โดย รศ.ดร.กาญจนา  บุญส่ง 

ศูนย์วิจัยสิงขร-มะริดศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี

    จากการลงพื้นที่สิงขร อำเภอตะนาวศรี จังหวัดมะริด ประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของคนไทยพลัดถิ่น เมื่อวันที่ 7-10 กุมภาพันธ์ 2563 ได้เรียนรู้วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของคนไทยในพื้นที่สิงขร-ตะนาวศรีหลายด้าน ในพื้นที่เป้าหมาย คือ หมู่บ้านคนไทยในอดีตและปัจจุบัน จำนวน 9 หมู่บ้าน ได้แก่ 1) บ้านสิงขร 2) บ้านทุ่งมะพร้าว 3) บ้านแหลมยวน 4) บ้านทุ่งข่า 5) บ้านตลิ่งแดง 6) บ้านวังใหญ่ 7) บ้านทุ่งทองหลาง 8) บ้านมูกโพรง และ9) บ้านทรายขาว มีหลักฐานทั้งที่เป็นโบราณคดี ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมจากการบอกเล่าของคนไทยในพื้นที่ที่มีอายุในช่วง 60-81 ปี ซึ่งสามารถสรุปเรื่องราวในแต่ละชุมชนได้ ดังนี้

1. หมู่บ้านสิงขร เป็นหมู่บ้านใหญ่ที่มีคนไทยอยู่ประมาณ 130 ครัวเรือน ขณะนี้มีพม่ามาอาศัยอยู่มากขึ้น มีกะเหรี่ยงและมุสลิมเข้ามาอาศัยอยู่ด้วย ซึ่งในอดีตจะมีเฉพาะคนไทย ในหมู่บ้านนี้มีวัดสิงขรเก่า ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำสิงขร ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากวัดสิงขรวราราม (ปัจจุบัน)  

วัดสิงขรวราราม มีการย้ายมา 2 ครั้ง แห่งแรกเป็นวัดสมัยอยุธยา ตั้งอยู่ในกำแพงเมืองสิงขรเก่า แห่งที่ 2 ตั้งอยู่ในสวนท้ายหมู่บ้าน และแห่งที่ 3 ตั้งอยู่ที่ปัจจุบัน ย้ายออกมาตั้งริมถนนตามนโยบายของรัฐบาลเมียนมาเพื่อความมั่นคง ปัจจุบันหลวงพ่อสงวน อายุ 81 ปี เป็นเจ้าอาวาส มีพระ 7 รูป เป็นพระเชื่อสายไทยสิงขร 6 รูป เป็นเชื้อสายกะเหรี่ยง จำนวน 1 รูป ที่วัดสิงขรวรารามเปิดเป็นโรงเรียนสอนภาษาไทย ซึ่งการเดินทางไปที่วัดในครั้งนี้ของคณะนักวิจัยฯ ได้นำหนังสือมานะ มานี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ไปมอบให้โรงเรียนสอนภาษาไทยของวัดสิงขรฯ และอุปกรณ์การเรียนการสอนภาษาไทยด้วย 

วัดสิงขรวราราม มีพระพุทธรูปสัมฤทธิ์สมัยอยุธยาตอนต้น และมีประวัติว่าเดิมอยู่ในเจดีย์ที่ตัวเมืองตะนาวศรีเป็นศิลปกรรมแบบที่เรียกกันว่า อู่ทองสาม คือมีลักษณะแบบอู่ทองผสมกับสุโขทัย ซึ่งสอดคล้องกับคำบอกเล่าของครูสุวรรณ  ครูสอนภาษาไทย ณ โรงเรียนสอนภาษาไทยวัดสิงขรฯ ได้เคยเล่าว่า บรรพบุรุษของคนไทยสิงขร เคยอาศัยอยู่ในแผ่นดินสิงขร-ตะนาวศรีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย 

