โดยองค์กร Transient Workers Count Too (TWC2)

สรุปความโดย บุศรินทร์ เลิศชวลิตสกุล

ขณะที่สิงคโปร์กำลังแก้ปัญหาการระบาดระลอกสองของโควิด-19 ในกลุ่มแรงงานอพยพข้ามชาติ โดยมุ่งควบคุมการติดเชื้อในพื้นที่หอพักแรงงานที่แออัดและไม่ถูกลักษณะ อเล็กซ์ ออ (Alex Au) ตัวแทนขององค์กรด้านสิทธิแรงงานในสิงคโปร์ Transient Workers Count Too (TWC2) ได้นำเสนอรายงานเมื่อวันแรงงานสากลที่ผ่านมา เพื่อชี้ถึงต้นตอการระบาดของไวรัสโคโรนาในกลุ่มแรงงานที่ไม่ได้อยู่ที่สภาพหอพักอย่างที่เข้าใจกันแบบผิวเผิน แต่ปัญหาที่แท้จริงเกิดจากการจ้างงานราคาถูกทั้งระบบ ตั้งแต่การสมัครงาน การจ้างงาน และสวัสดิการต่างๆ ที่ลูกจ้างต่างชาติสิงคโปร์ได้รับอย่างไม่เป็นธรรมในเชิงโครงสร้าง ซึ่งเป็นสาเหตุการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่แท้จริงของสิงคโปร์  ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่หอพัก แม้ว่า TWC2 ได้ออกมาเตือนรัฐบาลก่อนหน้านี้ถึงสภาพแออัดของหอพักในช่วงแรกที่ไวรัสระบาดในเดือนกุมภาพันธ์ก็ตาม

    อเล็กซ์ ออ เริ่มต้นกล่าวถึงสถานการณ์แพร่ระบาดทั่วโลกเฉพาะที่มีประชากรเกิน 1 ล้านคนเทียบกับสิงคโปร์ และเมื่อจัดอันดับประเทศดังกล่าวด้วยสัดส่วนผู้ติดเชื้อไวรัสต่อประชากร 1 ล้านคน พบว่าสิงคโปร์ติดเชื้อมากเป็นอันดับ 8 ของโลก ด้วยสัดส่วน 2,764 คนต่อประชากร 1 ล้านคน จากยอดรวมผู้ติดเชื้อสะสมทั้งหมด 16,169 คน ณ วันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งรองจากประเทศสเปน กาตาร์ เบลเยียม ไอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ อิตาลี สหรัฐอเมริกา ส่วนอันดับ 9 และ 10 คือฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร ตามลำดับ (ดูตารางประกอบ)

ตัวเลขที่นำเสนอนี้บอกอะไร? การแสดงลำดับจากจำนวนการติดเชื้อไวรัสโคโรนาต่อประชากร 1 ล้านคนทำให้เห็นว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดในสิงคโปร์ถือว่าวิกฤติ ขณะที่อีกประเทศในแถบเอเชียอย่างกาตาร์อยู่ในลำดับที่ 2 ของตาราง ซึ่งปัญหาที่กาตาร์เผชิญคือการแพร่กระจายของไวรัสในหอพักแรงงานเช่นเดียวกัน ดังนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่าความหนาแน่นและการระบายอากาศในหอพักเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดการแพร่ระบาด คำถามคือแล้วทำไมสิงคโปร์จึงยอมให้มีการยัดแรงงาน 12 คน 16 คน หรือมากถึง 20 คนในห้องพักที่มีเพียงเตียงสองชั้นที่ห่างกันเพียงหนึ่งเมตรเท่านั้น หอพักได้กลายเป็นปัจจัยที่ชี้ให้เห็นถึงโครงสร้างที่ซับซ้อนในการจ้างงาน

