โดย เนอลีน เฮย์เซอร์ (Noeleen Heyzer)

สรุปโดย บุศรินทร์ เลิศชวลิตสกุล

ดอกเตอร์เนอลีน เฮย์เซอร์ (Noeleen Heyzer) สมาชิกคณะกรรมการที่ปรึกษาระดับสูงด้านการไกล่เกลี่ยและประนีประนอมของสำนักงานเลขาธิการสหประชาชาติ (United Nations Secretary-General’s High-Level Advisory Board on Mediation) อธิบายประเด็นผ่านประสบการณ์ในฐานะที่เป็นพลเมืองสิงคโปร์ หลังจากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาตัวเลขติดเชื้อไวรัสโคโรนาของสิงคโปร์เพิ่มขึ้นเป็นพันรายหรือใกล้เคียงต่อวัน ทางการสิงคโปร์รายงานว่าผู้ติดเชื้อรายใหม่นั้นมาจากลุ่มแรงงานอพยพที่พักอาศัยในหอพักที่หนาแน่นและสุขอนามัยไม่ดี  โดยตัวเลขที่มีการรายงานวันที่ 23 เมษายน 2563 คือมีจำนวนผู้ติดเชื้อสะสมทั้งหมด 11,178 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ ขณะนั้น

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่างกับการรับมือและมาตรการในช่วงเดือนก่อนหน้าที่สิงคโปร์ได้รับคำชมว่ามีการแก้ปัญหาได้ทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ ช่วงกลางเดือนมีนาคม สิงคโปร์ยืนยันตัวเลขผู้ติดเชื้ออยู่ที่ 226 คนเท่านั้น ส่วนหนึ่งดอกเตอร์เฮย์เซอร์ยอมรับว่ารัฐบาลมีประสบการณ์จากการแก้ปัญหาไวรัสซารส์ (SARS) ที่ระบาดในปี 2546 สำหรับการรับมือกับโรคระบาดครั้งนี้ มาตรการหนึ่งที่สิงคโปร์ทำคือการควบคุมชายแดนโดยเฉพาะพื้นที่ที่ติดกับมาเลเซียที่เมืองยะโฮร์ บาห์รู (Johor Bahru)  รัฐยะโฮร์ ที่มีการเดินทางเข้าออกของแรงงานอพยพมายังเกาะสิงคโปร์ทุกวัน  ถือว่าเป็นพื้นที่หนึ่งในการข้ามแดนที่คึกคักที่สุดของโลกก็ว่าได้ด้วยสถิติการเข้าออก 350,000 คนต่อวัน

ในช่วงนั้นรัฐบาลมีนโยบายควบคุมชายแดนเนื่องจากมาเลเซียเริ่มเข้าสู่การระบาดขั้นวิกฤติเมื่อพบตัวเลขการติดเชื้อจากคนที่ไปรวมตัวกันประกอบพิธีกรรมศาสนาอิสลาม นอกจากนี้ รัฐบาลสิงคโปร์ยังใช้วิธีการตรวจหาผู้ติดเชื้อแบบระบบการติดตามกลุ่มคนที่คาดว่ามีการสัมผัสใกล้ชิดกับคนติดเชื้อ (cluster-and-contact tracing systems) การกักตัวที่เข้มข้น และการให้ประชาชนอยู่กับบ้าน ตลอดจนการใช้งบประมาณ  6 หมื่นล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในการช่วยเหลือครอบครัวที่มีรายได้น้อย ธุรกิจขนาดเล็ก ผู้ประกอบอาชีพอิสระ และกลุ่มเปราะบางอื่นๆ 

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เห็นมิติที่ยังไม่เป็นที่รับรู้นักของสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศเล็กๆ ที่มีโครงสร้างรัฐระดับเมือง (city state) และประชากร 5.7 ล้านคนบนพื้นที่เกาะเพียง 720 ตารางกิโลเมตร สิงคโปร์เป็นประเทศหนึ่งที่มีเศรษฐกิจเข้มแข็ง แต่ขณะเดียวกันหลายคนมักลืมไปว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นมาได้บนภาคส่วนที่สำคัญคือผู้อพยพ (migrant) คนกลุ่มนี้คือรากฐานที่ทำให้โครงสร้างพื้นฐานในด้านต่างๆ และเศรษฐกิจของประเทศเจริญมั่นคง แต่พวกเขากลับได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 มากที่สุดกลุ่มหนึ่ง

กลุ่มแรงงานอพยพที่เดินทางเข้าออกสิงคโปร์จากมาเลเซียรายวันได้รับความช่วยเหลืออยู่พอสมควร ในช่วงแรกที่มีการควบคุมด่านชายแดนและการเดินทางเข้ามาทำงานตามมาตรการของรัฐบาลสิงคโปร์ พวกเขาติดเกาะและเดินทางกลับไปบ้านในฝั่งมาเลเซียไม่ได้ อีกทั้งไม่มีกำลังทุนทรัพย์มากพอในการที่จะเช่าห้องราคาแพงในสิงคโปร์ระหว่างเดินทางกลับ รัฐบาล กลุ่มทำงานประชาสังคม และนายจ้างจึงเข้ามาสนับสนุนที่พักพิงชั่วคราวและอาหาร ซึ่งพอจะช่วยยับยั้งการเพิ่มของจำนวนผู้ติดเชื้อและการเดินทางของโรคระบาดไปได้บ้าง

