โดย ฟิลิป เฮย์มานส์ สำนักข่าวบลูมเบิร์ก

สรุปความโดย บุศรินทร์ เลิศชวลิตสกุล

ทั่วโลกหันมาสนใจภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อตัวเลขผู้ติดเชื้อสะสมในสิงคโปร์เพิ่มขึ้นเป็นหลักหมื่น พร้อมกับความกังวลถึงการระบาดระลอกสองที่เกิดขึ้นในกลุ่มแรงงานอพยพที่อาศัยอยู่ในหอพักที่แออัดและไม่ถูกสุขลักษณะ นำไปสู่มาตรการตัดห่วงโซ่การแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเกาะสิงคโปร์จึงเหมือนสัญญาณเตือนภัยให้กับนานาประเทศ

รายงานข่าวนี้เสนอว่าในหอพักที่พบการระบาดของไวรัสรอบใหม่นี้เป็นที่อยู่ของแรงงานอพยพราว 200,000 คน จึงทำให้สิงคโปร์พบการติดเชื้อรายใหม่หลักหลายร้อยในทุกๆ วัน ส่งผลให้รัฐบาลต้องปรับเปลี่ยนมาตรการในการหยุดการแพร่ระบาด หลังจากสั่งปิดโรงเรียนและร้านอาหารในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคมแล้ว ล่าสุดสิงคโปร์ประกาศล็อกดาวน์บางส่วนของประเทศไปจนถึงวันที่ 1 มิถุนายน ท่ามกลางการตรวจหาเชื้อไวรัสอย่างเข้มข้น จนพบผู้ติดเชื้อกระโดดไปที่ 14,000 ราย จากที่พบเพียง 3,000 รายเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว 

การติดเชื้อไวรัสโคโรนาในกลุ่มแรงงานอพยพที่มีจำนวนรวมประมาณ 1 ล้านคนทั่วประเทศส่งผลให้สิงคโปร์กลายเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 สูงสุดเป็นอันดับ 3 ในทวีปเอเชียรองจากจีนและอินเดีย และทำให้เกิดคำถามตามมาถึงมาตรการการควบคุมที่ไม่เข้มข้นพอของรัฐบาล ทั้งที่ในช่วงปลายเดือนมีนาคม รัฐบาลสิงคโปร์เหมือนจะควบคุมการแพร่ระบาดได้แล้ว รัฐบาลไทยเมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนั้น จึงเข้าไปตรวจหาผู้ติดเชื้อในศูนย์กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา และพบผู้ติดเชื้อ 42 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้าน ตัวเลขนี้ทำให้กราฟแสดงการพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ชันสูงขึ้น ซึ่งต่างจากก่อนหน้าที่กราฟมีแนวโน้มคงที่หรือลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่บางประเทศเช่นมาเลเซียได้เตรียมรับมือกับสถานการณ์นี้ล่วงหน้า เพราะไม่ต้องการให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อกระโดดเหมือนสิงคโปร์ ด้วยการตรวจหาเชื้อแบบเชิงรุกเพื่อหยุดการแพร่ระบาดในกลุ่มแรงงานอพยพและมีมาตรการล็อกดาวน์

ส่วนรัฐบาลไทยเมื่อพบตัวเลขผู้ติดเชื้อในกลุ่มแรงงานอพยพในจังหวัดสงขลา ก็ได้เริ่มมาตรการหาผู้ติดเชื้อแบบเชิงรุกในกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่ทำงานในไซต์งานก่อสร้าง โรงงานอุตสาหกรรม และแรงงานทำงานบ้าน (domestic workers) โดยส่งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเข้าไปตรวจในพื้นที่ทำงานของแรงงานดังกล่าวและที่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่แออัดคับแคบหรือที่พักอาศัยชั่วคราวที่เสี่ยงต่อการติดไวรัส รวมถึงการตรวจหาผู้ติดเชื้อเชิงรุกในบางพื้นที่ไปพร้อมๆ กัน ทำให้ไทยมีสถิติการตรวจหาเชื้อ ณ วันที่ 25 เมษายน อยู่ที่ 178,083 รายทั่วประเทศ 

นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 เปิดเผยว่ารัฐบาลไทยมีศักยภาพในการตรวจหาเชื้อได้วันละ 20,000 ราย โดยมุ่งตรวจเชิงรุกในกลุ่มที่มีอาการหรือมีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อก่อนหน้า 

นอกจากสิงคโปร์และไทย การแพร่ระบาดในกลุ่มแรงงานอพยพเกิดขึ้นในที่อื่นๆ ด้วย เช่นในกลุ่มประเทศอาหรับบริเวณตะวันออกกลางก็มีแรงงานอพยพจำนวนมากจากอินเดีย เนปาล และบังคลาเทศ ที่ไม่ได้ใช้ทักษะสูงอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา รัฐบาลประเทศการ์ตา หนึ่งในกลุ่มประเทศอาหรับ ได้นำแรงงานอพยพไปอยู่ในค่ายที่พักที่ตั้งอยู่ชานเมืองหลวง และมีมาตรการล็อกดาวน์เป็นเวลา 2 สัปดาห์เพื่อหยุดการแพร่ระบาดของไวรัสในกลุ่มแรงงานชาวต่างชาติที่มีรายได้น้อย 

ฟิลิป เฮย์มานส์ แสดงทัศนะว่าแรงงานอพยพมักเป็นกลุ่มคนที่ถูกละเลยหรือมองข้ามโดยรัฐหรือผู้กำหนดนโยบาย เนื่องจากทำงานไม่เป็นหลักแหล่งหรือมีการทำงานระยะสั้น และบทบาทของพวกเขาก็ไม่ค่อยได้รับการตระหนักถึงจากคนในสังคม และเขาได้อ้างเดวิด เฮย์มันน์ (David Heymann) ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อแห่งสถาบันลอนดอนด้านสุขอนามัยและเวชศาสตร์เขตร้อน (London School of Hygiene and Tropical Medicine) ที่กล่าวว่าพื้นที่ที่มีความเสี่ยงคือบริเวณที่มีแรงงานอพยพอาศัยอยู่ด้วยกันในพื้นที่ปิด เหมือนสถานการณ์ที่เกิดในเอเชีย การแพร่เชื้อเช่นนี้ยังเกิดขึ้นในแอฟริกาและตะวันออกลาง สิ่งสำคัญคือการที่รัฐบาลในประเทศเหล่านั้นต้องจัดการกับปัญหานี้อย่างเหมาะสมและปกป้องสิทธิของคนป่วยหรือผู้ติดเชื้อ

    อับดิ มาฮามุด (Abdi Mahamud) ผู้จัดการสถานการณ์ไวรัสขององค์การอนามัยโลกในภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตก ออกมาแสดงทัศนะในทางเดียวกันว่า แรงงานอพยพคือคนที่ทำงานประเภทที่คนในประเทศนั้นๆ ปฏิเสธที่จะทำ และมีแนวโน้มที่จะไม่ได้รับความช่วยเหลือจากมาตรการใดๆ ก็ตามที่รัฐบาลออกมา นอกจากกลุ่มแรงงานแล้ว นักโทษและผู้ลี้ภัยคือกลุ่มคนชายขอบที่มีอยู่ทั่วโลก พวกเขามักอยู่ในพื้นที่ที่ทำให้เขาเปราะบางต่อการติดโรคต่างๆ เป็นทุนเดิม ดังนั้น หลายประเทศจึงควรมีกลยุทธ์ที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายคือประชากรชายขอบและในพื้นที่เสี่ยงสูงด้วยการวางแผนการระดับชาติหรือระดับรองลงมาเพื่อรับมือกับสถานการณ์และการเยียวยาคนกลุ่มนี้

———-

ที่มา: https://bloom.bg/2Yqy7a3

/////////////////////////////

หมายเหตุ-บทความชิ้นนี้เป็นความร่วมมือกันระหว่างศูนย์วิจัยนวัตกรรมสังคมเชิงพื้นที่ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กับ the Department of Southeast Asia Studies มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ และนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ในประเทศไทย

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.