ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  (28 เมษายน 2562) กลุ่มผู้เชี่ยวชาญได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาล ภาคธุรกิจ และธนาคารที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ต้องเร่งแก้ไขปัญหาผลกระทบการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้รอดชีวิตจากเขื่อนแตกในประเทศลาวเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา 

แถลงการณ์ระบุว่า ชาวบ้านหลายพันคนต้องสูญเสียทุกอย่างและต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนและไร้อนาคต รัฐบาล บริษัทและธนาคารที่เกี่ยวข้องได้ผลประโยชน์และกำไรจากโครงการเขื่อนไฟฟ้านั้น แต่ชาวบ้านต้องสูญเสียทุกอย่างและไม่ได้รับการช่วยเหลือตามที่สัญญาไว้

เหตุการณ์สันเขื่อนย่อย D ของเขื่อนเซเปียนเซน้ำน้อย ที่เมืองสนามไซย แขวงอัตตะปือของลาว แตกเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2561 ทำให้น้ำท่วมและคร่าชีวิตของชาวบ้านกว่า 71 คนและอีกหลายพันคนต้องไร้ที่อยู่อาศัย 

“ชาวบ้านและชนพื้นที่เมืองยังไม่ได้รับค่าชดเชยที่เพียงพอและยังต้องอยู่ในที่พักชั่วคราวที่ไม่ได้มาตรฐาน มีความเป็นส่วนตัวน้อย เข้าถึงอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค สุขอนามัย และที่ดิน อย่างไม่เพียงพอ เราได้รับรายงานว่ามีกระบวนการปรึกษาหารือเกี่ยวกับการโยกย้ายหรือการช่วยเหลือตามแผนที่วางไว้  รัฐบาลลาว อ้างว่ากำลังให้ความช่วยเหลือชาวบ้านอย่างถึงที่สุด แต่มันดูขัดแย้งกับรายงานต่างๆที่ออกมาว่า ชาวบ้านยังอยู่ภาวะทุกข์ยากลำบาก” ผู้เชี่ยวชาญกล่าว

ผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติระบุว่า ภาคธุรกิจกำลังเพิกเฉยต่อความรับผิดชอบตามหลักการเคารพสิทธิมนุษยชนภายใน หลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน

“นับตั้งแต่ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการทำธุรกิจนี้ พวกเขาควรจะต้องปรึกษาผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องและแก้ไขเยียวยาอย่างมีประสิทธิภาพแก่ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบ” ในแถลงการณ์เน้นย้ำ 

จวบจนถึงปัจจุบัน รายงานการตรวจสอบสาเหตุของเขื่อนแตกที่ดำเนินการโดยคณะกรรมการของรัฐบาลยังไม่มีการเปิดเผยแต่อย่างใด และเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2562 ที่ผ่านมา สื่อของรัฐได้เสนอข้อความของทางการลาวว่า ผลการตรวจสอบว่า การตัดสินใจและออกแบบเขื่อนเป็นสาเหตุ และบริษัท SK Engineering and Construction ของเกาหลีใต้ซึ่งรับผิดชอบด้านการก่อสร้างและวิศวกรรมก็ได้ออกมาตอบโตข้อสรุปรายงานดังกล่าว 

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติ ได้ส่งเอกสารถึงบริษัท SK Engineering and Construction และบริษัท ราชกรุ๊ป ในฐานะผู้ให้คำคำปรึกษาด้านการก่อสร้าง และทั้งสองบริษัทถือหุ้นของบริษัทเขื่อนเซเปียน เซน้ำน้อย (PNPC) และมีบริษัท Korea Western Power Company ของเกาหลีใต้และบริษัท Lao Holding State Enterprise  

นอกจากนี้กลุ่มผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิมนุษยชนยังได้ส่งจดหมายถึงธนาคารไทย 4 แห่ง ที่ให้เงินกู้จำนวนน 1.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารธนชาต และธนาคารส่งออก-นำเข้า แห่งประเทศไทย และส่งถึงธนาคารส่งออก-นำเข้าของเกาหลีใต้ ที่ให้เงินกู้แก่รัฐบาลลาวกว่า 80  ล้านเหรียญสหรัฐแก่โครงการนี้เช่นกัน นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญ ได้ส่งเอกสารโดยตรงไปยังรัฐบาลลาว รัฐบาลเกาหลีใต้และรัฐบาลไทย 

แถลงการณ์ยังระบุว่า นาย ฟิลิป ออสตัน ตัวแทนผู้เชี่ยวชาญพิเศษของสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและการขจัดความยากจน ได้เดินทางลงพื้นที่เมื่อปี 2562 พูดคุยกับชาวบ้านผู้ประสบภัยที่กำลังอยู่ในภาวะสภาพจิตใจตกต่ำ ต้องอยู่ร่วมกันอย่างแออัด การสร้างที่พักชั่วคราวที่จำกัด ภาวะหนี้สินที่เพิ่มขึ้นและการเข้าไม่ถึงที่ดิน  

ในแถลงการณ์สรุปว่า “กล่าวได้ว่า มีการแก้ไขปัญหาเพียงเล็กน้อย ถึงแม้จะมีการรับรองและงบประมาณบางส่วนจากบริษัทผู้ลงทุนที่เกี่ยวข้องก็ตาม”

——————

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.