นอกจากนี้ยังมีชิ้นส่วนพระพุทธรูปหินทรายแดง นำไปจากวัดแม่น้ำวัด ซึ่งอยู่ใกล้ชายแดนทางฝั่งไทย และยังมีพระพุทธรูปไม้แกะฝีมือช่างพื้นบ้านเป็นจำนวนมากที่วัดสิงขร และพบสมุดข่อย ใบลาน ภาษาไทยเป็นจำนวนมาก ซึ่งบันทึกความรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา คาถาอาคม โหราศาสตร์ ยา และวรรณคดีต่าง ๆ ถือเป็นหลักฐานที่แสดงถึงภูมิปัญญาของคนไทยสิงขร-ตะนาวศรีได้เป็นอย่างดี ซึ่งพลเอกสุรยุทธ  จุลานนท์ แนะนำให้ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีเมื่อครั้งที่เดินทางมาที่วัดสิงขรวรารามเพื่อลงนามความร่วมมือทางวิชาการและศิลปวัฒนธรรมระหว่างมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีกับมหาวิทยาลัยมะริดและเครือข่าย ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 ว่าให้อาจารย์แสนประเสริฐ ปานเนียม ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี มาทำสำเนาเพื่อปริวรรตและศึกษาต่อไป 

ในการเดินทางมาที่วัดสิงขรวรารามครั้งนี้ อาจารย์แสนประเสริฐ  ได้เริ่มดำเนินการทำความสะอาดสมุดข่อย และใบลาน รวมทั้งจัดหมวดหมู่ความรู้ และวางแผนว่าจะนำนักศึกษาสาขาวิชาภาษาไทยไปช่วยคัดลอก และแปลเป็นภาษาไทยที่อ่านง่าย ในครั้งนี้อาจารย์ได้นำสมุดข่อยมาทำความสะอาดและแยกประเภท ซึ่งพบเรื่องราวที่สำคัญและน่าสนใจหลายเรื่อง อาทิ วรรณกรรมพระรถเมรี พระอภัยมณี กฎหมายตราสามดวง ตำราดูฤกษ์ยาม คาถา อาคม ตำรายา และมีเล่มหนึ่งเป็นสมุดข่อยเล่มเล็ก มีเนื้อหาเกี่ยวกับการให้คำสัตย์สาบานของคู่กรณี หรือพยาน ก่อนจะเข้ารับการพิจารณาคดี มีเนื้อหาเกี่ยวกับการบูชาพระรัตนตรัย สาบานว่าจะให้การตามสัตย์ และเชิญเทพยดาองค์ต่าง ๆ มาลงโทษหากไม่ซื่อสัตย์

อาจารย์แสนประเสริฐ  ปานเนียมได้เล่าถึงข้อความในสมุดว่า “สมุดเล่มนี้ต้องเป็นสมุดหัวแดง ที่ใช้ในการตัดสินคดีความของจางวางสมัยเก่าแน่นอน ผมเองก็ไม่เคยเห็นหรอก แต่ฟังคนเก่าเล่ามาว่า เวลาจะตัดสินคดี คู่ความและพยานจะต้องชูสมุดหัวแดงขึ้นเหนือหัว และกล่าวสาบานว่าจะให้การแต่ความสัตย์”

