ขอบคุณภาพจาก Todayonline.com

สรุปความโดย บุศรินทร์ เลิศชวลิตสกุล

บทบรรณาธิการ The Online Citizen ระบุว่าหลังจากตัวเลขการติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศสิงคโปร์กระโดดขึ้นเป็นหลักพันในกลุ่มแรงงานอพยพที่อาศัยอย่างหนาแน่นในหอพักที่สุขอนามัยต่ำกว่ามาตรฐาน หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งรัฐ องค์กรประชาสังคม และสื่อมวลชน พุ่งความสนใจไปที่พักและสิ่งแวดล้อมใกล้เคียง บทบรรณาธิการของสื่อออนไลน์อย่าง The Online Citizen ระบุตัวเลขจากการรายงานของกระทรวงสาธารณสุขว่ามีผู้ติดเชื้อรายใหม่ระหว่างวันที่ 19 – 23 เมษายน อยู่ที่ 4,914 ราย ซึ่งอาศัยอยู่ในหอพัก ตัวเลขนี้คิดเป็น 81.2% ของผู้ติดเชื้อทั้งหมด 11,178 ราย แสดงให้เห็นว่าผู้ติดเชื้อจำนวนมากสุดของสิงคโปร์มาจากกลุ่มแรงงานอพยพ 

ประเด็นสำคัญที่หลายฝ่ายกลับมาพูดถึงคือการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยหอพักของลูกจ้างต่างชาติ (Foreign Employees Dormitories Act-FEDA) ของสิงคโปร์ที่ผ่านการพิจารณาไปแล้วในปี พ.ศ. 2558 และหนึ่งในข้อกฎหมายที่สำคัญระบุว่าผู้ประกอบการหอพักต้องสามารถพัฒนาและวางแผนการกักกัน (quarantine plans) เมื่อเกิดสถานการณ์โรคระบาด 

นายตัน ชวน-จิน (Tan Chuan-Jin) รัฐมนตรีกำลังคน (Manpower Ministry) ของสิงคโปร์ในขณะนั้นยังพูดถึงเงื่อนไขการออกใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการหอพักที่ต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายด้วย โดยเฉพาะการเน้นย้ำเรื่องการเตรียมห้องหรืออาคารที่แยกออกต่างหากรวมถึงอุปกรณ์ที่จำเป็นอื่นๆ ให้เป็นไปตามแนวทางที่กำหนดโดยกระทรวงสาธารณสุข แต่จากสถานการณ์ระบาดของไวรัสโคโรนาที่ประเทศกำลังเผชิญ ทำให้เห็นว่าหลังจากที่กฎหมายผ่านสภาแล้ว ผู้ประกอบการหอพักก็ไม่ได้ดำเนินการใดๆ ตามที่ระบุไว้ในกฎหมาย จึงทำให้กระทรวงสาธารณสุขต้องเข้าไปตรวจหาผู้ติดเชื้อและสร้างพื้นที่ชั่วคราวเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแทน

ปัจจุบัน กฎหมายว่าด้วยหอพักลูกจ้างต่างชาติถูกนำมาบังคับใช้แบบเฉพาะเจาะจงเพื่อรับมือกับสถานการณ์ โดยมีการตั้งคณะกรรมการที่กำกับดูแลหอพักที่มีอำนาจหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายในสถานการณ์พิเศษนี้ โดยเฉพาะกำหนดให้ผู้ประกอบการหอพักปฏิบัติตามสาระที่ระบุไว้ในกฎหมาย ซึ่งการตั้งคณะกรรมการแบบเต็มชุดก็เพิ่งจะมีการดำเนินการในช่วงนี้เช่นกัน ทั้งที่กฎหมายนี้ผ่านสภาและมีผลในทางปฏิบัติตั้งแต่ 5 ปีที่แล้ว มีเพียงตำแหน่งรองกรรมการและผู้ช่วยกรรมการจำนวน 4 ตำแหน่งที่มีการแต่งตั้งในปี 2560 ซึ่งกระทรวงกำลังคนที่กำกับดูแลเรื่องนี้โดยตรงก็ไม่ได้ผลักดันอะไรตลอดช่วงที่มีการผลัดเปลี่ยนรัฐมนตรีถึง 3 คน สะท้อนให้เห็นว่ารัฐมนตรีทั้งในอดีตและปัจจุบันไม่ได้ติดตามการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ

บทบรรณาธิการฉบับนี้ตั้งคำถามกระทุ้งถึงการทำงานของรัฐบาลโดยรวมที่ควรจะกระตือรือร้นกว่านี้ แม้ว่าหลังระบาดของไวรัสโคโรนาในจีน กระทรวงสาธารณสุขได้ส่งสาส์นไปยังโรงเรียนแนะนำประชาชนให้รักษาความสะอาดและสุขอนามัย รวมถึงรัฐมนตรีของกระทรวงได้กระตุ้นให้นายจ้างใส่ใจกับมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมในที่ทำงานก่อนที่จะมีมาตรการให้ทำงานที่บ้านในเวลาต่อมา ที่สำคัญคือมีบทลงโทษต่อนายจ้างที่ไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำโดยการตักเตือน ซึ่งหากยังมีการปฏิบัติขัดต่อกฎหมาย นายจ้างอาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตและสิทธิประโยชน์อื่นๆ แต่ที่บทบรรณาธิการนี้ไม่พอใจมากกว่าคือความอ่อนด้อยในการทำงานของรัฐบาลสิงคโปร์ที่ละเลยการควบคุมโรคระบาดในกลุ่มแรงงานอพยพ 

ทั้งที่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์เริ่มพบผู้ติดเชื้อบางรายในกลุ่มแรงงานแล้ว  และในช่วงกลางเดือนมีนาคม กระทรวงสาธารณสุขของสิงคโปร์ออกมาตรการด้านการเงินช่วยเหลือกลุ่มแรงงานที่เดินทางจากมาเลเซียและตกค้างในสิงคโปร์หลังมาเลเซียประกาศจำกัดการเดินทางเข้าออก (lockdown) และเมื่อรัฐบาลเห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่จีนแล้ว ทำไมกระทรวงสาธารณสุขจึงไม่ตรวจสอบแรงงานที่อาศัยในหอพักให้เร็วกว่านี้ 

รัฐมนตรีกระทรวงกำลังคนในปัจจุบัน โจเซฟิน เตียว (Josephine Teo) ได้พยายามออกมาอธิบายว่า “จุดประสงค์หลักคือการสร้างสุขภาพและความอยู่ดีมีสุขให้กับทุกคน ไม่เพียงแต่ประชาชนสิงคโปร์เท่านั้น หากรวมถึงคนงานชาวต่างชาติที่ช่วยสร้างเศรษฐกิจของประเทศด้วย เราต้องการสร้างความมั่นใจกับคนงานต่างชาติต่อมาตรการที่เราดำเนินการนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์และความอยู่ดีมีสุขของพวกเขา” 

คำอธิบายนี้ไม่ได้ทำให้ผู้ติดตามสถานการณ์พึงพอใจเท่าใดนัก โดยเฉพาะเมื่อในเวลาต่อมาเธอได้พูดถึงมาตรการเว้นระหว่างห่างทางสังคมได้ถูกนำมาปฏิบัติแล้ว ทั้งที่จำนวนผู้ติดเชื้อในกลุ่มแรงงานอพยพที่ทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น ทำกับข้าว กินอาหาร และพักผ่อนด้วยกันในพื้นที่หอพักเพิ่มขึ้นมากในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งตรงข้ามกับปฏิกิริยาของรัฐมนตรีการพัฒนาแห่งชาติ (National Development Ministry) นายลอว์เรนซ์ หว่อง (Lawrence Wong) ยอมรับว่าหากก่อนหน้านี้เขาตระหนักว่าจำนวนผู้ติดเชื้อจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในกลุ่มแรงงานอพยพ เขาคงตัดสินใจมีมาตรการที่ต่างออกไป เพราะรัฐบาลเองก็ขาดความเข้าใจในการรับมือกับสถานการณ์ระบาดของโรคในกลุ่มแรงงานทักษะต่ำ (blue collar workers) 

