———–

โดย Toh Ee Ming และ Kelly NG สำนักข่าว GLOBE

สรุปความโดยบุศรินทร์ เลิศชวลิตสกุล

———-

เข้าสู่สัปดาห์ที่ 5 ของสิงคโปร์ในการตัดวงจรการแพร่ระบาดของโควิด-19 ด้วยมาตรการกักตัวแรงงานอพยพในหอพักที่เหมือนกับการขังเดี่ยว ขณะที่องค์กรที่ให้ความช่วยเหลือหลายหน่วยงานกังวลปัญหาสุขภาพจิตที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ติดเชื้อที่ต้องอยู่คนเดียว

Islam Rockybul  หรือ “ร็อกกี้” ชื่ออย่างไม่เป็นทางการ แรงงานวัย 25 ปีจากประเทศบังกลาเทศที่ตกอยู่ในสภาพกักตัวดังกล่าว ท่ามกลางสถานการณ์ที่ต้องได้ยินเสียงหวอรถพยาบาลที่เข้าออกหอพักอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นความชาชิน ก่อนหน้านี้เขามักได้ยินเสียงรถพยาบาลก็ต่อเมื่อเขาในฐานะผู้ประสานในกลุ่มแรงงานโทรแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่แพทย์ให้มารับแรงงานที่ได้รับอุบัติเหตุหรือบาดเจ็บ สถานการณ์ดังกล่าวแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับที่เขาเผชิญในช่วงระบาดของไวรัสโคโรนา ที่ไซเรนของรถพยาบาลจะดังอย่างต่อเนื่องเมื่อมารับคนติดเชื้อโควิด จนกระทั้งเขาต้องขอร้องให้เจ้าหน้าที่ต้องปิดเสียง

“เราได้ยินเสียงอย่างนี้ทุกวันจนทำให้เราประสาท พวกเรากลัวกันมาก” ร็อกกี้เปิดเผยความในใจ หลังจากต้องอยู่ในห้องกักตัวเองมากว่า 1 เดือนในหอพักแรงงานที่สิงคโปร์ออกแบบและสร้างขึ้นให้แรงงานอยู่แยกออกมาเพื่อป้องกันการระบาดของไวรัส แม้ว่าหลายคนต้องการที่จะกลับประเทศบ้านเกิดเพื่อไปอยู่กับครอบครัวหรือคนที่รัก 

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้หน่วยงานด้านสิทธิออกมาเตือนรัฐบาลว่ามาตรการที่ดำเนินการอยู่อาจทำให้แรงงานเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งเป็นความกังวลที่เกิดขึ้นก่อนหน้าที่ไวรัสโคโรนาจะระบาด เสียด้วยซ้ำ เนื่องจากมีงานวิจัยที่เผยแพร่ในปี 2560 ระบุว่าแรงงานต่างชาติในสิงคโปร์ราว 22% ประสบปัญหาความวิตกกังวลทางจิต และสภาพจิตที่ว่ายิ่งเพิ่มขึ้นอีกเป็น 60% ในกลุ่มแรงงานที่อยู่ในสถานการณ์ตึงเครียด เช่นเมื่อต้องเรียกร้องสิทธิเมื่อได้รับบาดเจ็บ และกรณีพิพาทเรื่องเงินเดือนหรือค่าจ้าง

    ผู้สื่อข่าวสำนักข่าว Globe ได้ลงพื้นที่และพูดคุยกับแรงงาน หลายคนแสดงความกลัวจากการติดเชื้อไวรัส และการที่ต้องถูกกักตัวในพื้นที่สกปรกของหอยิ่งทำให้กังวลมากยิ่งขึ้น พวกเขามีเพียงแค่โทรศัพท์มือถือเป็นเพื่อนเท่านั้น ไม่รวมกับสิ่งที่รัฐจัดการที่ต่ำกว่ามาตรฐานในเรื่องความเป็นอยู่ที่และอาหารที่แจก บางคนถึงกับสะท้อนว่า “มันทำให้รู้สึกว่าเราอยู่ในคุก” 

    สถิติผู้ติดเชื้อในสิงคโปร์ที่รายงานล่าสุดในวันที่ 6 พฤษภาคม เพิ่มขึ้นเป็น 2 หมื่นกว่าราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานจากเอเชียใต้ที่อยู่ในหอพักห่างไกลศูนย์กลางของประเทศเกาะเล็กๆ แห่งนี้ ขณะนี้หอพักหลายแห่งมีเต็นท์มาติดตั้งเพื่อสร้างเป็นที่กักตัวของแรงงานตลอด 24 ชั่วโมง พวกเขาจะได้รับอนุญาตให้ออกมาจากเต็นท์ก็ต่อเมื่อต้องการเข้าห้องน้ำและออกมารับอาหารที่รัฐบาลเตรียมไว้ให้เท่านั้น