    อาจารย์แสนประเสริฐ  ปานเนียมได้ศึกษาพระแกะสลักไม้จากไม้แก่นจันทน์ที่วัดสิงขรวราราม และกล่าวว่า เป็นฝีมือของช่างชั้นครู และช่างพื้นบ้าน งดงามมีเอกลักษณ์ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน  และจากการบอกเล่าของนายบุญเสริม ประกอบปราณ ผู้เป็นปราชญ์ท้องถิ่นได้เล่าว่า “ไม้จันทน์จะหอมต้องยืนต้นตาย กระพี้ผุเหลือแต่แก่น ถ้าไปตัดสดจะไม่หอม ไม้จันทน์มีในป่าตะวันตกแถบกุยบุรีลงมาถึงแถบเมืองประจวบฯ แล้วข้ามไปแนวเดียวกันในฝั่งพม่า เป็นป่าไม้จันทน์ชั้นดี หลายสิบปีก่อน สมัยยังไม่ปิดป่า คนไทยบ้านสิงขรในเขตตะนาวศรี มีอาชีพหาไม้จันทน์กัน หาแก่นที่ยืนต้นตายจึงจะหอม แต่ต้องเข้าป่าไปหากันเป็นเดือน หุงข้าวหาปลากันในป่า แล้วใส่กระสอบแบกกันออกมา ไปเจอที่ใหญ่เกินแบกก็เอาลิ่มตอกผ่าเป็นซีกมา มีเถ้าแก่รับซื้อ ส่งลงไปตะนาวศรี มะริด เป็นทอด ๆ พม่าเอาไปสกัดเป็นน้ำมันจันทน์หอม ผงก็นำไปทำธูป” พระไม้แกะในชุมชนไทยเขตตะนาวศรีมีหลายองค์เป็นไม้แก่นจันทน์ สะท้อนร่องรอยผืนป่าตะวันตกอันอุดมสมบูรณ์ในอดีต”

   

โรงเรียนบ้านสิงขร อดีตเคยใช้วัดสิงขร (เก่า) เป็นที่เรียน แต่ขณะได้มีการย้ายมาสร้างโรงเรียนในหมู่บ้านสิงขร มีนักเรียนประมาณ 500 คน มีครู 15 คน มีครูใหญ่เป็นผู้หญิงชาวพม่า ชื่อ โดเมเปซออู อายุ 33 ปี มีครูเป็นคนเชื้อสายไทย จำนวน 3 คน เปิดสอน ชั้น 1 ถึงชั้น 8 (ชั้น 8 เทียบได้กับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของไทย) มีนักเรียนที่มีเชื้อสายไทย จำนวน 30% มีเชื้อสายพม่า จำนวน 60% ที่เหลืออีก 10% เป็นกะเหรี่ยงและมุสลิม หลักสูตรมี 6 รายวิชา คือ 1) ภาษาพม่า 2) ภาษาอังกฤษ 3) คณิตศาสตร์ 4) ประวัติศาสตร์ 5) วิทยาศาสตร์ และ 6) ภูมิศาสตร์ เวลาเรียนวิชาละ 40 นาที ตอนเช้าเริ่มเรียน 9.30-11.30 น. พักกลางวัน เวลา 11.30-12.30 น. นักเรียนที่อยู่บ้านไกลจะห่อข้าวมารับประทาน และนักเรียนที่อยู่บ้านใกล้จะเดินกลับไปรับประทานอาหารที่บ้าน ช่วงบ่ายเริ่มเรียน 12.30-16.00 น. ครูใหญ่ต้องทำงานธุรการทุกอย่าง การเบิกจ่ายงบประมาณ และเงินเดือนของครู ครูใหญ่จะขับรถมอเตอร์ไซด์ไปเบิกเงินของครูที่อำเภอตะนาวศรี เพราะไม่มีธนาคารที่สิงขร โรงเรียนที่เปิดสอนชั้น 1-8 จะยังไม่มีภารโรงให้ ครูจะช่วยกันทำหน้าที่แทนภารโรง จะมีภารโรงให้เมื่อโรงเรียนมีการเปิดชั้น 9-10 ขณะนี้รัฐของเมียนมากำลังปรับให้นักเรียนเรียนฟรี 12 ปี ซึ่งเดิมจัดให้มีการเรียนฟรี 10 ปี โรงเรียนยังไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ให้นักเรียนได้เรียน ครูใหญ่และครูผู้สอนได้ร่วมกันซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์มาใช้ในการทำงานธุรการเอง

