โดย จารยา บุญมาก

งานผู้ช่วยแม่ครัวในร้านอาหารที่สหรัฐอเมริกา เป็นงานแรกๆที่ฉันเลือกไปสมัคร และลองทำดูแห่งละ 1 -2 วันโดยรับค่าจ้างเป็นเงินสด ระหว่างรอเลขประกันสังคมและรอใบเขียวจากทางรัฐบาล ในครัวฉันพบแรงานไทย เขมร ลาว และแมกซิกันอยู่ปนๆ กันไป สำหรับคนที่มีใบอนุญาตทำงานถูกต้องอย่างฉันและเพื่อนร่วมงานอีกหลายคน พวกเขาล้วนมีสิทธิ์เต็มที่ในการรับเช็ค รับประกันสุขภาพ และรับวันลาหยุดตามความเหมาะสม 

ฉันพัฒนาฝีมือทำอาหารประเภทแกงและปิ้งย่าง อยู่สักพัก ก็ได้รับรู้ว่างานเริ่มหนักและเหนื่อยเหลือเกินค่าแรงก็ต่ำแสนต่ำ จึงคิดลาออกอยู่หลายครั้ง 

ก่อนตัดสินใจลาออก ฉันพูดคุยกับพี่ๆ ป้า ๆ หลายคน พบว่าแรงงานในครัวไทยที่มีอายุงานนานหลายปี หากไม่ใช่หุ้นส่วนร้านอาหารแล้ว มักจะเป็นลูกจ้างที่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน และพวกเขามักเจอเจ้าของร้านอาหารเอาเปรียบเรื่องค่าจ้างและสวัสดิการ ไม่ว่าจะเป็นการบังคับให้ใช้แรงงานต่อเนื่องโดยไม่มีค่าล่วงเวลา ไม่มีวันหยุด บ้างมีแต่น้อยนิด 

 “ป้าสี”  คนลาวปากเซ เข้ามาทำงานร้านอาหารไทยนานกว่า 40 ปี แกไม่สามารถย้อนกลับไปประเทศลาวได้อีก และได้แค่ทำงานหาเงินส่งให้ลูกหลานซื้อตั๋วเครื่องบินมาหาด้วยวีซ่าท่องเที่ยว  ทุกครั้งที่คุยกัน ป้าบอกเสมอว่า ชีวิตแกจะต้องตายอย่างผีน้อยในอเมริกาเป็นแน่ และคงไม่คิดกลับลาว เพราะกลัวลูกหลานอดอยาก

อีกราย “ลุงไล” อดีตวิศวกรไทย เล่าว่าทำงานร้านอาหารไทยมา 2 แห่ง รวมระยะเวลาอยู่อเมริกาแล้วก็ประมาณ 22 ปี  ตั้งแต่มาทำงานเป็นมือผัดให้ร้าน แกไม่เคยได้รับเงินค่าล่วงเวลาจากการทำงานในร้านอาหารเลย แต่จำใจต้องอยู่ต่อเพราะลูกยังเรียนไม่จบ ให้กลับไทยแกก็ไม่มีเงินส่งลูกเรียน 

“ถึงเวลาลุงก็คงบอกเขาตรงๆว่า เราหนีวีซ่า อาจจะโดนปรับ โดนอะไรบ้าง ก็ไม่รู้ได้ ยังไม่เคยกลับไทยเลย  ลูกสาวเรียนที่เกาหลี ลูกชายเรียนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ลุงอยากให้เขาจบก่อน ก็เลยต้องทำงานต่อไป เดือนหนึ่งได้หยุดแค่ 2 วัน บางทีช่วงเขาหาคนไม่ได้ เราต้องมาแทน ทำงานร้านอาหารเก็บเงินได้นะ เพราะเราไม่มีโอกาสใช้”  แกหัวเราะอย่างปลื้มใจ

แรงงานเหล่านี้เป็นแรงงานผิดกฎหมายและมักไม่มีโอกาสเดินทางออกนอกรัฐด้วยเครื่องบิน เพราะเกรงว่าตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจะจับได้ เรียกได้ว่าใครอยู่รัฐไหนก็ต้องประจำรัฐนั้นไปจนหมดวาสนาทำกินกันเลย เว้นแต่มีพรรคพวกมีรถขับพาเที่ยวก็อาจจะลางานได้บ้าง