สอดรับกับข้อมูลและข้อเสนอแนะขององค์กรอาสาสมัครด้านสวัสดิการ Transient Workers Count Too (TWC2) ที่เปิดเผยว่าสภาพหอพักแรงงานนั้นมีแนวโน้มก่อให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโคโรนาได้ เพราะแต่ละห้องมีที่เนื้อที่เพียง 90 ตารางเมตรนั้นมีคนอยู่ร่วมกันถึง 12 ถึง 20 คน ทำให้มาตรการการเว้นระยะห่างทางสังคมเป็นเรื่องน่าขบขับ ประเด็นที่องค์กรนี้เสนอสอดคล้องกับมูลค่าที่ดินที่สูงของสิงคโปร์ ทำให้ผู้ประกอบการหอพักต้องจัดให้แรงงานอพยพอยู่ด้วยกันแบบที่เป็นอยู่ตามหลักการคือ ประชากรจำนวน 20 คนต่อเนื้อที่ 90 ตารางเมตร ทำให้ประชากร 1 คนมีพื้นที่ 4.5 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นแนวทางที่กำหนดโดยสถาบันพลเมืองและชุมชน (Civic and Community Institution) ภายใต้การกำกับดูแลขององค์กรการพัฒนาเมือง (Urban Redevelopment Authority) โดยในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ นี้ มีเตียงสองชั้นถูกจัดวางแบบเว้นระยะห่างเพียง 1 เมตร จึงทำให้เป็นเรื่องยากที่แรงงานอพยพจะปฏิบัติตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมได้ในห้องพักของตนเอง

อีกประเด็นหนึ่งคือการเข้าถึงข้อมูลของแรงงานอพยพข้ามชาติเหล่านี้ องค์กรมนุษยธรรมด้านเศรษฐกิจการอพยพ (Humanitarian Organisation for Migration Economics-HOME) ออกแถลงการณ์ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นต้องมุ่งพิจารณาประเด็นของความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียมระหว่างนายจ้างและแรงงานในการที่จะได้รับใบอนุญาตทำงาน (work permit) 

ที่สำคัญคือการเข้าถึงข้อมูลของลูกจ้างที่ถูกต้องเกี่ยวกับกฎหมายแรงงานและเงื่อนไขด้านกรอบเวลา นอกจากนี้ ยังมีอุปสรรคสำคัญที่คือข้อมูลต่างๆ เขียนเป็นภาษาที่แรงงานอพยพไม่เข้าใจ ทำให้พวกเขาไม่สามารถรับข้อมูลข่าวสารได้ทันท่วงที องค์กรนี้ยังได้สะท้อนปัญหาที่พักอาศัยของแรงงานเหล่านี้ โดยยกความเห็นของศาสตราจารย์ทอมมี โก๊ะ อดีตเอกอัครราชทูตสิงคโปร์ประจำสหประชาชาติ ที่โพสต์ลงเฟสบุ๊กส่วนตัวในช่วงที่สิงคโปร์พบตัวเลขผู้ติดเชื้อพุ่งเป็นหลักพันว่า 

“รัฐบาลปล่อยให้นายจ้างรับส่งแรงงานด้วยรถบรรทุกที่ไม่มีที่นั่ง พวกเขาต้องอยู่ในที่พักแออัดไม่ต่างอะไรกับปลาซาร์ดินกระป๋องที่อยู่รวมกัน 12 คนในหนึ่งห้อง หอพักโดยรวมไม่สะอาดและไม่ถูกสุขลักษณะ สภาพหอพักจึงเหมือนระเบิดที่กำลังปะทุ และตอนนี้มันได้ระเบิดแล้วเมื่อแรงงานอพยพจำนวนมากติดเชื้อไวรัส สิงคโปร์ต้องถูกปลุกให้ตื่นต่อการปฏิบัติกับแรงงานอพยพที่ประเทศไม่สามารถขาดคนเหล่านี้ไปได้ สิงคโปร์มีมีแนวทางปฏิบัติให้เหมือนกับประเทศโลกที่ 1 ไม่ใช่แนวทางที่ไม่เห็นความสำคัญของพวกเขาดังที่เป็นอยู่”

แหล่งข้อมูล:  https://bit.ly/3bJWQdt 

หมายเหตุ-บทความนี้เป็นความร่วมมือกันระหว่างศูนย์วิจัยนวัตกรรมสังคมเชิงพื้นที่ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กับ the Department of Southeast Asia Studies มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ และนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยต่างๆในประเทศไทย

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.