เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2563 เพจ The Reporters ได้จัดเสวนาในหัวข้อ “ทำไมไฟไหม้ป่าภาคเหนือถึงไม่ดับ” โดยผู้เข้าร่วมประกอบด้วยนายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ประธานสภาลมหายใจ จ.เชียงใหม่ ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ นักวิชาการอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิน้ำแบบบูรณาการ นายพฤ โอโดเชา ตัวแทนชุมชนกะเหรี่ยงบ้านป่าคา อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ นายสมเกียรติ มีธรรม สถาบันอ้อผะหญาและมูลนิธิฮักเมืองแจ่ม โดยมี น.ส.ฐปณีย์ เอียดศรีไชย เป็นผู้ดำเนินรายการ

นายชัชวาลย์ กล่าวว่า สถานการณ์ความแห้งแล้งของ จ.เชียงใหม่ ปีนี้มาเร็วกว่าทุกปีที่ผ่านมา เกิดปัญหาฝุ่นไม่เกิน 2.5 ไมครอนหรือฝุ่น PM2.5 ตั้งแต่เดือนมกราคม จนเข้าสู่สถานการณ์ไฟป่ารุนแรง เช่น ในวันนี้มีจุดความร้อน(ฮอทสปอต) เกิดขึ้น 270 จุด ร้อยละ 90 เกิดขึ้นในเขตป่าอนุรักษ์ คิดว่าปัญหาไฟป่าจะเกิดต่อเนื่องไปจนสิ้นเดือนเมษายนจากนั้นจึงค่อยเบาบางลง อย่างไรก็ตามปัญหาไฟป่าที่รุนแรงในปีนี้ส่งผลต่อคนเชียงใหม่อย่างเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากเชียงใหม่ตั้งอยู่บนพื้นที่แอ่งกระทะที่มีภูเขาสูงล้อมรอบ เมื่อมีควันไฟหรือฝุ่น PM2.5 เกิดขึ้นจะถูกความกดอากาศครอบเอาไว้สะสมอยู่ในเมืองเชียงใหม่ โดยมีค่า PM2.5 เฉลี่ยที่ 200-300 ไมโคกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และช่วงที่หนักที่สุดสูงถึง 1,000 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยหน่วยงานสาธารณะสุขชี้ว่าหากคนเชียงใหม่อยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ต่อไป จะทำให้ค่าเฉลี่ยอายุขัยสั้นลงประมาณ 4 ปี เท่ากับคนเชียงใหม่กำลังตายแบบผ่อนส่ง ดังนั้นปัญหาฝุ่นหรือควันไฟป่าจึงมีความรุนแรงมากกว่าสถานการณ์โรคโควิด-19

นายชัชวาลย์ กล่าวอีกว่า อุปสรรคสำคัญของการแก้ปัญหาไฟป่ามีสาเหตุสำคัญคือสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับภาครัฐ โดยเฉพาะกฏหมายป่าไม้และนโยบายรัฐไม่เอื้อให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ ดังนั้นการจะให้ชาวบ้านในป่าที่ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมบุกรุกป่าร่วมมือกันดับไฟป่าคงเป็นไปไม่ได้ สภาลมหายใจ เชียงใหม่ จึงมีการเสนอให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมแก้ปัญหา ทั้งพื้นที่ป่า พื้นที่เกษตร เขตเมือง ภาคคมนาคม ภาคอุตสาหกรรม ทั้งหมดต้องร่วมทำงานโดยยึดชุมชนเป็นหลัก เพราะสภาพปัจจัยและการจัดการปัญหาแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน เช่น ป่าในโซนเหนือ โซนใต้ จะผลัดใบคนละเดือน ชุมชนไหนมีการจัดการที่ดีต้องให้ชุมชนเป็นหลักในการจัดการ พื้นที่ใดต้องร่วมมือกันทุกฝ่าย หรือพื้นที่ใดเจ้าหน้าที่ดูแลเป็นหลักต้องกำหนดให้ชัดเจน ซึ่งตอนนี้หลายฝ่ายรับปากในขั้นต้นแล้ว โดยเริ่มต้นในเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป จากนั้นจึงร่วมกันวางแผนระยะยาว โดยเฉพาะการปลดล็อคกฏหมายป่าไม้-อุทยานฯ หรือการหนุนเสริมชุมชนให้เลิกทำเกษตรเชิงเดี่ยว รัฐต้องเข้าไปสนับสนุนมีนโยบายรองรับ เปลี่ยนกระบวนทัศน์ต่อการมองปัญหาในเชิงระบบ เป้าหมายเพื่อให้เกิดการดูแลป่าอย่างยั่งยืนได้

