———–

โดย Gaya Chandramohan สถานีข่าวซีเอ็นเอ

สรุปความโดย บุศรินทร์ เลิศชวลิตสกุล

———–

การท่องเที่ยวบนเรือสำราญเป็นธุรกิจหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อีกทั้งเป็นข่าวใหญ่เมื่อถูกมองว่าเป็นต้นเหตุหนึ่งของการแพร่กระจายไวรัสในช่วงแรกที่มีการระบาด ทำให้บริษัทเดินเรือสำราญตกที่นั่งลำบากและพยายามหาแนวทางในการพยุงธุรกิจต่อไป บริษัทเรือสำราญในสิงคโปร์เป็นตัวอย่างหนึ่งที่นำเรือที่ใช้ในการท่องเที่ยวมาปรับเป็นที่กักตัวของแรงงานอพยพในช่วงระหว่างการพักฟื้น 

1 ใน 2 ลำเรือสำราญหรูหราชื่อว่า “ซูเปอร์สตาร์ เจมีไน” (SuperStar Gemini) ที่จอดอยู่บริเวณศูนย์เรือสำราญอ่าวมารีนา (Marina Bay Cruise Centre: MBCC) ซึ่งรองรับแรงงานถึง 1,500 คน และอีกลำที่จอดข้างๆ กันชื่อ “ซูเปอร์สตาร์ อแควริอัส” (SuperStar Aquarius) ได้กลายเป็นโรงแรมรับแรงงานด้วยจำนวนที่เท่ากัน เรือทั้ง 2 ลำได้รับการอนุมัติจากเจ้าหน้าที่ของสิงคโปร์ในการปรับให้เป็นที่พักรองรับแรงงานอพยพเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของไวรัส ขณะที่รายงานนี้ออกมา จำนวนผู้ติดเชื้อสะสมของสิงคโปร์ขึ้นไปอยู่ที่ 31,068 ราย

    แรงงานหนึ่งในนั้นคือ Rajagopal Sathiyavasan อายุ 42 ปี พ่อของลูกสาววัย 7 ขวบและลูกชาย 5 ขวบ ผู้ซึ่งเดินทางมาจากอินเดีย พื้นเพเป็นคนเมืองเจนไน (Chennai) เมืองหลวงของรัฐทมิฬนาฑูทางตอนใต้ติดชายฝั่งด้านตะวันออกของอินเดีย เขามาทำงานในสิงคโปร์ได้ 8 ปีแล้ว  

เขาถูกตรวจและพบว่าติดเชื้อไวรัสในเดือนมีนาคมหลังจากที่มีอาการเจ็บคอ ก่อนหน้านั้นเพื่อนร่วมห้องของเขาอีก 3 คนตรวจพบว่าติดโควิด-19 จากนั้นตัวเขาก็ล้มป่วย ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่หวาดหวั่นสำหรับเขามาก ในที่สุดเขาถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลแห่งแรกได้ 5 วัน และย้ายไปที่โรงพยาบาลแห่งที่สองก่อนไปพักที่โรงแรม และที่นี่…บนเรือสำราญ  

    “ผมกลัวมากเพราะไม่มีความรู้เลยว่าไวรัสมันจะทำอะไรเราได้บ้าง ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น และผมก็ไม่ได้บอกครอบครัวเพราะกลัวว่าพวกเขาจะเป็นห่วง” 

ผ่านมาได้ 2 เดือน อาการของเขาดีขึ้นและบอกกับตัวเองว่า “โชคดี” ที่มีโอกาสได้มาพักฟื้นในเรือสำราญอย่างที่เป็นอยู่ ตลอดเวลา 10 วันในเรือสำราญเขาวีดีโอคอล (video call) คุยกับครอบครัวทุกวัน ส่วนชีวิตประจำวันคือในช่วงเช้าฝึกปฏิบัติโยคะในห้องพัก จากนั้นก็ดูหนังจากโทรศัพท์มือถือหรือไม่ก็จากทีวีในห้อง

