั่วโมงสามารถผลิตไฟฟ้าได้เท่ากับเขื่อนที่ต้นทุนเฉลี่ย 0.04 เซ็นต์/กิโลวัตต์-ชั่วโมง  และโครงการโซล่าลอยน้ำนี้ ไม่มีผลกระทบภายนอกและต้นทุนอื่น ๆ นอกเหนือจากนี้ 

บทความระบุว่า สิ่งสำคัญคือ หากรัฐบาลลาวและผู้ซื้อไฟฟ้าทั้งรัฐบาลไทยและเวียดนาม ตัดสินใจเลือกเดินหน้าโครงการนี้ พวกเขาจะช่วยปกป้องพื้นที่แม่น้ำโขงกว่า 88,000 ไร่จากน้ำท่วม และประชาชนกว่า 41,000 คน ยังคงได้อาศัยอยู่ในที่เดิม แถมโครงการดังกล่าวช่วยลดสภาวะการระเหยของอ่างเก็บน้ำได้มากถึง 30 % ลดการเกิดและการกระจายตัวของสาหร่ายสีเขียวซึ่งไม่มีสารพิษในน้ำ ที่สำคัญคือไม่มีผลกระทบข้ามพรมแดนต่อประเทศเพื่อนบ้านและประชาชนของตนเอง และการทำสัญญาสัมปทานก็อาจจะต่อรองให้ได้ดอกเบี้ยที่ถูก รวมถึงโครงการนี้สามารถเกิดการจ้างแรงงานกว่ากว่า 320,000 ตำแหน่ง

ขณะที่ดร.อภิสม ลาวัลย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มีความเห็นสอดคล้องกับงานศึกษาดังกล่าวโดยระบุว่า “เวลาเราพูดเรื่องการลงทุนอะไรสักอย่าง  ต้องดูว่ามีต้นทุนที่สำคัญอะไร การตัดสินใจสำคัญคือต้องดูว่าประสิทธิภาพของโครงการนั้นเป็นอย่างไร การลงทุนไปแล้วได้อะไร ต้นทุนของเชื้อเพลิง การบำรุงรักษา ต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม เพราะยังมีหลายต้นทุนภายนอกไม่ได้เอาไปรวมคิดอยู่ในมูลค่าของการลงทุนนั้น  จะเห็นว่าทุกประเทศในลุ่มน้ำโขงเป็นเขตร้อน มีศักยภาพด้านแสดงอาทิตย์และลมสูงมาก แต่ละประเทศมีความสามารถการผลิตพลังงานในแสงอาทิตย์และลมสูง สิ่งสำคัญ ปัจจุบันต้นทุนพลังงานลมและโซล่าเซลล์ลดลงมากแล้ว ขณะที่ต้นทุนของการสร้างเขื่อนมีแนวโน้มที่แพงมากขึ้นเรื่อย เพราะต้องเอาเงินไปบำบัดแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและสังคม เมื่อเปรียบเทียบกับโซล่าเซลล์แล้ว เราต้องกลับมาทบทวนว่า เราจะลงทุนกับเทคโนโลยีทีแพงขึ้นหรือถูกลงเรื่อยๆ”

ในยุคที่เขื่อนผุดขึ้นมากมายในลุ่มน้ำโขงตลอด 30 ปี ผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมเกิดขึ้นชัดเจนรุนแรงต่อประชาชนของตนเองและเพื่อนบ้าน โดยมีตัวอย่างที่สาหัส คือเขื่อนแตกที่โครงการเซเปียน เซน้ำน้อย ที่มีผู้เสียชีวิตและสูญหายนับร้อย และชาวบ้านกว่า 10,000 คนยังสูญเสียที่ดินและที่อยู่อาศัย ยังไม่มีการฟื้นฟูชีวิตและอาชีพที่ชัดเจนในขณะนี้ หากรัฐบาลลาวยังมุ่งดำเนินนโยบายการสร้างเขื่อนไฟฟ้าต่อไป รายได้ที่เคยเห็นว่ามาก แต่อาจจะไม่เพียงพอต่อการแก้ไขเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้น 

ขณะที่รัฐบาลประเทศลุ่มน้ำโขง เช่น ไทย เวียดนาม และกัมพูชา ควรจะทบทวนนโยบายการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการเขื่อนเพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า ไทยเป็นตัวการสำคัญของการผลักดันให้เกิดการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลัก ดังนั้นประเด็นที่ควรตอบคำถามให้ได้คือ ประเทศไทยขาดแคลนพลังงานจริงหรือ? และเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงมีบทบาทสำคัญต่อความต้องการพลังงานของไทยมากแค่ไหนในอีก 10 ปีข้างหน้า?  

หากดูข้อมูลด้านปริมาณพลังงานของประเทศไทยขณะนี้  พบว่ากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยอยู่ที่ 45,311.25 เมกะวัตต์ โดยตัวเลขความต้องการพลังงานสูงสุดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2562 คือ 30,853 เมกะวัตต์ 

ในมเดือนกราคม 2563 ข้อมูลระบุว่ามีพลังงานสำรองเหลือถึง 14,458 เมกะวัตต์ ซึ่งคิดเป็น 31 %  สูงกว่ามาตรฐานสากลที่กำหนดปริมาณไฟฟ้าสำรองไว้เพียง 15 % เท่านั้น 

นั่นคือพลังงานที่เหลือที่ประชาชนในฐานะผู้บริโภคไฟฟ้าต้องจ่ายทุกบาททุกสตางค์   

สอดคล้องกับเมื่อปลายปี 2560 คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ได้ออกรายงานศึกษา Council Study ระบุชัดเจนว่า โครงการเขื่อนบนแม่น้ำโขงทั้ง 11 แห่ง จะสามารถตอบสนองความต้องการพลังงานของภูมิภาคได้เพียง 5 % ของความต้องการพลังงานทั้งหมดเท่านั้น 

ในทางกลับกัน โครงการเขื่อนแม่น้ำโขงจะสร้างผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคมร้ายแรง และไม่สามารถฟื้นฟูกลับคืนมาได้ การศึกษาดังกล่าวระบุว่าดังนั้นรัฐบาลลุ่มน้ำโขงจึงจำเป็นต้องกระจายอำนาจและส่งเสริมการจัดหาพลังงานทางเลือกในของตนเอง ไม่ใช่การไปใช้ทรัพยากรร่วมของภูมิภาคหรือของประเทศนั้นเพื่อตอบสนองด้านพลังงานและทิ้งภาระด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ไว้กับชุมชน 

//////////////////////////

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.