อย่ารุกรานทวาย

dawei

“ทวายกำลังถูกรุกราน”

นี่ คือแก่นสำคัญที่ผมสรุปได้จากการพูดคุยกับตัวแทนภาคประชาชนทวาย ที่สำนักงานในตัวเมืองทวาย รัฐตะนาวศรี ประเทศพม่า เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ประกอบด้วย ตัวแทนพรรคฝ่ายค้าน, กลุ่มสตรี, กะเหรี่ยง, กลุ่มเกษตรกร, นักวิชาการท้องถิ่น และกลุ่ม 88 ประมาณ 10 คน

 

ทั้งหมดเล่าถึงผลจาก การเปิดประเทศรับทุนข้ามชาติในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้คนทวายจำนวนมากประสบปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน ปัญหาที่ดิน ปัญหาถูกเอารัดเอาเปรียบ ฯลฯ อย่างไรบ้าง

 

1.ตั้งแต่ เปิดด่านบ้านน้ำพุร้อน จ.กาญจนบุรี เข้า-ออกทวายสะดวกขึ้น ยาบ้าระบาดมากขึ้น เยาวชนเข้าถึงได้ง่าย เกิดขบวนการค้ามนุษย์ นายหน้าคนไทยเข้ามาขนคนทวายไปค้าแรงงานง่ายขึ้นและเพิ่มขึ้น

 

2.ตั้งแต่ เปิดด่าน นักธุรกิจ นักเก็งกำไร เช่น ไทย ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฯลฯ เข้ามากว้านซื้อที่ดิน 2 ข้างทางถนนทวาย-กาญจนบุรีจากทางการในราคาถูก ทั้งๆ ที่ชาวกะเหรี่ยงครอบครองมาหลายชั่วคนแต่ไม่มีโฉนด

 

3.ตั้งแต่เปิด ด่าน ผักผลไม้คุณภาพดีกว่าจากไทยเข้ามาในทวายได้อย่างสบาย แย่งตลาดจากชาวสวนทวาย นอกจากนี้ สัดส่วนสินค้าไทยเข้ามาทวายสูงมากกว่าสินค้าจากทวายเข้าไทย พ่อค้านักธุรกิจขนาดเล็กในทวายกำลังตาย

 

4.ตั้งแต่มีโครงการท่าเรือ น้ำลึก คนนอกเข้ามาชุมชนมากขึ้น บางคนทำอะไรไม่เหมาะสมกับหญิงทวาย มีแนวโน้มจะเกิดสถานบันเทิงเริงรมย์ และแหล่งบริการทางเพศในเมืองทวาย

 

5.ท่าเรือขนาดเล็กที่โครงการทวาย ส่งผลกระทบต่อการจับกุ้งมาทำกะปิ ถ้ามีท่าเรือน้ำลึกจะยิ่งแย่กว่านี้

 

6.เจ้าหน้าที่โครงการระเบิดภูเขา เกิดมลภาวะ ชุมชนขาดที่บังลมพายุในฤดูมรสุม

 

7.คน ของบริษัทไทยไม่เคยซื้อสินค้าท้องถิ่นเลย ทั้งอาหาร-น้ำ ทุกอย่างขนมาจากไทยหมด ไม่มีเม็ดเงินกระเด็นตกถึงชาวบ้านที่หวังว่าจะได้อะไรบ้างจากโครงการ

 

8.ห่วงธุรกิจขนาดกลาง-เล็กค่อยๆ ล้มลง ห่วงธุรกิจใต้ดิน ธุรกิจสกปรกเพิ่มมากขึ้น

 

ไม่เพียงผลกระทบด้านลบข้างต้น แต่พวกเขาเป็นห่วงในประเด็นโอกาสของคนทวาย

 

Nwe Ni Thein ตัวแทนพรรค NLD ห่วงว่า “เปิดท่าเรือ คนรวย คนมีการศึกษาได้ประโยชน์ แต่คนทวายส่วนใหญ่มีรายได้น้อย ไม่มีทุน ไม่มีความรู้สูง จึงยากจะเข้าถึงประโยชน์จากโครงการต่างๆ

 

Mo Mo Aye ตัวแทนเกษตรกร กล่าวเสริมว่า “เรายังไม่เห็นโอกาสทางเศรษฐกิจของชาวบ้าน และชุมชนท้องถิ่น เราเห็นเพียงประโยชน์ของนักลงทุนไทย”

 

Kyaw Saw ตัวแทนกลุ่ม 88 ระบุว่า “คนไทยไม่รู้ความจริงในทวายว่า โอกาสของคนท้องถิ่นแทบไม่มีเลยในโครงการนี้ มีตัวอย่างมาแล้วในโครงการท่อก๊าซยาดานา เราเคยคิดว่าจะได้ประโยชน์ แต่ 17 ปีผ่านไป ไม่มีอะไรตกถึงเราเลย”

 

Soo Thein ตัวแทนสมาคมพัฒนาทวาย กล่าวว่า “นักธุรกิจทวายคิดแต่ผลประโยชน์ที่ตัวเองจะได้รับจากโครงการทวาย แต่ไม่ได้คิดถึงผลกระทบต่อชาวบ้านส่วนใหญ่และชุมชน”

 

Tun Kyaw Mong ตัวแทนกลุ่ม 88 ให้ข้อมูลเสริมว่า “นักธุรกิจไทยนำสินค้ามาขายได้ทุกอย่างสบายๆ แต่ผลผลิตและสินค้าจากทวายถูกบล็อกไว้ที่ด่านชายแดน ส่งเข้าไทยลำบาก อยากถามเรื่องการค้าที่เป็นธรรมคืออะไร แบบนี้เป็นธรรมมั้ย”

 

Bo Bo ตัวแทนเครือข่ายพุทธ ตั้งคำถามถึงคนไทยว่า “ไทยเอาโครงการที่เคยเกิดผลกระทบกับวิถีชีวิต สิ่งแวดล้อมในประเทศของตัวเองมาไว้ที่นี่ พวกคุณคิดไตร่ตรองให้รอบคอบก่อนจะทำอะไรดีกว่ามั้ย”

 

เอ็นจีโอทวายถ่ายทอดปัญหาต่างๆ ให้ฟังโดยไม่ได้คาดหวังว่ารัฐบาลกลางจะช่วยอะไรได้

 

หรือจะคิดหวังให้นักธุรกิจนักลงทุนไทยทุกคนเข้ามาค้าขายอย่างไม่เอารัดเอาเปรียบคนท้องถิ่นนั้นคงไม่ง่ายนัก

 

ในสถานการณ์เช่นนี้มีแต่คนทวายเท่านั้นจะต้องตระหนัก และช่วยกันหาทางรับมือทุนข้ามชาติที่แผ่เข้ามาพร้อมกับกระแสบริโภคนิยม

 

อย่าให้มันเข้ามาทำลายวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของปัจเจกบุคคลได้โดยง่าย

 

==============================

คอลัมน์ โลกนี้มีรากหญ้า/มติชน 18 มิถุนายน

 โดย ภาคภูมิ ป้องภัย

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.