หากแต่สาเหตุสำคัญที่ทำให้ตัวเลขโควิด-19 สูงขึ้นแบบก้าวกระโดดคือการติดเชื้อในกลุ่มแรงงานอพยพจากเอเชียใต้ที่ทำงานในอุตสาหกรรมก่อสร้าง พวกเขาเหล่านี้เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบและถูกลืมเพราะอาศัยอยู่รวมกันในหอพักที่แออัด แม้ว่าจะมีกลุ่มคนที่ทำงานช่วยเหลือเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของแรงงานในกลุ่มนี้ให้ดีขึ้น แต่สถานการณ์ปัจจุบันพวกเขายังอยู่ในห้องแคบๆ รวมกัน 

ศาสตราจารย์ทอมมี โก๊ะ (Tommy Koh) อดีตเอกอัครราชทูตสิงคโปร์ประจำสหประชาชาติ เคยเปิดเผยผ่านเฟสบุ๊กว่า คนงานเหล่านี้มีชีวิตที่ลำบาก นายจ้างขนส่งพวกเขาไปที่ไซต์งานก่อสร้างด้วยรถบรรทุกที่ไม่มีที่นั่ง และอาศัยในห้องพักด้วยกันถึง 12 คน หอพักโดยรวมก็ไม่สะอาด นี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมพวกเขาถึงติดเชื้อเป็นจำนวนมาก การระบาดของโควิด-19 จึงน่าจะเขย่าให้รัฐบาลสิงคโปร์หาแนวปฏิบัติต่อแรงงานข้ามชาติเหล่านี้ใหม่เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีเหมือนกับประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ

เพื่อหยุดยั้งการระบาดของไวรัสโคโรน่าในแรงงานอพยพกลุ่มนี้ สิงคโปร์ได้เข้ามาดำเนินมาตรการฉับพลันด้วยการย้ายคนติดเชื้อออกจากหอพักที่ขาดสุขอนามัยที่ดี และวางแผนงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขในหอพักทั้งหมด รวมถึงการส่งเจ้าหน้าที่สนับสนุนในการใช้อุปกรณ์ตรวจเชื้อขนาดใหญ่รวมทั้งการติดตั้งศูนย์กักกันเพื่อดูอาการของคนกลุ่มเสี่ยง ที่สำคัญคือการแจกอาหารและข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นสำหรับการปิดหอ (lockdown) การจัดการด้านคมนาคมขนส่ง และการดูแลทำความสะอาดหอพัก

ในทางเศรษฐกิจ ลี เซียน ลุง นายรัฐมนตรีสิงคโปร์ ประกาศชัดเจนว่าจะให้ความสำคัญกับสวัสดิการของแรงงานต่างชาติ เพราะเห็นว่าพวกเขาคือส่วนสำคัญในการก่อสร้างแฟลตของรัฐ (Housing and Development Board- HDB ซึ่งคล้ายกับโครงการบ้านหรืออาคารสงเคราะห์ของไทย) สนามบินชางงี โครงการรถไฟฟ้า และอื่นๆ  ดังนั้น รัฐบาลจะดูแลเรื่องค่ารักษาพยาบาลและหยูกยาที่พวกเขาควรได้รับ อีกทั้งยังยืนยันที่จะให้นายจ้างจ่ายเงินชดเชยระหว่างที่ต้องหยุดงานเพื่อให้พวกเขาสามารถส่งเงินกลับบ้านเกิดได้

ดอกเตอร์เฮย์เซย์เสนอแนะในตอนท้ายว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพราะสิงคโปร์ไม่ได้คำนึงถึงกลุ่มแรงงานอพยพข้ามชาติตั้งแต่การเริ่มต้นของโรคระบาด ซึ่งก็ไม่ได้เกิดเฉพาะในสิงคโปร์แห่งเดียว แต่หมายถึงในพื้นที่อื่นๆ ทั่วโลก ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่เราต้องสร้างความตระหนักในการยกระดับความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นในสังคมผ่านกรณีการระบาดของไวรัสโคโรนา และทำให้คนเปลี่ยนวิธีคิดหรือมุมมองต่อสังคมและโลกใบนี้ต่อไป

ลิงค์บทความต้นฉบับ

https://bit.ly/3cOOhye

หมายเหตุ-บทความชิ้นนี้เป็นความร่วมมือกันระหว่างศูนย์วิจัยนวัตกรรมสังคมเชิงพื้นที่ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กับ the Department of Southeast Asia Studies มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ และนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ในประเทศไทย

————-

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.