โดย ภาสกร จำลองราช

บ้านไม้สองชั้นด้านล่างเปิดโล่ง แม้พื้นเป็นดิน แต่ก็ดูสะอาดตาเพราะเจ้าของบ้านปัดกวาดอยู่เสมอและดินก็อัดแน่นราวกับเทปูนทำให้ดูร่มเย็น

 บริเวณด้านหน้าของตัวบ้านมีป้ายไวนิลขนาดใหญ่เขียนชนิดและจำนวนของสระและพยัญชนะไทย บ้านหลังนี้จึงดูสะดุดตาสำหรับคนที่ผ่านไปผ่านมา เนื่องจากคนส่วนใหญ่ในถิ่นนี้ใช้ภาษาพม่าเป็นหลัก ป้ายไวนิลจึงแสดงให้เห็นว่าเจ้าของบ้านคือคนไทย

 ผมมีโอกาสมาลงพื้นที่บ้านสิงขร เมืองตะนาวศรี ประเทศพม่าอีกครั้งโดยติดตามคณะวิจัยสิงขร-มะริดศึกษาของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีมาเก็บข้อมูลคนไทยในเมืองสิงขร ในภาคตะนาวศรี ประเทศพม่า

ในอดีตตั้งแต่สมัยอยุธยา เมืองมะริด ทวายและตะนาวศรีเป็นส่วนหนึ่งของสยาม แต่ในยามที่พม่ารุ่งเรืองก็ตกเป็นของพม่า ผลัดเปลี่ยนการเป็นเมืองขึ้นของพม่าและสยามเรื่อยมา จนในยุคจักรวรรดินิยมซึ่งอังกฤษเข้ามายึดครองพม่า และได้มีการปักปันเขตแดนระหว่างอังกฤษและสยามเมื่อ พ.ศ.2411 ดินแดนแถบนั้นก็ตกเป็นของพม่าอย่างถาวร 

ในอดีตเส้นแบ่งแดนและรัฐชาติยังไม่เข้มข้นนัก ทำให้ชาวไทยที่อยู่ในดินแดนที่เสียไปยังคงไปมาหาสู่กับคนไทยในฝั่งสยามได้เป็นปกติ แต่ช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมาเมื่อเส้นเขตแดนกลายเป็นความมั่นคงของรัฐ ทำให้คนไทยทั้งสองฝั่งถูกบังคับให้ต้องเลือกสัญชาติและถิ่นที่อยู่ คนไทยนับหมื่นในดินแดนที่เสียไปให้พม่าจึงกลายเป็นคนพลัดถิ่น หรือ “ไทยถิ่นพลัด”

“เราอยากให้ลูกหลานได้รู้หนังสือไทย วัฒนธรรมไทย ให้เขารู้ว่าชาติไทยมีความเป็นมาอย่างไรและช่วยกันสืบต่อพุทธศาสนา” เจ้าของบ้านคือครูบุญญฤทธิ์ ศักดิ์ศรี บอกถึงความมุ่งหวังในการใช้ใต้ถุนบ้านในหมู่บ้านทุ่งทองหลาง เมืองตะนาวศรี เป็นห้องเรียนสำหรับเด็กไทยในท้องถิ่น 

หลวงฤทธิ์หรือครูฤทธิ์ วัย 67 ปี มีอาชีพทำไร่ทำสวน แม้ปักหลักอยู่ในดินแดนที่กลายเป็นของพม่าไปแล้ว แต่คนไทยในย่านนี้อีกจำนวนมากยังคงดำรงชีวิตเหมือนคนไทยในเมืองแม่ทุกประการ

ครูฤทธิ์ใช้เวลาในช่วงปิดเทอม 2 เดือนระหว่างเดือนมีนาคมและเมษายน สอนเด็กและเยาวชนอายุตั้งแต่ 8-22 ปีให้อ่านเขียนภาษาไทย โดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายใดๆ ซึ่งทุกบาททุกสตางค์ที่ใช้ซื้ออุปกรณ์การเรียนการสอน ครูควักทุนส่วนตัวซึ่งได้มาจากการทำไร่ทำสวน โดยเมื่อปีก่อนมีนักเรียนกว่า 30 คน และมีปีนี้มีเด็กที่แจ้งความประสงค์จะมาเรียนเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 40 คน

