โดย สมพงค์  สระแก้ว 

“ทางเลือก” คือ “ทางรอด” กับ ปรากฏการณ์พี่น้องแรงงานประเทศเพื่อนบ้านและแรงงานไทยทั่วทุกภาคทยอยกันกลับบ้านต่อสิ่งที่กำลังเผชิญผลกระทบจากปัญหาโรค COVID -19  สถานะทางกฎหมาย และการดำรงชีพ

บ่ายๆ ของวันที่ 22 มีนาคม 2563 มีปรากฏการณ์การหลั่งไหลของพี่น้องแรงงานไทยทยอยเดินทางกลับภูมิลำเนา และไปออกันอย่างแน่นขนัดท่ารถหมอชิต และยังมีแรงงานเพื่อนบ้าน ออกันอย่างแน่นขนัดที่ด่านต่างๆ บริเวณชายแดน

สิ่งที่ปรากฏเราจะอธิบายสิ่งสะท้อนได้อย่างไร

1) ภาพที่เห็นทำให้เรามีความรู้สึกกังวลเกี่ยวกับการมีโอกาสแพร่ระบาดอุบัติใหม่ในบริเวณที่มีการรวมผู้คนเยอะๆ เนื่องจากเราไม่สามารถรับรู้ว่าใครมีเชื้อหรือไม่ เมื่อกลับไปยังประเทศต้นทางหรือภูมิลำเนา

เพียงแต่รับรู้ว่ากลับถึงบ้านควรปฏิบัติตัว กักตัว แยกตัวเองอยู่ที่บ้านจำนวน 14 วัน ประเด็นต่อมาคือต้อง 14 วันจริงหรือไม่ แต่หากเกิดอาการสงสัยรีบไปหาหมอที่โรงพยาบาล เพราะเชื้อโรคอาจไม่รอใคร ประเดี๋ยวจะสายเกินแก้ และเราจะมั่นใจในลักษณะนิสัยใจคอมนุษย์ได้อย่างไร

2) ผลกระทบทางสังคมต่างๆ ตามมาเป็นลูกโซ่ แม้ทางการจะประกาศว่าให้อยู่ที่บ้านรักษาระยะห่างกับผู้คน  สังคมครอบครัวต้นทางมีการเตรียมความพร้อมมากน้อยเพียงใดๆ จึงขึ้นอยู่กับความตระหนัก ไม่ตระหนกและไม่ประมาท 

3) ผลกระทบทางเศรษฐกิจ เห็นชัดเจนจากการทยอยปิดกิจการชั่วคราวหรือถาวรของผู้ประกอบการ และการสั่งปิดสถานที่สุ่มเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ โดยเฉพาะแหล่งคนทำงานในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล  จึงส่งผลแน่นอนโดยตรงกับลูกจ้างทั้งรายวันและรายเดือน รวมถึงผู้ประกอบการด้วย เห็นผู้ประกอบการหลายรายแทบล้มทั้งยืนเพราะธุรกิจจะเดินต่อไปได้อย่างไร สำหรับลูกจ้างแรงงาน เมื่อไม่มีงาน ไม่มีเงิน ไม่มีรายได้อื่นอยู่ต่อไปค่าใช้จ่ายย่อมสูงกว่าอยู่บ้าน การตัดสินใจกลับบ้านจึงคิดว่าเป็นทางรอด เพราะหากอยู่ก็ตาย ไม่อยู่ก็ตาย เลือกไปตายหรือลำบากที่บ้านเกิดดีกว่า  คิดว่าพี่น้องแรงงาน 3 สัญชาติ คือเมียนมาร์ ลาวและกัมพูชา คงคิดไม่แตกต่างกันมาก

4) เมื่อเราไปนั่งในใจของพี่น้องแรงงานถ้วนทั่ว จึงฉุกคิดว่า หากเป็นเราแล้ว เราจะอยู่ในที่ๆ ไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้ ได้อย่างไร  เพราะทางการไม่มีมาตรการอะไรรองรับ นอกจากการป้องกันการแพร่ระบาดเท่านั้น แต่การกินอยู่ปากท้องในช่วงครึ่งเดือนหรือเกือบเดือนไม่ชัดเจน

5) นโยบายการปิดชายแดนทั้ง 3-4 ประเทศเพื่อนบ้าน ไม่สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของแรงงานที่อุบัติขึ้นอย่างรวดเร็ว คนอีกฝั่งหนึ่งต้องการกลับบ้าน อีกฝั่งปิดชายแดนกลัวการอุบัติระบาดโรค แล้วความร่วมมือของประเทศอาเซียนจะมีมาตรการร่วมกันร่วมมือกันอย่างไรบ้าง เพื่อให้ผลสุดท้ายทุกคนมีความปลอดภัยจากโรคดังกล่าว

6) เชื่อว่าแรงงานข้ามชาติไม่น้อยที่ตัดสินใจกลับบ้านที่ต้นทาง อาจเป็นเพราะว่าไม่สามารถดำรงอยู่ได้ในสถานทางกฎหมายเพราะตนเองหลุดจากระบบการต่อใบอนุญาตทำงาน ดำเนินการภายใน 15 วันไม่ทัน  วีซาขาด สิ้นสุดใบอนุญาตทำงาน ตกงาน ไม่มีนายจ้าง ฯลฯ ที่ด่านตรวจคงจะพอมีข้อมูลอัพเดทต่อ 

7) เราคงต้องรอดูสถานการณ์หลังจากนี้ 1 สัปดาห์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ตอนนี้ก็คงปล่อยให้เป็นไปและมีมาตรการการป้องกัน การตรวจคัดกรองระหว่างการเคลื่อนย้ายของผู้คนบริเวณด่านที่เปิด หรือการเจรจากันระหว่างประเทศ

ทางเลือกของพี่น้องแรงงานบางส่วนคือทางรอด สำหรับแรงงานจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้รับผลกระทบก็ดำเนินชีวิตปกติหรือเปลี่ยนรูปแบบการทำงานตามมาตรการของบริษัทหรือสถานประกอบการนั้นๆ   ส่วนคนที่หยุดงานก็อยู่ที่บ้านกับครอบครัวไม่ขยับไปไหน ปลอดภัยที่สุด

บนสถานการณ์ที่ได้ใคร่ครวญ ตรึกตรอง เล่าสู่กันฟัง คงทำให้เห็นภาพว่า นี่คือปัญหาและความต้องการ ความรู้สึกปลอดภัย ในความที่เขาต้องดำรงชีวิตอยู่ให้ได้และแตกต่างปัจจัยกันไป 

ขอให้พี่น้องแรงงานทุกคนเดินทางถึงภูมิลำเนาตนเองอย่างปลอดภัยทุกหนทางและห่างไกลจากโรคอุบัติใหม่นี้

และขอให้หน่วยงานรัฐบาลในและต่างประเทศทำงานอย่างแข็งขันป้องกันปัญหาโรคนี้อย่างสุดกำลัง

——————-


Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.