เครือข่ายสลัม 4 ภาค นำข้าวของที่ได้รับจากการบริจาคไปแจกจ่ายให้คนจนด้วยกันเองในชุมชนต่างๆ

เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2563 นางนุชนารถ แท่นทอง ประธานเครือข่ายสลัม 4 ภาค ให้สัมภาษณ์ถึงมาตรการแจกเงินเดือนละ 5,000 บาทเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ว่า เท่าที่คุยกับพี่น้องในสลัมยังไม่เห็นมีใครบอกว่าได้รับเงิน 5,000 บาทเลย แม้กระทั่งคนขับรถแท็กซี่และมอเตอร์ไซค์รับจ้างก็บอกว่าไม่ได้ อย่างไรก็ตามขณะนี้ชาวบ้านกำลังระดมข้าวของเพื่อช่วยเหลือกันเองในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้มากที่สุด โดยคำนึงถึงเรื่องความยั่งยืนด้วย เช่น การรวมกลุ่มกันประกอบอาชีพตามความชำนาญของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการทำน้ำพริก การเกษตร โดยมียี่ห้อของตัวเอง ซึ่งขณะนี้มีหลายภาคส่วนของสังคมได้ร่วมกันบริจาคข้าวของ เราอาจใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ในการตอบแทนน้ำใจ

“เราก็ไม่รู้เขาเอามาตรฐานอะไรมาวัด ทั้งลูกจ้างรายวัน ขายของไม่ได้แล้ว จำนวนไม่น้อยเป็นลูกจ้างร้านอาหาร กลับไม่ได้เลย ประกันสังคมพวกเขาก็ไม่มี ถ้ารัฐจะแก้ไขให้ตรงเป้าคือการให้ความช่วยเหลือแบบถ้วนหน้า เราเชื่อว่างบประมาณมีพอเพียงสำหรับทุกคน แต่เขาไปจัดสรรให้คนไม่เท่ากัน คนที่เดือดร้อนและเป็นประชาชนควรได้รับแบบถ้วนหน้า จะได้ไม่ต้องต่อว่ากันเอง เกี่ยงกันเอง บางครอบครัวเขาอาจได้ 4-5 คน เขาก็มีสิทธิเก็บไว้ใช้ในยามจำเป็นในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า ทุกคนควรมีสิทธิได้ใช้ภาษีของตัวเอง” ประธานเครือข่ายสลัม 4 ภาค กล่าว

เครือข่ายสลัม 4 ภาค นำข้าวของที่ได้รับจากการบริจาคไปแจกจ่ายให้คนจนด้วยกันเองในชุมชนต่างๆ

นางนุชนารถกล่าวว่า เท่าที่เห็นหลายภาคส่วน รวมถึงภาครัฐที่มาลงขันช่วยเรา มักกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ แต่ชุมชนแออัดในปริมณฑลกลับได้รับความช่วยเหลือน้อยมาก เหมือนชุมชนยังต้องช่วยกันเอง ตอนเราเอาข้าวของที่มีผู้บริจาคให้เครือข่ายสลัม 4 ภาคไปแจก เขาบอกว่าไม่เห็นมีหน่วยงานรัฐมาช่วยเหลือเลย ตอนนี้ที่น่าเป็นห่วงคือชุมชนที่ไม่ได้จดทะเบียนไว้กับเขตหรือมหาดไทย ซึ่งมีอยู่จำนวนไม่น้อย พวกเขาต้องตกสำรวจ บางพื้นที่ทางสำนักงานเขตก็ไม่ไปพ่นยาให้เพราะเหมือนเขาไม่รู้” นางนุชนารถ กล่าว

นายวิจิตร ดาสันทัด ประธานสหพันธ์แรงงานธุรกิจโรงแรม และบริการ จ.ภูเก็ต กล่าวว่า สถานการณ์เริ่มย่ำแย่มาตั้งแต่เดือนมกราคม โดยธุรกิจที่เกี่ยวกับนักท่องเที่ยวจีนเริ่มปิด 100 % พอถึงเดือนกุมภาพันธ์เริ่มกระทบกับโรงแรมที่มีลูกค้าฝรั่ง จนกระทั่งเดือนมีนาคมโรงแรมประกาศปิดตัวกันจำนวนมาก และจำนวนมากให้พนักงานหยุดงานโดยไม่จ่ายค่าจ้าง บางโรงแรมบอกว่า หากสถานการณ์ดีขึ้นแล้วค่อยว่ากัน ถือว่าเป็นการบังคับให้หยุดโดยไม่จ่ายเงิน 

“บางโรงแรมที่เป็นของต่างชาติ เขาให้ลูกจ้างหยุดงานโดยจ่ายค่าจ้างให้ 50% แต่การจ่ายตามกฎหมายในมาตรา 75 ที่จ่ายให้ลูกจ้าง 75% นั้นใช้ในภูเก็ตไม่ได้ เพราะนายจ้างไม่มีเงิน บางโรงแรมมีสหภาพเขาเริ่มใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก แต่ที่สุดก็ประกาศปิดโรงแรมและนายจ้างก็สั่งให้ลูกจ้างหยุดไปเลย โดยบอกให้ไปเอาเงินช่วยเหลือเอาจากสำนักงานประกันสังคม เหมือนกับลอยแพลูกจ้างดีๆ นี่เอง  แต่จนถึงวันนี้การไปรับความช่วยเหลือจากประกันสังคมสับสนมาก เรายังไม่รู้ว่าอะไรได้ หรือไม่ได้ ข่าวออกมาสับสน สำนักงานประกันสังคมในพื้นที่ก็สับสน เราจึงอยากเชื่อมโยงประกันสังคมส่วนกลาง เพื่อหาความชัดเจน” นายวิจิตร กล่าว