    ตามความคิดของอเล็กซ์ ออ สิงคโปร์เป็นประเทศที่มั่นคงทางเศรษฐกิจได้ก็เพราะแรงแรงงานราคาถูก กล่าวคือในกลุ่มคนที่ถือใบอนุญาตพิเศษ (special pass holder) จะได้รับค่าจ้างต่ำ ซึ่งต่างจากคนที่มีใบอนุญาตทำงาน (work permit holder) ทั่วไป คนที่ถือใบอนุญาตพิเศษมีจำนวนราว 26% ของจำนวนแรงงานทั้งหมด ทำให้สิงคโปร์เองกังวลว่าหากไม่คงรูปแบบการจ้างงานนี้ไว้ ประเทศคงล่มสลายเป็นแน่ ปัจจุบัน การจ้างแรงงานราคาถูกของสิงคโปร์มี 2 แนวทางคือ 1.จ่ายค่าจ้างอัตราต่ำภายใต้กฎหมายที่ไม่ได้กำหนดอัตราจ้างขั้นต่ำ  2.ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการจ้างแรงงานต่างชาติลง การให้แรงงานจำนวนมากเข้าไปอยู่ในหอพักเดียวจึงเป็นหนทางหนึ่งที่นายจ้างสามารถลดต้นทุนในส่วนนี้ เรื่องนี้ทำให้กระทรวงด้านกำลังคน (Manpower Minister) ออกมาสัญญาว่าจะยกระดับมาตรฐานหอพักหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย โรคระบาดจึงเป็นจุดเปลี่ยนทำให้สังคมคาดหวังถึงความเปลี่ยนแปลง ไม่เช่นนั้นแรงงานอพยพก็คงต้องถูกกดขี่เช่นนี้เรื่อยไป

อย่างไรก็ดี ประเด็นที่องค์กร TWC2 พบจากการทำงานด้านแรงงานถึงปัญหาที่กลุ่มแรงงานอพยพเผชิญก่อนสถานการณ์ไวรัสโคโรนานั้น หอพักไม่ใช่ปัญหาหลักดังที่กล่าวไป หากแต่เป็นประเด็นเกี่ยวกับการไม่ได้รับค่าจ้างหรือ/และได้รับค่าจ้างไม่เต็มจำนวน ทำงานล่วงเวลาแล้วไม่ได้ค่าตอบแทน ปัญหาหลักที่รองลงมาคือค่านายหน้าหรือเอเย่นต์จัดหางานที่สูง ส่วนปัญหาที่ถูกพูดถึงระดับกลางๆ คือการไม่ได้รับค่าจ้างเมื่อป่วยทำงานไม่ได้ การเข้าถึงสวัสดิการด้านรักษาพยาบาล การถูกหักเงินเดือนโดยไม่มีเหตุผล การถูกร้องขอให้จ่ายค่าต่ออายุใบอนุญาตทำงาน และข้อมูลที่ไม่ชัดเจนในเรื่องสัญญาจ้าง ส่วนปัญหาที่ถูกหยิบยกขึ้นมาลำดับท้ายๆ คือการถูกบอกเลิกจ้างก่อนสัญญา อาหาร และหอพัก (สำหรับผู้ที่ถือใบอนุญาตพิเศษ) ซึ่งคำตอบที่ได้เกี่ยวกับปัญหาที่พักเองก็ไม่ได้เป็นไปในทางเดียว บางคนบอกว่าไม่มีปัญหาขณะที่จำนวนหนึ่งก็บอกว่าสภาพหอพักแย่ อย่างไรก็ตาม แรงงานเหล่านี้ตระหนักดีหากพูดถึงปัญหาออกไปอาจทำให้ถูกบอกเลิกจ้าง ขณะที่พวกเขายังต้องคำนึงถึงการทำงานเพื่อดูแลครอบครัวเป็นหลักอยู่

เห็นได้ว่าหอพักอาจเป็นประเด็นแต่ไม่ได้ถูกจัดลำดับโดยแรงงานในอันดับต้นๆ ปัญหานี้เกิดในกลุ่มคนที่ถือใบอนุญาตพิเศษเป็นหลัก คนเหล่านี้คือแรงงานที่ใบอนุญาตทำงานถูกยกเลิกโดยนายจ้าง ทำให้ตกงาน แต่พวกเขายังได้รับอนุญาตให้อยู่สิงคโปร์ต่อด้วยใบอนุญาตพิเศษ เพราะอยู่ในระหว่างการต่อรองกับนายจ้างให้จ่ายเงินเดือนหรือค่ารักษาบาดเจ็บที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ แน่นอนว่านี่คือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างแรงงานและนายจ้าง ซึ่งรัฐบาลเองไม่ได้ต้องรับผิดชอบอะไร เพราะเป็นสถานการณ์ของนายจ้างที่มีปัญหาและนำไปสู่การไม่จ่ายเงินเดือนหรือค่าจ้างให้กับแรงงานเท่านั้น