ฉันอดสงสัยไม่ได้ว่า แล้วเวลาเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจร้านอาหาร แรงงานเหล่านี้หลบเลี่ยงอย่างไร คำตอบคือ แรงานผิดกฎหมายทุกคนมักจะหยุดงานในระหว่างที่เจ้าหน้าที่รัฐมาตรวจ แต่ส่วนมากจะปลอดภัยและมักไม่ถูกตรวจสอบ เพราะส่วนมากมีใบประกอบวิชาชีพทางด้านการบริการอาหาร ซึ่งสามารถทำได้ผ่านระบบออนไลน์ 

สิ่งที่แรงงานโรบินฮู้ดต้องเจอ จึงเป็นเรื่องเดิมๆที่คนทั่วไปพอมองออกและพวกเขาก็มีทั้งทุกข์-สุขปนๆ กันไป เรียกได้ว่าไม่มีเวลามานั่งทวงค่าแรงมากนัก เพราะรู้ตัวว่าอยู่อย่างผิดกฎหมาย 

ปี 2019 หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นรายงานว่า กระทรวงแรงงานสหรัฐอเมริกา ตรวจสอบพบร้านอาหารไทยในเมืองเพลซแซนทัน (  Pleasanton) รัฐแคลิฟอร์เนีย โกงค่าจ้างพนักงานและมีคำสั่งให้ทางร้านอาหารไทยจ่ายชดเชยค่าทำงานล่วงเวลาให้พนักงานในร้านมากกว่า  1 แสน 7 หมื่นดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 5 ล้านกว่าบาท   

ในปี 2018  เว็บไซต์ยูเอสเผยแพร่ข่าวว่า  ร้านอาหารไทย 3 แห่งในรัฐแคลิฟอร์เนีย ถูกศาลลงโทษปมละเมิดกฎหมายแรงงาน เอาเปรียบลูกจ้าง พร้อมสั่งชดเชยรวมกว่า 1 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 30 กงว่าล้านบาท 

ไม่ต่างจากปี  2016-2017 มีข่าวเจ้าของร้านอาหารไทยในรัฐแคลิฟอร์เนีย และรัฐวอชิงตันถูกศาลสั่งจำคุกนานกว่า 2 ปี  ข้อหาโกงค่าจ้างพนักงาน และแจ้งรายได้ของร้านอันเป็นเท็จ ซึ่งค่าชดเชยดังกล่าวทางร้านจะต้องจ่ายให้ทั้งพนักงานถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมาย แต่กรณีการจ้างงานผิดกฎหมาย ทางการสหรัฐก็อาจจะมีบทลงโทษอีกรูปแบบหนึ่งเพื่อเอาผิดผู้ประกอบการ

แม้ข่าวการโกงค่าจ้างดังกล่าวเผยแพร่สู่สาธารณะซ้ำๆ แต่ก็ยังพบว่า แรงงานในร้านอาหารไทยที่ตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกาหลายคนประสบกับชะตามกรรมเดิม โดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งบางคนยอมจำนนเพราะไร้ทางเลือก บางคนจำใจต้องทำ เพราะต้องการรายได้ไปจุนเจือครอบครัว ขณะที่บางคนจำใจทำเพราะข้อจำกัดทางภาษา ไปสมัครงานด้านอื่นไม่ได้ 

“คนที่เขาเรียนสูงๆ เขาก็ทำร้านอาหารแป๊บเดียว สักพักเรียนจบก็ไปได้ดี ไปเป็นพยาบาลบ้าง ทำงานบริษัทเอกชนบ้าง แล้วแต่เขาเลือก แต่เรามันมันตัวคนเดียว ไม่รู้อะไรเลยก็ต้องทำในร้านอาหาร ทำมา 12  ปีแล้ว เขายัง ไม่ขึ้นค่าแรงให้พี่เลย วันละ 110 เหรียญเท่าเดิม ” พี่จี๊ด อายุ 51 ปี เล่าให้ฟังระหว่างที่ทำงานในร้านอาหารไทย เมืองเบลวิว รัฐวอชิงตัน 

พี่จี๊ดเป็นชาวลำพูน เดินทางเข้าสหรัฐฯ ด้วยวีซ่าแต่งงาน และอาศัยอยู่ในสหรัฐฯ 3 ปี ต่อมาเลิกรากับสามี จึงต้องทำงานหาเลี้ยงตัวเอง เพื่อจ่ายค่าเช่าบ้านและค่าครองชีพ แบ่งเงินบางส่วนส่งกลับให้ลูกกับแม่ที่ประเทศไทย อีกส่วนก็เก็บเงินหาทางทำวีซ่าพาลูกมาอยู่สหรัฐฯด้วยกัน 