    แรงงานบางคนเช่นร็อกกี้จึงต้องหาอะไรทำหรือปลดปล่อยตัวเองจากสถานการณ์บีบบังคับที่เป็นอยู่ เขาเลือกปฏิบัติโยคะในช่วงกลางคืนหลังจากเพื่อนร่วมห้องเข้านอนแล้ว บางคืนเขาเลือกที่จะโทรวีดีโอคอลล์ (video call) กับภรรยาที่บังกลาเทศ หรือไม่ก็คุยกับคนในครอบครัว และกับแรงงานต่างแดนกว่า 100 คนผ่านแอปพลิเคชันซูม (Zoom) ทั้งหมดคือแนวทางที่เขาต้องการขจัดความกลัว ขณะที่แรงงานอีกหลายคนก็รู้สึกเช่นเดียวกัน “พวกเขาเครียดและต้องการกลับบ้าน ผมรู้สึกเศร้าไปกับพวกเขาเหมือนกัน ทุกคนมีความกังวลทั้งนั้น”

    สถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่แผนกฉุกเฉินในโรงพยาบาลที่รักษาผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาก็เป็นเรื่องน่ากังวล แรงงานบางคนถูกส่งตัวมายังโรงพยาบาลโดยที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง แพทย์หญิง Prabavathi ประจำอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในสิงคโปร์เปิดเผยว่า “พวกเขาไม่รู้เลยว่าทำไมถึงถูกพาขึ้นรถบัสแบบไม่มีพิธีรีตองใดๆ มายังโรงพยาบาล พวกเขาดูงุนงงสับสน จนต้องใช้เวลาสักระยะถึงจะเข้าใจว่าการที่พวกเขาได้รับการตรวจหาเชื้อและได้ผลเป็น ‘บวก’ นั้นหมายความว่าอย่างไร” 

    หมออีกรายเล่าสถานการณ์เดียวกันว่า แรงงานบางคนอยู่ในสภาพเครียดอย่างเห็นได้ชัดและคิดว่าโรงพยาบาลเป็นที่ที่เขาจะจบชีวิตลง จนทำให้หมอคนนี้รู้สึกอยากเข้าไปอยู่ในห้องเดียวกับแรงงานเหล่านั้นเพื่อให้กำลังใจในฐานะเพื่อนมนุษย์ด้วยการตบที่ไหล่เบาๆ แทนการสื่อสารผ่านโทรศัพท์ภายในด้วยภาษาต่างประเทศที่มีประตูเลื่อนกั้นอยู่ห่างกันถึง 5 เมตร

    ด้านองค์กรประชาสังคมเองก็พยายามออกมาผลักดันเรื่องนี้และเคลื่อนไหวในทางปฏิบัติ เช่น Dipa Swaminathan ทนายความผู้ก่อตั้งกลุ่ม ItsRainingRaincoats (ฝนตก-ชุดกันฝน) ที่ทำงานช่วยเหลือแรงงานมาตั้งแต่ 5 ปีที่แล้ว และยังติดตามประเด็นเรื่องแรงงานอย่างต่อเนื่องทางโซเชียลมีเดีย เช่นกลุ่มของเธอได้เข้าไปช่วยเหลือแรงงานคนหนึ่งที่พยายามฆ่าตัวตายซึ่งถือว่าเป็นอาชญากรรมในสิงคโปร์

    “แรงงานส่วนมากอยู่บนชายขอบของความสิ้นหวัง…เราต้องระมัดระวังเป็นอย่างมากไม่ให้เขาคิดกระโดดลงหน้าผาไป” เธอเปรียบเปรยและกล่าวเสริมว่าแรงงานในสิงคโปร์ก็คือกลุ่มคนหาเช้ากินค่ำ ในชีวิตของเขามีแผนเดียว ไม่มีแผนบีหรือแผนสำรองใดๆ เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เธอและกลุ่มทำงานก็ได้เยียวยาแรงงานในสิงคโปร์ที่เสียชีวิตจากโควิด-19 ด้วยการโทรทางไกลไปหาภรรยาของแรงงานดังกล่าวเพื่อแจ้งข่าวและส่งเงินกลับไปยังครอบครัวในประเทศบ้านเกิด หรือช่วยเหลือคนหนึ่งที่ไม่มีเงินส่งกลับบ้านไปจัดงานศพให้กับพ่อที่เสียชีวิตในบังกลาเทศ