    2. บ้านทุ่งมะพร้าว ป้าหีต  กรแก้ว บ้านทุ่งมะพร้าว วัย 73 ปี มีแม่เป็นคนอุบล พ่อเป็นคนไทยสิงขร เป็นผู้หญิงเก่งคนหนึ่ง ใส่ตุ้มหูระย้าฝีมือช่างบางสะพาน ทำมาตั้งแต่อายุสิบขวบ เป็นเจ้าของฝูงควายและเจ้าของช้างที่มีชื่อพลายแรม เมื่อ 20 กว่าปีก่อน ป้าหีตได้ช้างพลายแรมมาจากส่วนแบ่งที่แกและสามีมีส่วนร่วมในการจับช้างป่าที่มีลุงเอียด อดีตกำนันตำบลสิงขรเป็นหัวหน้า ทุกวันนี้ป้าหีตไม่ยอมขายพลายแรมแม้มีคนมาซื้อให้ราคานับล้าน ป้าหีตพูดถึงพลายแรมน้ำตาคลอเบ้า ด้วยความรักว่า “เขามีบารมี ฉันไม่ขายจะเลี้ยงและดูแลเขา เขามีชีวิตจิตใจ”

ปัจจุบันพลายแรมไม่ได้ทำงานอะไร เนื่องจากในย่านสิงขรแทบไม่เหลือป่าหรือไม้ซุงให้ชักลาก เพราะในยุครัฐบาลทหารพม่าได้ให้สัมปทานเอกชนรายใหญ่โค่นป่าเพื่อทำสวนปาล์มนับหมื่น ๆ ไร่  หลักฐานความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าตะนาวศรีที่มีเรื่องราวมากกมาย ซึ่งเรื่องราวบางตอนไม่ได้อยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ชาติ 

    ลุงเอียด ได้เล่าถึงช้างป่าว่า ปัจจุบันมีช้างป่าหลงเหลืออยู่ในสิงขรน้อยมาก เพราะแทบไม่มีป่าเหลืออยู่เลย ทำให้ต้องเลิกอาชีพจับช้างป่ามานานกว่า 20 ปีแล้ว วิธีจับช้างของตาเอียดคือต้องสร้างคอกช้างหรือที่คนไทยเรียกพะเนียดไว้เหนือแหล่งที่ช้างลงไปหากินซึ่งมักเป็นโป่ง โดยใช้จุดไต้และตีเกราะต้อน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากคนจำนวนไม่น้อย ในอดีตชาวสิงขรแทบทุกครอบครัวต่างมีช้างไว้ช่วยทำงาน และปัจจุบันเหลือเพียงพลายแรมของป้าหีตเท่านั้น

    3. หมู่บ้านแหลมยวน ประวัติของหมู่บ้านแหลมยวน คำว่า “ยวน” เป็นชื่อต้นไม้ คือ “ต้นยวน” ชาวบ้านเล่าว่ามีต้นยวนใหญ่ขึ้นอยู่ที่แหลมริมฝั่งแม่น้ำสิงขร จึงเรียกชื่อหมู่บ้านตามลักษณะของพื้นที่ที่ต้นยวนขึ้นอยู่ว่า “แหลมยวน” ต่อมาต้นยวนได้ถูกน้ำพัดล้มไป 

    วัดแหลมยวน ตั้งอยู่ที่บ้านแหลมยวน ตำบลสิงขร มีพระเถระรูปสำคัญของชุมชนชาวสยาม คือ หลวงปู่หญีต ซึ่งชาวแหลมยวนนับถือมาก เล่าสืบกันมาว่าท่านเกิดที่เมืองไชยา เมื่อบวชแล้วออกธุดงค์มาที่เมืองตะนาวศรี สร้างวัดในชุมชนคนไทยไว้หลายวัด เริ่มตั้งแต่ วัดคลองใหญ่ (ริมน้ำตะนาวศรีใหญ่) วัดปะวะ วัดมูกโพรง วัดวังใหญ่ และวัดแหลมยวนเป็นที่สุดท้าย