นายพฤ กล่าวว่า ตอนนี้ที่หมู่บ้านป่าคาใน อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ เกิดปัญหาไฟป่าต่อเนื่องมาตลอด ชาวบ้านต้องเข้าไปนอนเฝ้าเพื่อดับไฟป่าติดต่อหลายวันตลอดทั้งคืน สถานการณ์ตอนนี้ป่าเต็งรังถูกไฟป่าไหม้หมดแล้ว ยังเหลือป่าดิบชื้นที่ชาวบ้านช่วยกันปกป้อง ดับไฟ ทำแนวกันไฟป้องกันไว้ได้ แต่หากสถานการณ์ยังยาวนานกว่านี้หรือฝนตกช้า ชาวบ้านคงจะต้องเหนื่อยมากกว่านี้ เพราะอย่างแถบดอนอินนนท์เริ่มมีไฟป่า บางครั้งไฟดับแล้วแต่ไฟยังสามารถครุขึ้นได้อีก เพราะตอไม้ไหม้เป็นสัปดาห์ แต่ชุมชนมีกำลังคนคอยเฝ้าระวังน้อย บางครั้งเราอยู่บนดอยมองเห็นป่าที่อยู่ข้างล่างใกล้เมืองทาง อ.สะเมิง อ.หางดง หรือ อ.แม่ริม เป็นป่าผลัดใบกว้างใหญ่ ก็ไม่มีชาวบ้านคอยเฝ้าระวัง นอกจากไฟจะลามเข้าสวนลำไยหรือใกล้หมู่บ้านจึงจะมีการไปดับไฟ

“ควรให้ชาวบ้านเป็นคนกำหนด แต่นโยบายกีดกันไม่ให้ใครยุ่ง แต่เขาทำไม่ได้สักเรื่อง เรื่องไฟเหมือนกับปัญหาขยะ หรือมลภาวะ เหมือนกับที่คนในเมืองมองมลภาวะที่ออกจากท่อรถยนต์ว่าเป็นธรรมดา เช่นเดียวกับที่คนบนดอยมองไฟป่าเป็นเรื่องธรรมดา จริงๆ นโยบายต้องใช้ความเมตตา ใช้ความเข้าใจเพราะให้ทั้งวิญญาณดีและวิญญาณร้ายอยู่ร่วมกัน หากขาดแคลนเครื่องมือรัฐก็ต้องสนับสนุน หรือกรณีความรู้ใหม่กับภูมิปัญญาชาวบ้านก็ต้องเอามาแชร์กัน” นายพฤ กล่าว

นายสมเกียรติ กล่าวว่า สถานการณ์ไฟป่าปีนี้รุนแรงมากกว่าปีก่อนมาก ในปีนี้นับถึงวันที่ 6 มีนาคม มีฮอทสปอตสะสม 1,345 จุด แต่ในปีที่แล้วมี 1,010 จุด สำหรับในพื้นที่ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ส่วนใหญ่เป็นป่าเต็งรังและป่าดิบแล้ง เมื่อเกิดไฟป่าจึงมีความรุนแรง ตอนนี้ชาวบ้านยังคงคอยดับไฟป่าอยู่ตลอด ขณะที่กลไกของรัฐมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับหัวหน้าส่วนงานพอเปลี่ยนคนก็เปลี่ยนแนวทางการทำงาน ในขณะที่ชาวบ้านยังคงแบกน้ำ ถือมีดเข้าดับไฟป่าอยู่ตลอด การมีส่วนร่วมของภาครัฐกันเองก็น้อยลง เหลือแต่หน่วยงานที่รับผิดชอบปัญหาโดยตรง เช่น เจ้าหน้าที่ป่าไม้ หรือเจ้าหน้าที่หน่วยไฟป่า แต่ด้วยพื้นที่กว่าถึง 1.7 ล้านไร่ เมื่อขาดการมีส่วนร่วมที่ถือเป็นหัวใจหลักของการแก้ปัญหาไฟ่า ทุกฝ่ายจึงต้องเหนื่อยมากขึ้น

นายสมเกียรติ กล่าวต่อว่า สถานการณ์โรคโควิด 19 กระทบต่อการมีส่วนร่วม เนื่องจากชาวบ้านบนดอยกลัวต้องปิดชุมชนกันคนภายนอก ทำให้การหนุนเสริมต่างๆ ยากขึ้น บางชุมชนเหลือแต่คณะกรรมการหมู่บ้านที่ออกมาดับไฟป่า เพราะกลัวติดโรคโควิด 19 จึงอยากเรียกร้องให้รัฐหันมาดูแลทั้งเจ้าหน้าที่ และชาวบ้านที่เข้ามาส่วนร่วมดับไฟป่า เพราะเสี่ยงต่อการบาดเจ็บและเสียชีวิต เช่น ทำประกันชีวิต หรือตั้งกองทุนชุมชนเพื่อสนับสนุนชุมชนที่เสียสละออกไปดับไฟป่า นอกจากนี้ต้องการให้มีการแก้กฏหมาย พรบ.ป่าแม้ และพรบ.ป่าสงวน เพราะเป็นอุปสรรคไม่ให้ชาวบ้านกล้าออกไปมีส่วนร่วม เพราะตอนนี้การชิงเผาหรือการเข้าไปบริหารจัดการไฟป่าในเขตป่าถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย

ดร.เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า ก่อนเกิดปัญหาไฟป่าและภัยแล้งที่ยาวนานในประเทศไทย ได้มีสัญญาณเตือนจากปัญหาไฟป่าในออสเตรเลียและแคลิฟอร์เนียแล้ว เพราะย้อนไป 3-4 ปีก่อน ไฟป่าในไทยไม่ได้รุนแรง แต่ปีนี้ศักยภาพเกิดไฟขึ้นสูงสุดจากสภาพวะอากาศที่แห้งแล้งมาก โดยเมื่อเกิดไฟป่าในหลายจุดแต่ไม่สามารถดับได้ เพราะมีปัญหาความขัดแย้ง ไม่สื่อสารข้อมูลตรงสู่ชุมชน กลับกลายสื่อสารเข้ากรุงเทพ กว่าจะมีการสื่อสารถึงพื้นที่ทำให้ผู้มีหน้าที่เข้าไปดับไฟได้ช้า และการเข้าพื้นที่ในเขตป่าอนุรักษ์ไม่ใช่เรื่องง่าย ชาวบ้านอาจตกเป็นผู้ต้องหาบุกรุกป่า ข้อสังเกตปีนี้ ไฟป่าจุดแรกๆ เกิดแถวดอยสะเก็ด กับดอยสุเทพ ที่อยู่ในสายตาของประชาชนและหน่วยงานที่รับผิดชอบ แต่คนในเมืองไม่รู้ร้อนรู้หนาว นอกจากไฟป่าจะไปถึงหมุ่บ้านตัวเองจึงจะเข้าไปดับไฟ แตกต่างจากในอดีตที่ชุมชนร่วมกันเฝ้าระวังเป็นเครือข่าย รวมพลังสนธิกำลังเข้าไปบริหารจัดการไฟป่าจึงเอาอยู่ได้ จึงเสียใจแทนคนเชียงใหม่ ที่ควรจะมีคุยและร่วมมือกัน เพราะปัญหาไฟป่าจะรุนแรงขึ้นทุกๆ ปี

ดร.เพิ่มศักดิ์ กล่าวต่อว่า ถ้าเราดูบทเรียนจากทั้งสองประเทศ อย่างอเมริกามีการเปลี่ยนระบบสิทธิดูแลจัดการป่า มีการให้สัมปทานทำไม้ขนาดใหญ่ ทำให้ในป่าเหลือแต่เศษไม้เป็นเชื้อไฟ ส่วนออสเตรเลียมีการสรุปบทเรียนว่า ปัญหาไฟป่าเกิดจากนโยบายที่ผิดพลาดที่ผลักดันคนพื้นเมืองอะบอริจินให้ออกจากป่า ทั้งที่คนพื้นเมืองมีภูมิปัญหาวิถีการดูแลป่า การใช้ประโยชน์จากไฟ พอหลังจากผลักดันชาวอะบอริจินออกมา 30-40 ปี เปลี่ยนป่าให้เป็นป่าไม้โตเร็ว แม้จะมีการทำแนวกันไฟหรือหอเฝ้าระวังก็ป้องกันไฟป่าไม่ได้ จึงกำลังมีการคิดว่าจะให้ชาวอะบอริจินเข้าไปอยู่ในป่าที่เดิม เพื่อใช้ภูมิปัญหาในการดูแลจัดการป้องกันไฟป่า ขณะที่ไทยมีป่าเต็งรังที่สะสมเชื้อเพลิงไว้กว่า 10 ต้นต่อไร่ หรือมากกว่าปกติถึง 3 เท่า เวลาไฟป่าลามไปถึงป่าดิบชื้นแม้จะเอาน้ำไปช่วยดับไฟก็ไม่หยุด 

นายหาญณรงค์ กล่าวว่า ในสัปดาห์ที่แล้วเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกระทรวงให้สัมภาษณ์สื่อว่า กรณีไฟป่าในเชียงใหม่มีสาเหตุเกิดจากชาวบ้าน 99 เปอร์เซ็น ต่อมามีการจับกุมชาวบ้าน มีของกลาง ไฟแช็ค มีด และอุปกรณ์ดับไฟป่า สะท้อนว่ารัฐมีการตั้งธงไว้ว่าชาวบ้านเป็นคนเผาป่า แต่ข้อเท็จจริงคงไม่มีชาวบ้านคนไหนต้องการเผาชุมชนหรือเผาบ้านตัวเอง เมื่อมีการตั้งธงในลักษณะนี้ทำให้ชุมชนไม่อยากเข้าไปมีส่วนร่วมแก้ปัญหา จึงอยากเรียกร้องให้รัฐยึดชุมชนเป็นตัวตั้ง เพราะปัญหาไฟป่าไม่ใช่จับชาวบ้านแล้วไฟจะดับ เพราะบางครั้งมีเหตุผลการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ในอดีตเคยมีการประชุมคณะรัฐมนตรีที่เชียงใหม่ ซึ่งตอนมาประชุมไฟก็ยังไหม้ป่าอยู่ แต่พอพิจารณาอนุมัติงบประมาณเสร็จ ไฟป่าดับทันที จึงไม่ต้องการให้มีเหตุผลอื่นมากระทบการแก้ปัญหา เพราะทุกวันนี้ชาวบ้านต้องระดมทุนกันเองออกนอนดับไฟป่าทุกคืน

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.