    อีกกลุ่มที่ทำงานสาธารณะคือกลุ่ม HealthServe ที่ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตทางโทรศัพท์ ล่าสุดทางกลุ่มได้รับเรื่องมากกว่า 800 สายแล้ว แม้ว่าเรื่องราวส่วนใหญ่ที่แรงงานเรียกร้องจะเป็นเรื่องอาหารการกิน สุขอนามัยของหอพัก และการเข้าถึงข้อมูลทางโทรศัพท์ อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่พวกเขาเผชิญหากได้รับการดูแลก็เป็นการปลดปล่อยความกังวลในช่วงที่ต้องกักตัวและการล็อกดาวน์ลงได้ 

    ด็อกเตอร์ชาน จิตแพทย์และอาสาสมัครสาธารณสุขที่ศูนย์โรคติดเชื้อแห่งชาติ (National Centre for Infectious Diseases-NCID) กล่าวว่าแรงงานเองก็อยู่ในสถานการณ์ที่ขาดความตระหนักอย่างจริงจังว่าตนเองเสี่ยงที่จะมีปัญหาสุขภาพจิต แม้บางคนที่ไม่ได้ป่วยทางกายจริงจัง แต่พวกเขายังต้องเผชิญกับความเครียดจากสถานะผู้เปราะบางที่ขาดคนให้กำลังใจ รวมถึงหวั่นว่าตนเองอาจจะต้องตกงานและไม่มีรายได้ ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงที่คิดจะทำร้ายตัวเองได้ บางคนแก้ปัญหาด้วยการคุยกับครอบครัวที่บ้านเกิดหรือปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนา บางคนปลดปล่อยด้วยการเรียนภาษาอังกฤษหรือเต้นร้องเพลงสนุกกับแอพพลิเคชันติ๊กต๊อก (Tik Tok) 

    Rubel Ahmed แรงงานวัย 34 ปีจากบังกลาเทศอีกคน เล่าความในใจกับผู้สื่อข่าวว่าเขาคิดถึงการปั่นจักรยานรอบสวนสาธารณะแถบชายฝั่งตะวันออกในทุกวันอาทิตย์เป็นอย่างมาก หรือการที่ต้องอดสังสรรค์กับเพื่อนและกินเนื้อสะเต๊ะด้วยกันที่ชายหาด เขาทำได้เพียงดูวิดีโอยูทูว์ปและเรียนรู้โปรแกรมคอมพิวเตอร์อย่างเอ็กเซลและพาวเวอร์พอยท์กับแล็บท็อปของตนเอง และเขายังได้เรียนรู้หลักการในการป้องกันข้อมูลส่วนตัวทางโซเชียลมีเดีย เช่น หมายเลขบัญชีธนาคาร ตลอดจนติดต่อกับเพื่อนในบังกลาเทศผ่านแอพพลิเคชันซูม 

หรือ Zakir Hossain Khokan แรงงานวัย 41 ปี ผู้ก่อตั้งโครงการ “กระเป๋า 1 ใบ หนังสือ 1 เล่ม” (One Bag, One Book) ของกลุ่มแรงงานนักเขียนในสิงคโปร์ ที่แม้จะติดเชื้อโควิดก็พยายามขจัดความกังวลด้วยการโทรศัพท์ติดต่อกับผู้คนเกี่ยวกับการบริจาคอุปกรณ์ป้องกันและฆ่าเชื้อไวรัสและนิตยสารในภาษาต่างๆ ให้กับแรงงานในเครือข่ายราว 450 คนในหอพักอื่นๆ ระหว่างอยู่บนเตียงรับการรักษาโควิด นอกจากนี้ เขายังติดต่อกับทีมด้านสุขภาพจิตให้เข้าไปตรวจสภาพจิตใจและอารมณ์ของแรงงานในแต่ละห้องเพื่อให้คำแนะนำด้านสุขภาพจิต โดยเฉพาะให้ติดต่อสื่อสารกับครอบครัวที่บ้าน รวมถึงการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง

ในเวลาเดียวกัน แรงงานแต่ละคนต่างครุ่นคิดถึงชีวิตของตนเองหลังไวรัสโคโรนาคลี่คลาย หลายคนยังเห็นว่าสิงคโปร์เป็นที่ที่จะสร้างอนาคตได้ ขณะที่บางคนเริ่มคิดถึงการกลับบ้าน Rubel Ahmed ยังจำได้ดีถึงวันแรกที่เขาเดินทางมาถึงสิงคโปร์ในปี 2555 ภาพที่เขาเห็นคือความเรียบร้อยสะอาดของถนนที่ตกแต่งอย่างสวยงาม ทุกอย่างดูดีไปหมด แต่หัวใจของเขาก็ตกมาที่ตาตุ่มเมื่อเห็นสภาพที่แรงงานต้องยืนกันอย่างยัดเยียดบนหลังรถบรรทุก ทำให้เขานึกถึงวัวที่อยู่บนรถในบ้านเกิด เขาเป็นคนหนึ่งที่คิดจะกลับบ้านที่ธากา เมืองหลวงของบังกลาเทศ เพื่อกลับไปหารสชาติแกงฝีมือแม่และชมพระจันทร์กับภรรยา “ผมอยากที่จะบินกลับบ้านไปเจอครอบครัว…ชีวิตของผมน่าจะสำคัญกว่าเงิน”

    การสื่อสารระหว่างแรงงานกับหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชนจึงเป็นเรื่องสำคัญเพื่อลดความกังวล ความกลัว หรือความเบื่อหน่าย ดังนั้นการพูดคุยผ่านกลุ่มแชทวอทส์แอพพล (WhatsApp) และสายด่วนฮอตไลน์จึงเป็นความจำเป็นที่อาศัยอาสาสมัครเข้ามาช่วย และนอกเหนือจากการแจกอาหารและสิ่งของที่จำเป็นต่างๆ แล้ว กลุ่มพันธมิตรสนับสนุนผู้อพยพโควิด (Covid Migrant Support Coalition) ยังเป็นอีกกลุ่มที่อาสาเข้ามาคลี่คลายสถานการณ์ด้วยการสร้างกิจกรรมกับแรงงาน เช่น ถ่ายภาพ พับกระดาษสไตล์ญี่ปุ่น และฝึกสมาธิ รวมถึงโครงการ “เราเพื่อนกัน” (WePals) เพื่อฝึกอาสาสมัครให้เรียนรู้สังเกตพฤติกรรมที่ส่งสัญญาณถึงความเครียดและกังวล รวมถึงทำกิจกรรมเช่นดูหนังของชาร์ลี แชปลิน (Charlie Chaplin) หรือเล่นลูกบิดและเกมกระดานแคร์รอม (carom) เหล่านี้คือแนวทางที่กลุ่มต่างๆ พยายามเปลี่ยนภาพของโรคระบาดไม่ให้น่ากังวลจนเกินไป 

กลุ่มพันธมิตรสนับสนุนผู้อพยพโควิดเป็นการทำงานเคลื่อนไหวด้วยของตัวกลุ่มเอง เนื่องจากคนทำงานไม่ได้รู้จักกันมาก่อน ทางกลุ่มตั้งเป้าที่จะระดมทุนให้ได้ 1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 22–23 ล้านบาท) เพื่อนำไปซื้อสิ่งของจำเป็นให้กับแรงงานที่อยู่ในหอพัก ท่ามกลางสถานการณ์ที่หลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์สภาพของหอพักแรงงานที่เป็นส่วนหนึ่งของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ต้องปฏิรูปและปรับปรุง รวมถึงประเด็นสำคัญอื่นๆ เช่น การเพิ่มค่าจ้าง การยกเลิกรูปแบบการจ้างงานผ่านนายหน้าหรือคนกลางที่แรงงานต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในอัตราสูง หรือยกเลิกการขนส่งแรงงานด้วยรถบรรทุกที่ไม่มีที่นั่ง ตลอดจนการคุ้มครองแรงงานจากการเลิกจ้างแบบไม่เป็นธรรม

    John Gee ตัวแทนองค์กรที่ทำงานด้านแรงงานของ Transient Workers Count Too (TWC2) กล่าวว่า สิงคโปร์ในฐานประเทศโลกที่หนึ่งต้องปฏิบัติต่อแรงงานเหมือนโลกที่หนึ่งปฏิบัติด้วย เขาเชื่อว่าโควิด-19 กำลังสอนสิงคโปร์ให้ฟังและเคารพแรงงานให้มากขึ้น และถึงเวลาที่สิงคโปร์ควรจะก้าวไปข้างหน้าในการจัดการแรงงานต่างชาติ

—————

ที่มา: https://bit.ly/2YTcOhS

—————-

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นความร่วมมือกันระหว่างศูนย์วิจัยนวัตกรรมสังคมเชิงพื้นที่ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กับ the Department of Southeast Asia Studies มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ และนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยต่างๆในประเทศไทย

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.