ในช่วงระบาดของไวรัสโคโรนา ทาง TWC2 เข้าไปสำรวจประเด็นนี้อีกครั้งในเดือนเมษายน หลังจากที่รัฐบาลสิงคโปร์ประกาศล็อกดาวน์หอพักแรงงานจำนวนหนึ่ง ขณะที่สาธารณชนห่วงเรื่องสภาพหอพัก และแรงงานหลายคนต้องกักตัวเองในหอถึง 20-22 ชั่วโมงต่อวันในสภาพแออัด แต่สิ่งกังวลหลักของพวกเขาคือเงินเดือนและปัญหาที่เกี่ยวข้องกับค่าจ้างในช่องเดือนมีนาคมและเมษายนที่ผ่านมา และปัญหาค่านายหน้าหรือเอเยนต์ก็เป็นหนึ่งในปัญหาหลักด้วยจากการสำรวจครั้งนี้ นอกจากนี้ หัวข้อที่มีการพูดถึงกันคือเงินจำนวน 750 ดอลลาร์สิงคโปร์ที่กระทรวงด้านกำลังคนจะให้นายจ้างเพื่อไปดูแลแรงงานอพยพ ขณะที่ทางกลุ่มแรงงานเห็นว่าเงินจำนวนนี้น่าจะถึงมือพวกเขาโดยตรงมากกว่า 

    จากที่แสดงในกราฟิก จะเห็นว่าอาหารได้กลายเป็นประเด็นที่สำคัญในช่วงการระบาดสำหรับแรงงานที่อยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์ด้วย ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพและปริมาณ ตลอดจนความเข้าอกเข้าใจในวัฒนธรรมอาหารในกลุ่มแรงงาน อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้แตกต่างกันไปในแต่ละหอพักและเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละสัปดาห์เช่นกัน

ประเด็นที่องค์กร TWC2 พยายามชี้ให้เห็นคือการจ้างแรงงานราคาถูกของนายจ้างในระดับโครงสร้าง ที่นำไปสู่ปัญหาหลักที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนสถานการณ์โควิด-19 นั่นคือการที่แรงงานไม่ได้รับค่าจ้าง และการได้รับค่าจ้างต่ำกว่าที่ควรจะได้ สถานการณ์นี้ทำให้ต้องมาวิเคราะห์ว่ามีปัจจัยอะไรที่ทำให้ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้น TWC2 เน้นไปที่ 3 ประเด็นปัญหาที่สั่งสมมาก่อนหน้านี้ (ดูกราฟิกประกอบ) คือ 

  1. ค่าธรรมเนียมในการเข้ารับทำงานที่เก็บจากลูกจ้างซึ่งเข้ากระเป๋าของเอเย่นต์หรือนายหน้าเต็มๆ
  2. ข้อเรียกร้องของนายจ้างที่ให้แรงงานจ่ายค่าต่ออายุใบอนุญาตทำงานหลังจากทำงานไปได้ 1–2 ปี
  3. การหักเงินเดือนด้วยสาเหตุที่ฟังไม่ขึ้นภายใต้กรอบ “นโยบายของบริษัท” ที่เป็นพื้นที่สีเทาของกฎหมายสิงคโปร์

เงินหรือต้นทุนที่แรงงานต้องจ่ายทั้ง 3 ข้อเข้ากระเป๋านายจ้างอย่างไม่ต้องสงสัย และนี่คือสิ่งที่องค์กรด้านแรงงานนี้ต้องการชี้ให้เห็นคือการลดต้นทุนและนำไปสู่การได้มาซึ่งแรงงานราคาถูกของสิงคโปร์ เรื่องเล่ามากมายของแรงงานเกี่ยวกับประเด็นนี้หาอ่านได้บนเวบไซต์ของ TWC2 เช่น แรงงานต้องจ่ายราว 8,000–10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ ในการเข้าสมัครเข้าทำงานในครั้งแรกในตำแหน่งงานที่ได้เงินเดือน 400 ดอลลาร์ หรืออธิบายอีกทางว่าพวกเขาต้องทำงานนานถึง 20–25 เดือนเพื่อซื้อตำแหน่งงานนี้มา นั่นหมายถึงการที่นายจ้างได้แรงงานมาทำงานฟรีราว 2 ปีก็ว่าได้ และเมื่อผ่านไป 24 เดือนก็ถึงเวลาที่แรงงานต้องต่ออายุใบอนุญาตทำงานและต้องจ่ายเงินในส่วนนี้อีก 