    การที่เรือสำราญถูกเลือกให้เป็นที่พักฟื้นของผู้ติดโควิด-19 เพราะทางการเห็นว่าจะเป็นสถานที่ที่สามารถกรองอากาศสดชื่นเข้ามาในห้องพักหรือพื้นที่ใช้สอยส่วนรวมได้ และสามารถสร้างความมั่นใจได้ว่าอากาศภายในจะไม่หมุนเวียนภายในเรือ นอกจากนี้ เรือทั้ง 2 ลำยังมีห้องพักพิเศษที่มีห้องน้ำในตัวซึ่งสามารถลดการติดต่อหรือสัมผัสของผู้คนลง

    แรงงานทั้งหมดที่พักอยู่บนเรือสำราญถูกส่งมาจากหน่วยบริการดูแลของชุมชนหลายแห่งที่เข้ามารับผิดชอบคนไข้ติดโควิด-19 ซึ่งเป็นคนที่ต้องได้รับการรับรองแล้วว่ามีอาการดีขึ้นหรือไม่ติดเชื้อแล้วเท่านั้นถึงจะได้ขึ้นมาพักบนเรือสำราญได้

    ก่อนที่แรงงานจะได้ขึ้นเรือ พวกเขาต้องได้รับการตรวจสุขภาพกลุ่มก่อน ซึ่งกลุ่มหนึ่งมี 10 คน หากพบว่ามีอาการผิดปกติก็จะถูกส่งกลับไปยังหน่วยบริการดูแลของชุมชนทันที หากบางคนรู้สึกว่าอาการไม่ดีที่ไม่เกี่ยวกับการติดเชื้อไวรัส จะได้รับการดูแลหรือถูกให้แยกตัวออกมาเพื่อให้แพทย์ดูอาการ ขั้นตอนต่อไปคือพวกเขาจะต้องผ่านการการตรวจความปลอดภัยเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 10 คนเช่นเดิม เมื่อผ่านจุดแล้วก็สามารถขึ้นเรือได้ และไปนั่งฟังบรรยายถึงการปฏิบัติตนในพื้นที่ที่มีการทำความสะอาด 5 ครั้งในหนึ่งวัน 

    พวกเขาต้องดูวีดีโอที่แนะนำการปฏิบัติตน กฎเกณฑ์ เวลาทานอาหาร อุปกรณ์หรือสถานที่พักผ่อน และสิ่งที่ไม่ควรทำบนเรือ ที่สำคัญคือกฎการเว้นระยะห่างทางสังคมที่ทุกคนต้องยืนห่างกันอย่างน้อย 1 เมตร และสวมหน้ากากป้องกันตลอดเวลา นอกจากนี้ ยังมีมาตรการลดการสัมผัสของคน เช่นทางเดินบนบันไดอนุญาตให้คนเดินทางเดียวเท่านั้น และพื้นที่ส่วนรวมต้องมีการทำความสะอาดให้บ่อยครั้งโดยเฉพาะพื้นผิวที่มีการสัมผัส

    ส่วนในห้องพักที่เรียกว่าเคบินขนาด 17–20 ตารางเมตรที่มีการทำความสะอาดทุกวัน ทางการอนุญาตให้พักได้ไม่เกิน 2 คน ซึ่งแรงงานต้องกักตัวเองอยู่ในห้องพักเสียเป็นส่วนใหญ่ สิ่งที่พวกเขาทำได้ในห้องพักคือดูทีวีทางช่องรายการภาษาทมิฬ (ภาษาที่ใช้ในรัฐทมิฬนาฑู) และภาษาอังกฤษ พวกเขามีเวลา 45 นาทีต่อวันในการออกมาพักผ่อนนอกห้องพักหรือมาสูดอากาศที่ด้านข้างของเรือ แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้เดินรอบๆ เรือตามอำเภอใจ จะต้องอยู่ในที่ที่จัดให้เท่านั้น 

    นอกจากนี้ แรงงานไม่ต้องซักผ้าเอง ทางเรือเป็นผู้ดูแลเรื่องนี้ และพวกเขาได้รับแจกซิมโทรศัพท์และสามารถใช้ไวไฟ (wifi) บนเรือ ส่วนเรื่องอาหาร ทุกคนได้รับแจกอาหารกล่องอินเดีย มังสวิรัติ หรืออาหารเอเชียที่ถูกจัดไว้ในพื้นที่ที่ปรับจากภัตาคารบนเรือสำราญให้กลายเป็นโรงอาหาร และพวกเขาต้องนั่งในพื้นที่ที่จัดให้เท่านั้น แรงงานทุกคนต้องได้รับการตรวจอุณหภูมิทุกวัน และหากพบอาการผิดปกติจะต้องถูกส่งกลับไปยังหน่วยบริการดูแลชุมชนทันที 