หลักฐานทางประวัติศาสตร์สมัยสงครามโลก ครั้งที่ 2 ที่อยู่ในพื้นที่ คือ ลูกหลานของทหารญี่ปุ่นที่มีบุตรกับหญิงสาวชาวสิงขร ซึ่งทางคณะผู้วิจัยต่างเรียกทายาทของทหารญี่ปุ่นว่า “โกโบริ” เป็นผลพวงของสงครามโลก ครั้งที่ 2 เขามีพ่อชื่อว่า “ญี่ปุ่น” เนื่องจากคุณปู่เป็นคนญี่ปุ่นมารักกับย่าซึ่งเป็นสาวไทยในสิงขร เมื่อปู่กับย่ามีลูก ได้ให้ชื่อลูกชายว่า “ญี่ปุ่น” และอาศัยอยู่ที่บ้านแหลมยวน “โกโบริ” มีน้องสาวเป็นลูกสะใภ้ของลูกพ่อสงวน เจ้าอาวาสวัดสิงขรวราราม และบ้านของโกโบริอยู่ติดกับวัดแหลมยวน 

    4. หมู่บ้านทุ่งข่า ผู้นำชุมชน คือนายนวย  สมรูป เป็นลูกหลานคนเพชรบุรี ที่ย้ายถิ่นไปอยู่ นายนวยเล่าว่า ชุมชนทุ่งข่า ขณะนี้มี 87 ครัวเรือน เป็นครอบครัวไทย (สามี-ภรรยาไทยทั้งคู่) จำนวน 9 ครัวเรือน เป็นครอบครัวแบบผสมไทย-พม่า จำนวน 14 ครัวเรือน และเป็นครอบครัวพม่า จำนวน 64 ครัวเรือน ระหว่างปี พ.ศ. 2538-2539 ครอบครัวคนไทยย้ายไปอยู่ที่อื่นจากเหตุการณ์ไม่สงบในพื้นที่ ด้วยทหารพม่าในขณะนั้น ไม่อยากพบ ไม่อยากเห็น และไม่อยากได้ยินเสียงคนไทย ทำให้ไม่สามารถอยู่ในพื้นที่ได้ ซึ่งคนไทยที่ทุ่งขา ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา เลี้ยววัว และเลี้ยงควาย เมื่อเหตุการณ์สงบ คนไทยได้กลับมาในบ้านเกิด พบว่าที่ดินได้ถูกทางการริบไปครึ่งหนึ่ง มีหน่วยงานทางการทหารเข้ามาอยู่ในพื้นที่ และมีบริษัทเอกชนเข้ามาปลูกปาล์ม เดิมชาวบ้านทุ่งข่าไปขึ้นวัดแหลมยวน ต่อมาพม่ามาสร้างวัดทุ่งข่า