แน่นอนว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เหมารวมนายจ้างทั้งหมด แต่หมายถึงคนที่ไร้ศีลธรรมเท่านั้น แรงงานบางคนได้รับค่าจ้างที่เหมาะสมและสามารถสะสมไปสร้างบ้านใหม่ที่ประเทศของตนเอง ทำให้เกิดความหวังกับคนที่บ้านให้อยากเดินทางมาทำงานในสิงคโปร์อีก แต่ประเด็นที่ต้องพูดถึงคือแรงงานไม่สามารถรู้ล่วงหน้าว่าจะได้มาเจอนายจ้างที่ดีหรือเลว เพราะไม่เคยมีการวิเคราะห์ถึงความเสี่ยงหรือประเมินต้นทุนและผลประโยชน์ที่ได้จากการค้าแรงงาน ดังนั้น พวกเขาจึงคาดหวังที่จะทำงานล่วงเวลาเพื่อหาเงินให้มากขึ้น จากการสำรวจของ TWC2 แรงงานจำนวนมากต้องทำงานล่วงเวลาตั้งแต่ 3 –5 ชั่วโมงในแต่ละวัน และสุดท้ายก็พบว่าได้ค่าจ้างไม่ตรงตามชั่วโมงเวลาที่ทำงานไป รวมถึงตัวเลขผู้เสียชีวิต 14 รายจากการทำงานในช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม และ 17 เมษายนที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นจากในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วที่อยู่ที่ 9 ราย สาเหตุหลักเกิดจากการทำงานที่หนักเกินจนทำให้ขาดสมาธิและขาดความระมัดระวังถึงความปลอดภัย

    การจ้างแรงงานด้วยต้นทุนราคาถูกของนายจ้างที่ไร้ศีลธรรมส่วนใหญ่มีแนวทางหลักคือ 1.ลดต้นทุนในการจ่ายค่าจ้าง 2.การจ้างงานที่สภาพต่ำกว่ามาตรฐาน และ 3.สร้างศักยภาพในการแข่งขันในกลุ่มนายจ้างด้วยกันเพื่อได้สัญญาจ้างที่ได้เปรียบ แนวทางเหล่านี้นำไปสู่เส้นทางการจัดการหอพักและความเป็นอยู่ของแรงงานที่ต่ำกว่ามาตรฐานนั่นเอง นี่จึงเป็นปัญหาน้ำซึมบ่อทรายในระบบการจ้างงานแรงงานต่างชาติในสิงคโปร์

ดังที่กล่าวแล้วว่าระบบดังกล่าวจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่ได้ถูกค้ำจุนไปด้วยนโยบายและแนวทางของรัฐต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น TWC2 อธิบายแนวทางของรัฐออกมา 2 ลักษณะ ลักษณะแรกคือ “การเพิกเฉยในเชิงกฎระเบียบ” (regulatory neglect) นั่นคือการที่รัฐเพิกเฉยต่อปัญหาค่านายหน้าหรือเอเยนต์ การต่ออายุใบอนุญาตทำงาน หรือการที่แรงงานถูกหักค่าจ้างอย่างไม่สมเหตุสมผล รายงานจากการสำรวจเมื่อ 2-3 ปีก่อนขององค์กรนี้ระบุว่า แรงงานส่วนใหญ่ได้งานทำจากเอเยนต์ที่ไม่ได้จดทะเบียนที่ตั้งอยู่ในสิงคโปร์ (ดูกราฟิกรูปคนสีแดงประกอบด้านล่าง) มีเพียงจำนวนน้อยที่ได้งานทำจากเอเยนต์จัดหางานแบบไม่จดทะเบียนในประเทศต้นทาง (รูปคนสีเทาในกราฟิก) ซึ่งส่วนใหญ่ทำงานประสานกับเอเยนต์จดทะเบียนในสิงคโปร์ (กราฟิกรูปคนสีน้ำเงิน) ที่เหมือนมือสะอาดหมดจรด แต่ความจริงคือเอเยนต์ในประเทศต้นทางอาจมีแนวทางที่ไม่มีศีลธรรม แต่ด้วยความที่อยู่นอกกรอบการควบคุมของกฎหมายสิงคโปร์ ดังนั้น แม้ว่ารัฐจะมีกฎหมายในการควบคุมอัตราค่านายหน้าที่เอเยนต์เก็บจากแรงงาน แต่เอเยนต์ “คาวบอย” ยังอยู่นอกเงื้อมมือของกฎหมายอยู่ และยังสามารถเก็บส่วนแบ่งการตลาดแรงงานได้ เนื่องจากเอเยนต์เหล่านี้เป็นกลไกลที่ลดต้นทุนการจ่ายค่าจ้างให้แรงงานในสิงคโปร์ ขณะที่เอเยนต์ที่ทำตามกฎหมายและไม่ได้มีเอเยนต์ในประเทศต้นทางไม่สามารถลดต้นทุนในส่วนนี้ได้ นี่คือการแข่งขันในตลาดแรงงานที่ส่งคนมาทำงานสิงคโปร์ และแน่นอนการลดต้นทุนการจ้างงานเพื่อให้ได้แรงงานราคาถูกยังคงเกิดขึ้น