“จะกลับไทย พี่ก็คงหางานลำบาก ส่งลูกเรียน 2 คนด้วย พี่จะทำได้ไง รายได้ที่ไทยไม่พอ อยู่นี่ถึงเขาจะกดค่าแรงบ้าง แต่ก็พอมีส่งไปให้คนที่บ้าน เหนื่อยก็ต้องทน พี่ทำงานทุกวัน ไม่เคยได้เที่ยวเลย เพราะเราหยุดไม่ได้ ภาษีมันแพงมาก” พี่จี๊ด เล่าด้วยความท้อ แต่ก็ยอมจำนนต่อชะตาชีวิตที่เลือกมาขายแรงงานในสหรัฐฯ 

กว่าหลายทศวรรษที่ธุรกิจร้านอาหารไทยในสหรัฐอเมริกาขยายตัวอย่างรวดเร็ว หลายคนขยับขยายจากลูกจ้างในร้านอาหารมาเป็นเจ้าของธุรกิจเล็กๆ แล้วพัฒนาสู่ร้านใหญ่ หรือเปิดเพิ่มหลายสาขา นั่นทำให้ร้านค้าหลายแห่งต้องแข่งขันกันสูง เข้าสู่จุดขาดแคลนแรงงาน  และปัญหากำลังคนส่วนนี้นี่เองที่ส่งผลให้ร้านค้าจำใจเลือกพนักงานเข้ามาทำงานแบบง่ายๆ ประเภทใครสมัครมา รับหมดแล้วมาฝึกงานทักษะกันทีหลัง 

เจ้าของร้านหลายแห่งก็จำใจต้องรับแรงงานผิดกฎหมายเข้ามาทำงานในร้านอาหารและนี่คือจุดเริ่มต้นของการเอารัดเอาเปรียบลูกจ้างที่เป็นแรงงานผิดกฎหมาย 

แม้ไม่มีรายงานตัวเลขแรงงานไทยและแรงงานประเทศเพื่อนบ้าน ที่ทำงานอย่างผิดกฎหมายในสหรัฐอเมริกา แต่จากการเข้าไปสัมผัสครัวไทยในรัฐวอชิงตัน และรัฐแคลิฟอร์เนีย พบว่าตามร้านอาหารที่มีการจ้างงานพนักงานไม่เกิน 10 คน พบมีแรงงานผิดกฎหมายอย่างน้อย 2 คน ซึ่งแรงงานทั้งหมดนี้เป็นแรงงานที่ทำงานหนัก บ้างรอวันรายงานตัวกลับไทยในวันที่สหรัฐลดหย่อน ผ่อนโทษ บ้างรอวันได้มีเอกสารยืนยันตัวตน เพื่อเป็นบุคคลถูกกฎหมายในสหรัฐอเมริกา 

แต่ละคนเข้ามาสหรัฐอเมริกาด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน หากมีแรงจูงใจในการทำงานคล้ายๆกัน คืออยู่ประเทศไทยและประเทศข้างเคียงค่าแรงไม่พอกิน ต้องมาเสี่ยงดวงในประเทศพัฒนาส่วนใครจะโชคดี โชคร้าย ได้ทำงานอย่างถูกกฎหมายหรือต้องลักลอบทำงานผิดกฎหมายไปอย่างต่อเนื่อง ยอมรับกฎหมู่ของธุรกิจร้านอาหารอย่างเลี่ยงไม่ได้ 

หากว่าจะโดนเอารัดเอาเปรียบบ้าง ก็ยังไม่มีใครอยากเอ่ยปากเรียกร้องความเป็นธรรม เว้นแต่วันหนึ่งทางการสหรัฐฯ พบว่ามีการจ้างงานผิดกฎหมาย มีการเบี้ยวค่าแรง ถึงเวลานั้นแรงงานหลายคนคงต้องสารภาพผิดไปพร้อมกับเจ้าของธุรกิจ 

———–

หมายเหตุ– ชื่อแรงงานเป็นนามสมมติ เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับแรงงานทุกคน ที่ให้สัมภาษณ์

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.