นายวิจิตรกล่าวว่า สถานการณ์ในจังหวัดภูเก็ตเริ่มวิกฤตขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีผู้ติดไวรัสโควิดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทางจังหวัดจึงต้องปิดเมือง โดยปิดเส้นทางเข้า-ออก นอกจากนี้ยังปิดเส้นทางระหว่างตำบลโดยมีจุดตรวจและจุดคัดกรอง และมีมาตรการเข้มข้นขึ้นออกมาเรื่อยๆ ขณะที่มาตรการช่วยเหลือกลับไม่ชัดเจน ทำให้ลูกจ้างสับสนมาก โดยในภูเก็ตมีลูกจ้างโรงแรมและเกี่ยวเนื่องอยู่ประมาณ 80,000-100,000 คน ถามว่าพวกเขาโวยวายหรือไม่ คำตอบคือตอนนี้ยังเป็นเดือนแรกๆ อยู่ พวกเขายังคิดว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย แต่หลังจากนี้ถ้านายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างก็ลำบากเพราะลูกจ้างไม่มีกิน แม้บางเทศบาลจะส่งข้าวส่งน้ำให้ก็ตาม ที่สำคัญคือมีแรงงานข้ามชาติอีกจำนวนมากทั้งที่ถูกต้องและผิดกฎหมาย พอธุรกิจโรงแรมปิดทำให้ธุรกิจต่อเนื่อง เช่นทำสวน ก่อสร้าง ซึ่งล้วนแล้วแต่ใช้แรงงานข้ามชาติ คนงานต่างก็ต้องตกงาน บางแห่งนายจ้างใช้วิธีเลิกจ้างและรีบไปแจ้งออกจากการเป็นนายจ้างเพราะไม่อยากรับผิดชอบทางกฎหมาย แล้วคนเหล่านี้จะอยู่อย่างไร

นางสุจิน รุ่งสว่าง ประธานสมาพันธ์ศูนย์ประสานงานแรงงานนอกระบบ กล่าวว่า แรงงานนอกระบบก็มีทั้งคนได้ 5,000 บาทและคนที่ไม่ได้ โดยที่มีปัญหาส่วนใหญ่บอกว่าเลขบัตรประชาชนไม่ตรงและยังขาดข้อมูล ซึ่งขณะนี้ทางศูนย์กำลังรวบรวมข้อมูลอยู่ แต่ประเด็นที่รู้สึกติดใจคือ การลดจ่ายเงินสมทบในมาตรา 39 เหลือเดือนละ 86 บาท แต่ผู้ประกันตนในมาตรา 40 กลับยังต้องจ่ายเท่าเดิมคือเดือนละ 100-300 บาท เงินจำนวนนี้แม้ดูไม่มาก แต่ในยามที่ไม่มีรายได้ก็ถือว่าหนักและเหมือนเรามีรายจ่ายเพิ่มขึ้น 

“พอใช้ระบบออนไลน์ คนชั้นกลางสามารถเข้าถึงก่อนชาวบ้านที่เดือดร้อน บางคนจึงบอกว่าเงิน 5 พันบาทเป็นเศษเงินที่เอาไว้หลังตู้เย็น ก็หวังว่าในรอบใหม่นี้ รัฐบาลจะปรับปรุงให้ดีขึ้น  โดยเฉพาะการให้ลงลงทะเบียนออนไลน์ เพราะพวกเราส่วนใหญ่กรอกไม่เป็น คนที่ไม่กรอกก็จะไม่ได้ ยิ่งคนๆ นั้นไม่มีลูกหลานก็จะยิ่งลำบาก จริงๆ แล้วรัฐสามารถดึงข้อมูลทั้งจากระบบบัตรทอง และประกันสังคมไปใช้ได้เลย หรือระบบการจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุก็มี” นางสุจิน กล่าว

เมื่อถามถึงการแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืนควรเป็นอย่างไร นางสุจิน กล่าวว่า อยากให้มองทั้ง 3 ระยะคือระยะเร่งด่วน ปานกลางและระยะยาว ช่วงนี้คนจำนวนมากกลับไปอยู่ต่างจังหวัดก็อยากให้รัฐตั้งกองทุนส่งเสริมการทำเกษตรหมุนเวียนโดยใช้ฐานเศรษฐกิจพอเพียงให้เขาปลูกพืชระยะสั้นเพื่อให้ได้เงินระหว่างอยู่บ้าน อยากให้รัฐบาลใช้โอกาสนี้สร้างนักการเกษตรและนักการตลาดรุ่นใหม่ ส่วนคนไม่มีที่ดิน รัฐควรเอาที่ดินของรัฐจัดสรรให้เขา ส่วนคนจนในเมืองก็ควรพัฒนาเรื่องอาชีพเพราะทุกที่ต่างมีกรรมการชุมชน และหน่วยงานราชการมีมากมาย 

————————–

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.