ขอบคุณภาพจาก bdnews24.com

โดย Tashryn Mohd Shahrin นักศึกษาปริญญาโทสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ University of Pécs

ถอดความความโดยวาสนา ละอองปลิว

การระบาดของไวรัสในพื้นที่หอพักแรงงานนำไปสู่การพูดถึงการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมต่อแรงงานข้ามชาติในสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 20  เมษายน 2563 กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ได้ยืนยันจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่โควิดใหม่จำนวน 1,426 รายซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากอย่างมากนับตั้งแต่การระบาดที่เริ่มต้นเมื่อเดือนมกราคม ในวันถัดมานายกรัฐมนตรีลี เซียน ลุง ประกาศขยายเวลาใช้มาตรการตัดวงจรการระบาด (Circuit Breaker) ออกไปจนถึงวันที่ 1 มิถุนายน โดยส่วนใหญ่ของผู้ติดเชื้อที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงนี้มีความเชื่อมโยงกับการระบาดที่เกิดขึ้นที่หอพักแรงงานข้ามชาติ (Straits Times, 2020)

สิงคโปร์เป็นประเทศที่ถูกโจมตีด้วยไวรัสรุนแรงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดมากที่สุดในภูมิภาค

เรื่องราวของแรงงานข้ามชาติในสิงค์โปร์และสถานการณ์ที่พวกเขาเผชิญไม่ค่อยปรากฏต่อสายตาและการรับรู้ของสาธารณะนัก ก่อนหน้าการระบาดของโควิด 2019  เสียงของพวกเขาก็เป็นเสียงที่แทบจะไม่ค่อยได้ยิน เรื่องราวของแรงงานข้ามชาติปรากฎต่อสาธารณะมากขึ้นก็ภายหลังการระบาดขนานใหญ่ของไวรัสในที่พักของแรงงานเท่านั้น คำถามที่สำคัญคือ เหตุใดต้องให้การระบาดของไวรัสเป็นสิ่งจุดประเด็นให้เรามองเห็นการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อแรงงานข้ามชาติ?

การกีดกันชุมชนชายขอบของแรงงานนั้นมีรากฐานมาจากวัฒนธรรมความกลัวในกลุ่มแรงงานอพยพ สิทธิของแรงงานนั้นเป็นไปอย่างจำกัด ทั้งการได้รับค่าจ้างที่ไม่เป็นไปตามอัตราค่าแรงขั้นต่ำ ค่านายหน้าที่แพง และการไม่กล้าแจ้งการป่วยของตนเพราะเกรงจะถูกไล่ออก เป็นต้น  แรงงานข้ามชาติเหล่านี้หวาดกลัวและไม่กล้าส่งเสียงเรียกร้องสิทธิของตนด้วยความหวาดกลัวผลกระทบที่จะได้รับ สถานการณ์โควิด 2019 ยิ่งทำให้ความหวาดกลัวของพวกเขาเพิ่มมากยิ่งขึ้นเนื่องจากรัฐบาลสิงคโปร์ได้พยายามจัดการกับการระบาดของไวรัสระลอกที่สองซึ่งการแพร่เชื้อส่วนใหญ่มาจากหอพักแรงงานข้ามชาติ

 “ด้วยจำนวนผู้พักที่มากถึง 20 คนต่อห้อง จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะควบคุมการแพร่เชื้อ เช่นเดียวกับเป็นเรื่องยากในการรักษาระยะห่าง 1 เมตรระหว่างคนที่อยู่ร่วมห้องกัน” (TODAY Singapore, 2020)

“พวกเราได้รับการกักตัว นั่นเป็นเรื่องที่รับได้ มันจำเป็น แต่เรายังคงเผชิญกับความเสี่ยง เพื่อนเราจำนวน 4 ใน 6 คน ติดเชื้อ แต่ไม่มีใครบอกเราว่าเราต้องทำอย่างไร” (BBC, 2020)

องค์กรการกุศลและองค์กรพัฒนาเอกชนได้แสวงหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่แรงงานข้ามชาติเผชิญซึ่งพบว่าปัญหาที่แรงงานเผชิญในสถานการณ์การระบาดของไวรัสไม่แตกต่างมากนักจากปัญหาที่แรงงานเผชิญก่อนหน้าไวรัสระบาด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาระงานที่เพิ่มขึ้น ค่าจ้าง การเลิกจ้างโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ค่าชดเชยการทำงานในวันหยุด การถูกปฏิเสธการเข้าถึงบริการสุขภาพและความช่วยเหลือทางการแพทย์ต่าง ๆ เป็นต้น (HOME & CNA, 2020) เป็นที่แน่ชัดว่า แรงงานข้ามชาติมีชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัวไม่ใช่เพียงแค่การติดเชื้อโควิด 2019 เท่านั้นหากรวมถึงความหวาดกลัว/ความไม่มั่นคงในวิถีการดำรงชีพของพวกเขาด้วย