ลักษณะที่สองคือ “การค้ำจุนในเชิงกฎระเบียบ” (regulatory abetment) นั่นคือการที่สิงคโปร์ออกกฎหมายบังคับไม่ให้แรงงานเปลี่ยนงาน (มีข้อยกเว้นหากนายจ้างเดิมอนุมัติ) นั่นทำให้แรงงานต้องอยู่ในเงื่อนไขของนายจ้างโดยไม่มีทางเลือกที่จะหยุดทำงานหรือหางานใหม่ (โดยที่ไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ใหม่) นี่จึงเป็นโอกาสให้นายจ้างกดค่าแรง (เช่น การจ่ายไม่เต็มอัตราสำหรับการทำงานล่วงเวลา) การหักเงินเดือนโดยไม่มีเหตุผลรองรับ หรือเรียกร้องให้แรงงานรับผิดชอบต่ออายุใบอนุญาตทำงาน นอกจากนี้การค้ำจุนในเชิงกฎระเบียบยังรวมถึงการที่สิงคโปร์ไม่ได้กำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ ที่ยิ่งทำให้นายจ้างกดค่าแรงได้มากขึ้นอีก เพราะรู้อยู่ว่าแรงงานเหล่านี้ยังต้องทำงานเพื่อหักลบค่าเงินที่จ่ายให้กับเอเยนต์หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ แรงงานจึงมีทางเลือกไม่มาก ไม่ลาออกและกลับบ้าน ก็ต้องจ่ายเงินอีก 8,000 ดอลลาร์สิงคโปร์เพื่อซื้อตำแหน่งงานใหม่

อเล็กซ์ วอ ผู้นำเสนอรายงานนี้ย้ำว่าที่เขาต้องพูดในรายละเอียดเพื่อชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของการจ้างงานที่นำไปสู่การติดเชื้อจำนวนมากของสิงคโปร์ผ่านกราฟิกข้างล่าง ก็เพื่อสะท้อนถึงสถานการณ์ที่แรงงานอยู่ภายใต้ระบบเอเยนต์ที่ละโมบและไร้ศีลธรรมกับนายจ้างที่ไม่คำนึงถึงเหตุผล ตลอดจนนโยบายของรัฐที่ไม่ครอบคลุมสวัสดิการแรงงานโดยเฉพาะสิทธิรักษาพยาบาล ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ทำไมสภาพหอพักจะกลายเป็นตัวเร่งให้เกิดการติดเชื้อโควิด-19 ที่สำคัญเมื่อพวกเขาติดเชื้อแล้วก็ยังต้องไปทำงานอยู่

ที่ผ่านมาสิงคโปร์อาจมีคำตอบว่าใช่หรือมีข้อสงสัยไม่แน่ใจกับคำถามว่าสิงคโปร์ได้ประโยชน์จากแรงงานราคาถูกหรือไม่ แต่การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาน่าจะทำให้พวกเขาตาสว่าง ขณะนี้คนในสังคมคาดหวังว่ารัฐจะควบคุมการระบาดเพื่อลดการสูญเสียในทางเศรษฐกิจให้เร็วที่สุดในไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ เพราะเศรษฐกิจของประเทศเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานระดับโลก แต่สถานการณ์ปัจจุบันตรงกันข้ามกับความคาดหวังที่ว่า ขณะนี้จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นทุกวันนำไปสู่มาตรการล็อกดาวน์ต่อเนื่อง จึงยิ่งทำให้เศรษฐกิจย่ำแย่ลงไปอีก และหากสังคมยังเชื่อเรื่องการเปิด “ชุมชน” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจ ในความเป็นจริงก็ท้าทายเช่นกันเพราะเศรษฐกิจสิงคโปร์ยืนอยู่บนแรงงานอพยพที่เชื่อมโยงกันหลายภาคส่วน ดังนั้น อัตราผู้ติดเชื้อไวรัสสะสมทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นไปได้ยาก และจะเป็นเช่นต่อไปจนกว่าการแพร่ระบาดจะลดลงหรือหมดไป ดังนั้น โมเดลแรงงานราคาถูกกำลังแสดงให้เห็นต้นทุนมหาศาลที่สิงคโปร์กำลังจ่ายอยู่ ความมั่งคั่งที่ประเทศตักตวงจากแรงงานอพยพเหล่านี้กำลังทำให้กระเป๋าเงินของสิงคโปร์ฉีก