เด็กๆที่เรียนแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือกลุ่มที่อ่านเขียนไม่เป็นเลย กับกลุ่มที่มีพื้นฐานอยู่บ้าง โดยหลวงฤทธิ์เริ่มต้นสอนตั้งแต่อักษรกอไก่จนถึงฮอนกฮูกและสระ พยัญชนะต่างๆ

“หลวง” เป็นคำนำหน้าเรียกสำหรับคนที่ผ่านการบวชเรียนมาแล้ว โดยเมื่อตอนอายุ 19 ปี ครูฤทธิ์ได้บวชเณรที่วัดทุ่งทองหลาง จากนั้นพออายุ 21 ปีได้ไปบวชพระและศึกษาพระธรรมที่วัดบางสะพานใหญ่ จ.ประจวบฯ จนจบนักธรรมตรีและย้ายกลับมาอยู่ที่วัดในเมืองมะริด จนกระทั่งอายุ 24 ปีจึงได้ลาสิกขาออกมาแต่งงานและปักหลักอยู่บ้านเกิด 

ปัจจุบันหมู่บ้านทุ่งทองหลางมีคนไทยอยู่ 43 ครอบครัว พม่า 85 ครอบครัวและกะเหรี่ยง 8 ครอบครัว ซึ่งในอดีตเคยมีคนไทยถึง 60 หลังและไม่มีคนพม่าอยู่เลย แต่เมื่อราวปี 2539 ได้เกิดการสู้รบรุนแรงระหว่างทหารพม่าและกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ทำให้คนไทยหนีตายกลับแผ่นดินแม่จำนวนมาก และมีคนพม่าเข้ามาอยู่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลพม่าที่ต้องการกระจายคนของตัวเองไปยังพื้นที่ถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ

“ปีนี้พื้นที่ที่ใช้สอนหนังสือคับแคบไปหน่อย ผมเลยตั้งใจว่าจะย้ายไปใช้สถานที่วัดทุ่งทองหลางแทน” ครูฤทธิ์จิตอาสาบอกถึงความมุ่งมั่น

วัดทุ่งทองหลาง เดิมทีเป็นวัดไทย

วัดไทยในความหมายของชาวไทยพลัดถิ่นคือวัดที่มีพระไทยจำวัดอยู่เป็นส่วนใหญ่ โดบพระไทยและพระพม่ามีวัตรปฎิบัติบางอย่างแตกต่างกัน แต่ภายหลังที่สถานการณ์การสู้รบรุนแรง ทำให้คนไทยในหมู่บ้านต่างๆหนีกลับแผ่นดินแม่ จนวัดไทยนับสิบแห่งร้างพระไทยและมีพระพม่าเข้ามาจำวัดแทนในที่สุด กลายเป็นความเจ็บลึกในใจคนไทยซึ่งวัดทุ่งทองหลางก็ตกอยู่ในสถานการณ์ดังกล่าว แต่ยังดีที่ยังเหลือวัดไทยอีก 2-3 แห่ง

วันนี้ครูฤทธิ์ขะมักเขม้นกับการสอนเด็กและเยาวชนให้เรียนรู้ภาษาไทย แม้จะไม่ได้รับการสนับสนุนใดๆจากรัฐบาลไทยหรือรัฐบาลพม่า แต่แกยังคงเดินหน้าทำตามความฝันท่ามกลางแสงริบหรี่ในความหวังของการประคับประคองวิถีชีวิตคนไทยในถิ่นพลัด

สังคมไทยในแผ่นดินแม่ทอดทิ้งคนไทยกลุ่มนี้มานาน ถึงเวลาหรือยังที่เราจะร่วมกันเยียวยาพวกเขา

————–

หมายเหตุ-หากต้องการสนับสนุนอุปกรณ์การเรียนการสอนให้ครูฤทธิ์และคนไทยในสิงขร สามารถติดต่อประสานงานผ่านศูนย์วิจัยสิงขร-มะริดศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฎเพชรบุรี โทร 080-265-0881

////////////////////

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.