เป้าหมายของรัฐบาลสิงคโปร์คือให้เรือสำราญเข้ามาทำหน้าที่ดูแลแรงงานที่ในช่วงฟื้นฟู จนกว่าหอพักหลายแห่งจะได้รับอนุมัติให้แรงงานเหล่านี้กลับไปอาศัยอยู่ได้ ล่าสุดกลางเดือนพฤษภาคม แรงงานจำนวน 200 คนแล้วที่ได้มาพักบนเรือและได้กลับไปอยู่ที่หอพักที่พวกเขาเคยอยู่

    ด้านผู้บริหารของเรือ นายลิโอเนล หว่อง (Lionel Wong) ของบริษัท SATS-Creuers Cruise Services และนายไมเคิล โก๊ะ (Michael Goh) ประธานบริษัท Dream Cruises เปิดเผยว่าพวกเขามีหน้าที่ทำให้ระบบทุกอย่างในเรือมันเดินไปหลังจากที่รัฐบาลไฟเขียว รวมถึงการเรียนรู้และทำความเข้าใจการจัดการหอพักสำหรับการรักษาทางการแพทย์ เพราะไม่เคยมีประสบการณ์การจัดการหอพักมาก่อน ตลอดจนแก้ปัญหาด้านโลจิสติกส์และสวัสดิการของแรงงงาน ซึ่งเป็นบทเรียนใหม่ที่พวกเขาได้ศึกษา

    สิ่งที่ท้าท้ายคือการติดตั้งศูนย์ให้บริการทางการแพทย์ พวกเขามีเวลาเพียง 3 วันเท่านั้นที่จะทำให้เสร็จ จึงเป็นเรื่องท้าทายมากที่ทำมันสำเร็จ ส่วนผู้จัดการที่ดูแลเรือก็ต้องพร้อมปฏิบัติหน้าที่ตลอดเวลา พวกเขาต้องมีหูฟังหรือวิทยุสื่อสารวอล์คกี้ทอล์กกี้ติดตัวแม้กระทั่งตอนนอน

    “ไม่มีที่ไหนในโลกนี้ที่จัดการกับผู้ป่วยติดไวรัสด้วยเรือสำราญ ที่นี่เป็นที่แรก คนทำงานบนเรือสำราญต้องได้รับการฝึกโดยเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข รวมถึงการที่พนักงานต้องเรียนรู้ที่จะดูแลตัวเองพร้อมๆ กับดูแลแรงงานอพยพบนเรือ” นายไมเคิล โก๊ะ กล่าว 

    ประสบการณ์ของแรงงานอพยพอย่าง Rajagopal น่าจะเป็นบททดสอบของการจัดการหอพักโดยเรือสำราญ เขาแสดงความรู้สึกพอใจหรือมีความสุขที่ได้พักฟื้นบนเรือ เฉกเช่นเดียวกับความดีใจเมื่อได้รับการตรวจอีกครั้งในเดือนเมษายนและพบว่าเขาไม่มีเชื้อโควิด-19 อยู่แล้ว 

“ผมได้สู้กับโควิด-19 และชนะแล้ว” เขากล่าวและยิ้มภายใต้หน้ากากอนามัย และกล่าวต่อว่าเขาตื่นเต้นที่จะได้กลับไปทำงานเพราะยังต้องหาเงินต่อ การอยู่แต่ในห้องพักมันน่าเบื่อ เขาอยากที่จะได้พบเพื่อนและญาติ และกลับไปใช้ชีวิตอิสระข้างนอกเต็มที่แล้ว

————–

ที่มา: https://bit.ly/2XAgbYy

หมายเหตุ-บทความนี้เป็นความร่วมมือกันระหว่างศูนย์วิจัยนวัตกรรมสังคมเชิงพื้นที่ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กับ the Department of Southeast Asia Studies มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ และนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยต่างๆในประเทศไทย

————

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.