    5. หมู่บ้านตลิ่งแดง ชื่อหมู่บ้านมาจากที่ตั้งชุมชนอยู่ริมแม่น้ำสิงขร และริมฝั่งแม่น้ำมีสีแดง ชาวบ้านจึงเรียกชุมชนนี้ว่า “หมู่บ้านตลิ่งแดง” ลุงเที่ยง ในหมู่บ้านตลิ่งแดง มีสมุดข่อยเกี่ยวกับพระโพสพ อาจารย์แสนประเสริฐ  ปานเนียม กล่าวว่า “แรกเห็นภาพนี้ก็งงอยู่พักหนึ่งว่าทำไมภาพพระโพสพจึงเป็นเทวดาทั้งสององค์ แทนที่จะเป็นเทวนารีอีกองค์หนึ่ง หรือเป็นเทวนารีแห่งข้าวที่รู้จักกันทั่วไปว่าแม่โพสพ (เนื่องจากบนเรือนลุงเที่ยง ค่อนข้างสลัวตามแบบเรือนโบราณ จึงมองไม่ชัด) พอกลับมาขยายภาพดูถึงได้เห็นว่าองค์พระทรงปลาข้างหน้านั้นคือ พระเวสหนูกรรม์ หรือพระเพชรฉลูกรร หรือพระวิศวกรรม ในบางถิ่นเรียกเทวดาข้าวว่าพ่อโพสพหรือพ่อโพสี ก็มีเหมือนกัน ส่วนองค์พระทรงปลาข้างหลังคือ พระแม่โพสพที่รู้จักกันทั่วไป ด้วยเหตุว่ามีถันอย่างสตรี แถมยังทรงถือรวงข้าวด้วย อนึ่งปลาที่ทรงนี้ มีคำกำกับใต้ภาพว่า ปลากะหลาด ซึ่งก็คือปลาฉลาด ที่ตามตำนานว่าปลาฉลาดหรือปลากรายช่วยไปตามแม่โพสพกลับมา ชาวบ้านไทยในตำบลสิงขร วังใหญ่ มูกโพรง ตะนาวศรี เมืองมะริด บอกว่าถ้าทำขวัญข้าวก็ต้องมีปลาชนิดนี้ใส่ในสำรับบูชาแม่โพสพด้วย”

    6. หมู่บ้านวังใหญ่ มีชื่อเรียกมาจากบริเวณแม่น้ำที่ไหลผ่านหมู่บ้านนี้มีความลึกมาก จึงเรียกว่า “วังใหญ่” ชาวบ้านส่วนใหญ่ปลูกหมาก ปลูกมะม่วงหิมพานต์ และมีภูมิปัญญาการนำต้นคล้ามาลอกและเหลาเป็นเส้นใช้เทคนิคหลายอย่างกว่าจะได้เสื่อหนึ่งผืน และเสื่อแบบนี้มีการซื้อมาใช้ในหมู่บ้านต่าง ๆ แถบสิงขร-ตะนาวศรี  ถือเป็นสินค้าเอกลักษณ์ของชุมชนที่น่าซื้อเป็นของฝากได้เป็นอย่างดี

    7. หมู่บ้านทุ่งทองหลาง ตำบลมุโพรง อำเภอตะนาวศรี จังหวัดมะริด มีครูจิตอาสาสอนหนังสือไทยให้กับคนไทย และกระเหรี่ยงที่ต้องการเรียนรู้ภาษาไทย คือ นายบุญฤทธิ์  ศักดิ์ศรี อายุ 67 ปี ได้มีโอกาสเรียนหนังสือไทยมาจากพ่อแม่ของตนเอง เห็นว่าเด็ก ๆ ในหมู่บ้านอยากรู้หนังสือไทย จึงได้ใช้บ้านของตนเองเปิดสอนภาษาไทย โดยไม่ได้คิดค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ขณะนี้มีนักเรียน 48 คน ประกอบด้วย คนไทย 38 คน กะเหรี่ยง และพม่า รวม 10 คน ส่วนใหญ่มีปู่ ย่า ตา ยาย เป็นคนไทย อยากให้ลูกหลานพูดภาษาไทยได้ และในจำนวนนี้เป็นลูกหลานของครูบุญฤทธิ์เอง จำนวน 7 คน โดยเปิดสอนในช่วงปิดเทอม 2 เดือน คือ มีนาคม-เมษายน

    ประชากรในหมู่บ้านทุ่งทองหลาง เป็นไทย 43 ครัวเรือน พม่า 85 ครัวเรือน และกะเหรี่ยง 8 ครัวเรือน อาชีพส่วนใหญ่ทำสวนหมาก มะพร้าว และทำนา