การระบาดของโควิด-19 ควรนำไปสู่การพิจารณาแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ดังเช่นตัวอย่างวิกฤตที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมประมงไทยที่สหภาพยุโรปบอยคอตสินค้าอาหารทะเลที่มาจากการจ้างงานที่ผิดกฎหมายและละเมินสิทธิมนุษยชน สิงคโปร์ไม่ควรให้สถานการณ์แบบนั้นเกิดขึ้น โดยดูตัวอย่างการดำเนินการของบริษัทค้าและขนส่งปิโตรเลียมในระดับโลกแห่งหนึ่งที่ได้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบจ้างงานราคาถูกและไม่เป็นธรรมแล้ว สิงคโปร์จึงควรที่พิจารณาปัญหานี้อย่างจริงจังและหยุดระบบการนำเข้าแรงงานราคาถูกโดยเลิกกังวลว่าเราจะไม่ยิ่งใหญ่มั่งคั่งทางเศรษฐกิจหากไม่มีระบบนี้ และสังคมควรตั้งคำถามถึงสถานภาพของการเป็นประเทศโลกที่ 1 ที่ต่างจากประเทศโลกที่ 1 ในยุโรปตะวันตกอย่างไร รวมถึงญี่ปุ่นและเกาหลี ความแตกต่างหนึ่งคือประเทศเหล่านั้นมีกฎหมายกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ดูตารางประกอบ) ถ้าประเทศเหล่านั้นจ่ายได้ ทำไมสิงคโปร์จะจ่ายไม่ได้

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในสิงคโปร์อาจแตกต่างจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เรื่องการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ตัวแปรหลักคือภาษีในส่วนของการจ้างแรงงานต่างชาติของสิงคโปร์มีระบบซับซ้อนที่สามารถอธิบายง่ายๆ ด้วยภาพประกอบด้านล่าง แรงงานคนหนึ่งได้เงินเดือนราว 600 ดอลลาร์สิงคโปร์ แต่ต้องถูกหัก 130 ดอลลาร์เป็นค่าหอพักที่อยู่ร่วมกับแรงงานคนอื่น แต่ในส่วนนี้นายจ้างสมทบให้ 200 ดอลลาร์ บวกกับภาษี 700 ดอลลาร์ต่อเดือน รวมเป็น 1,500 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่แรงงานแต่ละคนควรจะได้รับในแต่ละเดือนโดยไม่ต้องทำงานล่วงเวลาหรือไม่ถูกหักค่าจากนายจ้าง นี่คือตัวเลขกลมๆ ที่ทางองค์กำนี้พยายามอธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้น

แต่ในสถานการณ์จริง แรงงานไม่เคยได้เห็นตัวเลข 700 ดอลลาร์เลย เนื่องจากเงินจำนวนนี้ถูกตีค่าเป็นภาษีรายได้ที่เข้ากระเป๋ารัฐบาลแทน ทำให้เห็นว่าแรงงานต่างชาติต้องจ่ายภาษีรายได้ให้กับรัฐถึง 47% ของรายได้ที่แรงงานควรจะได้รับจาก 1,500 ดอลลาร์ฯ คำถามที่เกิดขึ้นคือคนทำงานในสิงคโปร์ที่มีรายได้สูงกว่านี้ต้องจ่ายภาษีให้รัฐสูงในอัตรานี้หรือไม่

องค์กร TWC2 ย้ำอีกครั้งว่าหอพักจึงเป็นปัญหาที่ยอดภูเขาน้ำแข็งของโครงสร้างการจ้างแรงงานต่างชาติของสิงคโปร์เท่านั้น หากรัฐยังแก้ปัญหาเชิงระบบไม่ได้ วิกฤตอื่นจะต้องตามมาอีกอย่างแน่นอน 

—————–

ที่มา: http://twc2.org.sg/2020/05/01/the-dorms-are-not-the-problem/?fbclid=IwAR3f0kOs-BMfh5ARHJ1XIbO1G7PqOxpgGGnbu2QTqVMvd3C181abGNGja7A

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นความร่วมมือกันระหว่างศูนย์วิจัยนวัตกรรมสังคมเชิงพื้นที่ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กับ the Department of Southeast Asia Studies มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ และนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยต่างๆในประเทศไทย

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.