แม้แรงงานมีความหวาดกลัวต่อการถูกเลือกปฏิบัติ การสูญเสียงาน หรือการถูกเนรเทศหากแรงงานพูดถึงปัญหาที่ตนเองเผชิญ เรื่องราวการถูกละเมิดก็มีปรากฏต่อสาธารณะบ้าง หากเราสนับสนุนและทำให้แรงงานสามารถพูดถึงสิ่งที่พวกเขาเผชิญได้อย่างอิสระเราจะทราบเรื่องราวของพวกเขามากขึ้นเพียงไร? รัฐบาลมีหน้าที่ในการปกป้องแรงงานผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการล่วงละเมิดที่พวกเขาเผชิญ

รายงานขององค์กรด้านสิทธิมนุษยชน (Humanitarian Organisation for Migration Economics -HOME และ Transient Workers Count Too -TCW2) ได้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่แรงงานหลายพันคนเผชิญทั้งก่อนหน้าและในช่วงการระบาดของโควิด 2019 ทั้งปัญหาการไม่ได้รับค่าจ้าง ความเป็นอยู่ที่แย่ อาหารที่ไม่มีคุณภาพ การบาดเจ็บจากการทำงาน การถูกเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม และการถูกละเมิดรูปแบบอื่น ๆ ในช่วงที่มีการระบาดของไวรัส จำนวนแรงงานที่ติดต่อขอรับความช่วยเหลือผ่านบริการสายด่วน (Helplines) มีมากมายล้นหลาม มีแรงงานข้ามชาติและแรงงานก่อสร้างราว 590,000 คน ที่ตกหล่นจากการดูแล (MoM, 2020) แม้ว่าองค์กรเหล่านี้ได้พยายามขยายความช่วยเหลือแก่แรงงาน แต่องค์กรพัฒนาเอกชนบางแห่งไม่ได้อยู่ในลิสต์ของหน่วยงานที่ได้รับอนุญาตให้สามารถจัดบริการพื้นฐานที่จำเป็นในช่วงการใช้มาตรการตัดวงจรการระบาดได้ ดังนั้นองค์กรเหล่านี้จึงไม่สามารถทำงานให้ความช่วยเหลือแรงงานได้ดีเท่าที่ควร แม้ว่าเป็นองค์กรที่มีความพร้อมด้านทรัพยากรก็ตาม

แรงงานข้ามชาติอาจจะได้รับความช่วยเหลือดูแลจากหน่วยงานที่ดูแลแรงงานข้ามชาติหรือจากความเมตตาและความเอื้อเฟื้อของชาวสิงคโปร์ แต่ความสำเร็จของภาคประชาสังคมในสิงคโปร์นั้นขึ้นอยู่กับความตั้งใจของรัฐบาลที่มีทั้งอำนาจในการบังคับใช้นโยบายการปกป้องคุ้มครองแรงงานและการเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามชาติออกจากหอพักที่แออัด 

แรงงานอพยพจำเป็นต้องเข้าถึงพื้นที่ประชาธิปไตยเพื่อส่งเสียงพูดถึงเรื่องราวของพวกเขา แทนที่จะทำเพียงแค่ลวก ๆ อย่างการแจกหน้ากากอนามัยหรือเจลล้างมือ (MOM, 2020) แรงงานควรมีเสรีภาพในการพูดถึงเรื่องราวของพวกเขาด้วยตนเอง ควรถามพวกเขาโดยตรงถึงปัญหาที่เผชิญและจัดการแก้ไขปัญหาเหล่านั้นให้แก่เขา ข้อมูลจากตัวแรงงานเองย่อมมีความลุ่มลึกมากกว่าข้อมูลจากนักวิชาการหรือผู้กำหนดนโยบาย มันไม่ใช่เรื่องยากที่จะสร้างพื้นที่ให้แรงงานในการสื่อสารถึงสิ่งที่พวกเขากังวล และเรียนรู้ถึงวิธีการในการสื่อสารกับแรงงานในขณะเดียวกัน

แม้ว่าพื้นที่ความเป็นประชาสังคมในสิงคโปร์มีค่อนข้างจำกัด พลเมืองสิงคโปร์ควรตั้งคำถามโดยตรงถึงระบบที่เอื้อต่อการกดขี่ขูดรีดแรงงาน เราควรให้การสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลง [ในทางที่ดีต่อแรงงานข้ามชาติ] ในระยะยาว

รัฐบาลสิงคโปร์จำเป็นต้องเริ่มปกป้องคุ้มครองสิทธิแรงงานและสิทธิมนุษยชนอื่น ๆ ของแรงงานอพยพด้วยแนวทางที่แน่วแน่เด็ดเดี่ยวและไม่ประณีประนอม มิฉะนั้น ความเป็นอยู่ของแรงงานข้ามชาติหลังการระบาดของโควิด 2019  จะยิ่งยากลำบาก


หมายเหตุ-บทความชิ้นนี้เป็นความร่วมมือกันระหว่างศูนย์วิจัยนวัตกรรมสังคมเชิงพื้นที่ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กับ the Department of Southeast Asia Studies มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ และนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ในประเทศไทย

ที่มา https://shapesea.com/op-ed/covid-19/dormitory-debate-have-migrant-workers-in-singapore-slipped-between-the-cracks/

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.