    8. หมู่บ้านมุโพรง ชื่อหมู่บ้านมีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า มีต้นมูกขนาดใหญ่ แต่ลักษณะโพรง จึงเรียกชื่อหมู่บ้านนี้ว่า “มูกโพรง” ปัจจุบันมีคนไทยเป็นผู้นำชุมชน โดยลุงชุ่ม  วิงแท่นทอง ได้ติดต่อรถสองแถวขนาดใหญ่ พาพวกเราเดินทางไปยังพระพุทธบาทบนยอดเขาที่สูงที่สุดในอำเภอตะนาวศรี ซึ่งเดิมต้องใช้วิธีการเดินทางเท้า หรือรถมอเตอร์ไซด์ และตอนนี้ได้มีการตัดทางขึ้นภูเขาเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่ยังเป็นถนนลูกรัง การเดินทางใช้เวลาประมาณ 40-45 นาที (โดยรถยนต์) 

    9. หมู่บ้านทรายขาว ซึ่งมีชื่อหมู่บ้านตามลักษณะสีของทรายที่อยู่ในแม่น้ำสิงขร เดิมเป็นหมู่บ้านของคนไทย แต่ปัจจุบันไม่มีคนไทยอาศัยอยู่แล้ว มีแต่พม่า ทั้งนี้ลุงเอียด  ทองสุข อดีตกำนันตำบลสิงขร ได้นำทางนักวิจัย ไปในพื้นที่ที่มีโบราณคดีเกี่ยวกับเส้นทางการค้าโบราณ ตามที่มีบันทึกของต่างชาติ และนักประวัติศาสตร์หลายท่าน ลุงเอียดได้เล่าเรื่องเรือสำเภามาจม และเรียกจุดนั้นว่า “หินตะเภา” และมีคนมาเจอเครื่องถ้วยชามโบราณ ซึ่งผู้รู้บอกว่าอายุราว 450 ปี ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สำหรับการล่องเรือจากบ้านสิงขรในหน้าน้ำสามารถล่องออกมาได้ถึงบ้านรวมไทย อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเรื่องนี้คณะนักวิจัยจะไปเก็บข้อมูลอีกครั้งในหน้าน้ำ

จากข้อมูลที่พบข้างต้น ศูนย์วิจัยสิงขร-มะริดศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี จะนำข้อมูลมาเสนอต่อสภามหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี เนื่องจากศูนย์วิจัยสิงขร-มะริดศึกษา จัดตั้งขึ้นตามนโยบายของสภามหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ตั้งแต่สมัยที่ พลเอกสุรยุทธ์  จุลานนท์ ดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัย และทางศูนย์วิจัยฯ ได้ดำเนินการจัดพิมพ์หนังสือที่ได้จากงานวิจัยเพื่อเป็นการรวบรวมองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเชื่อมโยงกับพื้นที่ของประเทศไทยในส่วนที่เกี่ยวข้องกันมาโดยตลอดในเส้นทางการค้าโบราณของโลก เชื่อมโยงมาสมัยทวารวดี และสมัยกรุงศรีอยุธยา เพื่อนำข้อมูลทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมมาเพิ่มมูลค่าทางด้านเศรษฐกิจในเชิงของการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สิงขร ตะนาวศรีและมะริดซึ่งจะทำให้คุณภาพชีวิตและคุณภาพการศึกษาของคนในพื้นที่ดังกล่าวมีการพัฒนาขึ้นด้วย 

ในอนาคตทางศูนย์วิจัยสิงขร-มะริดศึกษา จะเป็นหน่วยเชื่อมโยงความร่วมมือของคนในพื้นที่เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สิงขร ตะนาวศรีและมะริด ในความร่วมมือกันพัฒนาเชิงพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม สังคม การศึกษาและเศรษฐกิจ โดยใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือของการพัฒนา เนื่องจากพื้นที่ชายแดนส่วนนี้ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีได้มีการบริการวิชาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นในพื้นที่ชายแดนทั้งทางการศึกษาและด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ

////////////////////////

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.